Category: บทความน่าสนใจ

ประสบการณ์ ZERO LATENCY THAILAND สนามแข่งขัน Virtual Reality

เปิดประสบการณ์ระดับพรีเมียมสู่ความท้าทายใหม่กับวงการ E-sports ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อบริษัท Tomorrow Entertainment หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นต์แห่งเอเชีย ได้นำระบบเทคโนโลยีสุดล้ำนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตอย่าง ZERO LATENCY สนามแข่งขัน Virtual Reality ในระบบไร้สายเจ้าแรกของโลกจากเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้บริษัท Active Entertainment ให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ความตื่นเต้นในรูปแบบเกมเสมือนจริงระดับโลกเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยชูจุดเด่นที่เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทั้งยังสามารถเล่นเกมได้แบบมัลติเพลย์เยอร์บนสนามแห่งความมันส์ในพื้นที่ขนาดยักษ์กว่า 400 ตารางเมตร ที่สามารถรองรับการเล่นพร้อมกันได้มากสูงสุดถึง 8 คน บนทำเลที่ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพมหานครอย่าง โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์

สนามแข่งขัน Virtual Reality

ประสบการณ์ ZERO LATENCY THAILAND สนามแข่งขัน Virtual Reality

สําหรับไฮไลท์ของ ZERO LATENCY คือการคัดสรรและรวบรวมเกมที่มีความหลากหลายและความสนุกที่แตกต่างกันไป มารวมไว้ ณ สนามเสมือนจริงแห่งนี้ โดยเฉพาะกับการเปิดตัวเกมใหม่ล่าสุดอย่าง เกม SOL-RAIDERS ซึ่งเป็นเกมแบบ PVP (Player Versus Player) ที่สามารถแบ่งฝั่งเพื่อต่อสู้กันได้แห่งแรกในประเทศไทย กับการทำภารกิจวางแผนร่วมกันในทีมเพื่อต่อสู้กับศัตรูเหล่าร้ายและเอาตัวรอดให้ได้ จากโลกที่ทรัพยากรธรรมชาติกำลังจะถูกทำลายจนหมดสิ้น ทีมที่จะได้ไปต่อยังโลกแห่งใหม่จะต้องทำภารกิจร่วมกันให้สำเร็จ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ภารกิจ ด้วยกันที่จะให้ผู้เล่นได้สัมผัสถึงประสบการณ์ที่หลากหลาย ผู้เล่นทีมที่แข็งแกร่งกว่าจะเป็นผู้รอดชีวิตและได้ไปต่อยังโลกแห่งใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ZERO LATENCY ยังมีเกมสุดมันส์อีกมากมาย ที่คว้ารางวัลเกมใหม่ยอดเยี่ยมจากเวที IAAPA มาแล้ว เช่น ENGINEERIUM, SINGULARITYและ ZOMBIE SURVIVAL

โดยผู้เล่นแต่ละคนต้องสวมใส่ชุดอุปกรณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย หูฟังเฮดเซ็ต กล่องแว่น VR ปืนไลท์กันที่มีลูกบอลเรืองแสง และที่ขาดไม่ได้คือกระเป๋าเป้แบ็คแพ็คบรรจุเครื่องคอมพิวเตอร์คอนโซล Alienware Alpha น้ำหนักเบา เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน โดยกติกาการเล่นจะถูกกําหนดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละเกม โดยมี GAME MASTER ที่คอยให้คำแนะนำเกมการเล่น และให้การดูแลความปลอดภัยแก่ผู้เล่นอย่างใกล้ชิด เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบกิจกรรมสนุกๆ เพราะสามารถเล่นได้ทั้งคนเดียว และเล่นแบบแท็กทีมกับเพื่อน หรือเล่นเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นต้น

และเป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ที่สนใจนวัตกรรมเกมการแข่งขัน VR เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทําให้ ZERO LATENCY สนามแข่งขันเกมชั้นนําของโลกจากประเทศออสเตรเลียนี้ กลายเป็นแลนด์มาร์คสําคัญสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสนุกจากทั่วโลก ที่ต้องมาลองสัมผัสประสบการณ์จริงสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ควรพลาด

ZERO LATENCY ได้เปิดสนามแห่งความมันส์ไปแล้วใน 5 ทวีปกว่า 29 สาขา ใน 18 ประเทศทั่วโลก อย่างอังกฤษ อเมริกา เม็กซิโก ญี่ปุ่น เยอรมัน และแคนาดา เป็นต้น และมีสถานที่แห่งใหม่ล่าสุด คือ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์แบบแท็กทีมผจญภัยเหนือจินตนาการไปกับสนามแข่งขันเกมเสมือนจริง ด้วยระบบเทคโนโลยีระดับโลกได้แล้ววันนี้ ณ ZERO LATENCY THAILAND ได้ที่ชั้น B โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

“ทำไมถึงคิดจะลาออกจากที่เดิม” เป็นสุดยอดคำถามนิรันดร์กาล ที่ต้องเจอทุกครั้งตอนลาออกจากที่เก่า หรือตอนไปสัมภาษณ์งานที่ใหม่ ซึ่งก็มีหลายต่อหลายเหตุผลในการลาออกที่จะสามารถเลือกไปตอบได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบเท่านั้น เราต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน แต่ยังรวมถึงการใช้ไหวพริบและการแสดงออกในการตอบคำถามนี้ด้วย รวมถึงฟรีแลนซ์เองก็เช่นกัน ว่าจะทำยังไงให้ยังคงความสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทเก่า รวมทั้งทำยังไงให้บริษัทใหม่สนใจในตัวคุณ จนต้องการให้คุณเข้าไปร่วมงานด้วย มีแนวทางการตอบอย่างมีชั้นเชิงมาฝาก

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

1. มองไม่เห็นความไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

เมื่อคุณรู้สึกว่างานปัจจุบันที่ทำมันชนกำแพง มองไม่เห็นความก้าวหน้าในอาชีพ แทนที่คุณจะตอบตามความรู้สึกออกไป ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…

‘โชคดีที่ฉันได้ทำโปรเจกต์ที่ท้าทายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากับบริษัท ABC มันช่วยให้ฉันได้ฝึกทักษะและเพิ่มความชำนาญในการทำงาน เรื่องการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่เป็นเทคอย่างมากเลยทีเดียว ทำงานที่นี่ ฉันมีความสุขและสนุกกับงานมาก แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ จากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อความเติบโตในอาชีพต่อไป’

2. เข้ากับหัวหน้าไม่ได้

หากคุณอยากลาออกจากงาน เพราะไม่ชอบหัวหน้า เข้ากับหัวหน้าไม่ได้ ทำงานด้วยแล้วต้องมีการปะทะกันตลอด มีมุมมองหรือความคิดเห็นไม่ตรงกัน หัวหน้าไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นใคร หรืออาจมีเหตุผลอื่น ๆ อีก แต่คุณไม่ควรเอาเหตุผลพวกนี้ไปตอบ เพราะจะทำให้คุณดูไม่ดี ดูไม่มืออาชีพ คุณควรตอบคำถามให้เป็นไปในทางบวก จะทำให้คุณดูเป็นคนมีความฉลาดทางอารมณ์ และจะดูมีความน่าสนใจมากกว่าพูดแต่เรื่องร้าย ๆ แย่ ๆ ของหัวหน้า แนวทางการตอบ…

‘ฉันเชื่อว่าสไตล์การทำงานที่เข้ากัน หรือเคมีที่ตรงกันของหัวหน้ากับลูกน้องในทีมเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้งานออกมาดี แถมบรรยากาศในการทำงานก็ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เคมีของทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มไม่ตรงกันแล้ว ฉันคิดว่าปัญหาจะเริ่มเกิด การทำงานจะเริ่มติดขัดและยากขึ้น ฉันเลยอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องตัดสินใจ ในการหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ใช่ และเข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง’

3. ต้องการเปลี่ยนสายงาน

เหตุผลในการออกจากงานที่ฟังดูแล้วยากที่จะดึงให้คุณทำงานต่อกับที่ทำงานเก่า คือ คุณต้องการเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปทำงานที่คุณชอบ งานที่คุณอยากทำ แต่ไม่ได้เลือกเดินสายนั้นมาตั้งแต่ต้น สมมติว่าคุณเรียนจบไอทีมา งานที่เริ่มทำก็เป็นงานด้านไอที แต่ชอบเขียนนั่นเขียนนี่เป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียน คุณอาจจะให้เหตุผลประมาณว่า…

‘ฉันอยากลองเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียนดู เพราะฉันชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงบล็อกของตัวเองอยู่ มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ฉันลองค้นหาตัวเองและคิดทบทวนอยู่นานว่าจะเปลี่ยนสายงานดีมั้ย คำตอบคือ ฉันควรลอง เพราะถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้ ว่าฉันก็ทำงานตรงนี้ได้เหมือนกัน’

4. ได้เงินเดือนมากขึ้น

เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต การเปลี่ยนงานเพราะที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลนี้มาบอกแบบทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็ดูเหมือนว่า คุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่างานเกินไป คุณลองตอบแบบนี้ น่าจะดูดีกว่า…

‘หลายปีที่ได้ทำงานกับบริษัท ABC ฉันรู้สึกดีที่บริษัทให้โอกาสฉันได้เรียนรู้การทำงานต่าง ๆ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการทำงานมากมาย ฉันได้ประสบการณ์การทำงานจากที่นี่เยอะเลย บรรยากาศในการทำงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่ฉันจะได้ลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่มากขึ้น’

5. มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น

คนที่ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องงาน แต่มีชีวิตด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น คนที่อยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น หรือคนที่อยากให้เวลากับตัวเองมาขึ้น หรือคนที่ชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด ก็จะมองหางานที่มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น และนี่คือแนวทางการตอบคำถามของเหตุผลนี้…

‘ฉันเชื่อว่าการทำงานหนัก จะทำให้งานสำเร็จและออกมาดี แต่ฉันคิดว่างานจะดีได้มากขึ้นอีก ถ้าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่สามารถยืดหยุ่นได้ อย่างเช่นบางวันอาจจะทำงานที่บ้านได้ ทำงานไปด้วย ดูแลลูกเล็กไปด้วย ไม่ต้องมัวพะวงเรื่องลูกเกินไปจนกระทบกับเรื่องงาน หรืออาจจะไปหา co-working space เก๋ ๆ นั่งทำงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ปิ๊งไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีกว่าเดิม หรือจะเป็นการที่มีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นไอเดียในการทำงานได้มากกว่านั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และทุกวัน น่าเสียดายที่บริษัทปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้มีนโยบายนี้ ทำให้ฉันมองหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตอบโจทย์กับตัวฉันเอง’

ไม่ว่าเหตุผลในการออกจากงานของคุณจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่คุณตอบจะต้องเป็นไปในทางบวก ต้องไม่พูดกระทบที่ทำงานเก่า และพยายามทำคะแนนกับที่ทำงานใหม่ ถ้าหัวหน้าคุณถาม ให้คุณตอบแบบถนอมน้ำใจเข้าไว้ ให้จากกันด้วยดี เพราะอนาคตคุณอาจเจอกับหัวหน้าคนเก่าในที่ทำงานใหม่ต่อ ๆ ไปก็ได้ หรือถ้า HR ที่ใหม่ถาม ก็ให้คุณใช้ไหวพริบในการตอบ ให้เหตุผลในทางบวก ใส่ชั้นเชิงในการตอบลงไป ทำให้เค้าประทับใจและเทคะแนนให้คุณให้ได้

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

เสียวหมี่ (Xiaomi) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิด ตัวสมาร์ทโฟน Mi MIX 3 5G ที่รองรับ 5G เป็นตัวแรก โดย Mi MIX 3 5G จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 5G ผ่านแพลตฟอร์ม Qualcomm® Snapdragon™ 855 ด้วยโมเดม Snapdragon X50 ที่จะปลดปล่อยประสบการณ์ 5G ให้แก่ผู้ใช้ และทำการเปิดตัว Mi 9 หลังจากเปิดตัวไปในประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ประกาศความพร้อมในการบุกตลาดทั่วโลก โดย Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟน เรือธงที่มาพร้อมกับ AI triple camera และระบบการชาร์จไร้สายที่ดีที่สุดในตอนนี้ สามารถชาร์จไฟได้ถึง 20W และขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 855 โดยจะเริ่มวางจำหน่าย ในประเทศแถบยุโรปตะวันตกก่อน เริ่มต้นที่ราคา 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท)

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

Xiaomi กับเส้นทางสู่ 5G

เสียวหมี่ ได้มองถึงการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้รองรับ 5G ตั้งแต่พฤษภาคม 2016 โดยตั้งทีมที่ลงลึกในเรื่องมาตรฐาน 5G และเริ่มค้นคว้าวิจัยนับแต่นั้นมา เสียวหมี่ได้เป็นผู้เข้าร่วมหลักในการทดสอบ 5G ซึ่งจัดโดย China Mobile และประสบ- ความสำเร็จในการทดสอบเชื่อมต่อสัญญาณ n78 ในเดือนกันยายน 2018 และทดสอบคลื่น mmWave (คลื่นมิลลิเมตร) เสร็จเรียบร้อยหนึ่งเดือนหลังจากนั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเพียงไม่กี่เจ้าในโลกเท่านั้นที่สามารถทำได้

ด้วยภารกิจที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์นวัตกรรม เสียวหมี่ได้ริเริ่มพัฒนาความร่วมมือด้านยุทธศาตร์ 5G กับผู้ให้บริการเครือข่าย ที่สำคัญทั่วโลก เช่น 3, Sunrise, TIM, Vodafone และอีกหลายราย ซึ่งลำดับต่อไปที่เสียวหมี่ต้องการจะทำคือสร้างอุปกรณ์ 5G ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ การจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ทางเสียวหมี่ได้พยายามอย่างหนักกับทางผู้ให้บริการเหล่านี้ ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา Mi MIX 3 5G และวันนี้ที่ได้ประกาศเปิดตัว Mi MIX 3 5G อย่างเป็นทางการ เสียวหมี่ได้ กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ที่สามารถผลิตโทรศัพท์ 5G ออกมาวางจำหน่ายจริงได้ ซึ่งในงานเปิดตัวเสียวหมี่ ได้ทำการแสดงความพร้อมของ Mi MIX 3 5G ด้วยการโชว์ให้เห็นกันแบบสด ๆ จากเครือข่าย 5G ของ Orange ประเทศสเปน

“เสียวหมี่ ได้ทุ่มเทกำลังความสามารถในการพัฒนาสมาร์ทโฟน 5G และ Mi MIX 3 5G ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความ พยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสำหรับทุกคน พวกเรามีความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำงานกับเหล่า พาร์ทเนอร์ และทำให้ 5G เป็นจริงได้สำหรับผู้คนอีกมากมายบนโลกนี้” มร.หวัง เสียง, รองประธานอาวุโส เสียวหมี่ กล่าว

Mi MIX 3 5G – สมาร์ทโฟนทรงประสิทธิภาพที่พร้อมสำหรับเครือข่ายในอนาคต

จากการผสมผสาน Qualcomm® Snapdragon™ X50 โมเดมสำหรับ 5G ทำให้ Mi MIX 3 5G สามารถเชื่อมต่อกับคลื่น sub-6GHz ที่รองรับความเร็วในการดาวน์โหลดระดับ gigabit-class ซึ่งเร็วกว่าเครือข่าย 4G หลายสิบเท่า นอกจากนี้ Mi MIX 3 5G ยังเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเครื่องแรก ๆ ที่มาพร้อมกับชิปเซตอันทรงพลังพลังอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 สามารถทำงานหนักได้อย่างยาวนานและมีเสถียรภาพ ด้วยระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System ที่ถูกออกแบบมาใหม่ทั้งหมดเพื่อ Mi MIX 3 5G โดยเฉพาะ

Snapdragon 855 และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

ภายใน Mi MIX 3 ติดตั้งแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 ซึ่งใช้สถาปัตกรรมการผลิตที่ 7 นาโนเมตร มีซีพียู Qualcomm Kryo 485 ที่ประกอบไปด้วยตัวประมวลผล 8 แกน เพื่อความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ และการประหยัดพลังงาน ซึ่งการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single Core) เร็วขึ้นจากรุ่นที่แล้วสูงถึง 45% ตัวประมวลผล กราฟฟิก Qualcomm Adreno™ 640 ก็ถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 20% และตัวประมวลผลด้าน AI อย่าง Qualcomm AI Engine เจเนอเรชั่นที่ 4 ก็ทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า

“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมทำงานกับทางเสียวหมี่มาอย่างยาวนาน ช่วยกันนำนวัตกรรม 5G ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 5G” มร.คริสเตียโน่ เอม่อน ประธานบริษัท Qualcomm Incorporated กล่าว “Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Snapdragon 855 นี้ นอกจากจะมี Qualcomm AI Engine รุ่นที่ 4 ที่จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือคุณให้กลายเป็นสุดยอดผู้ช่วยส่วนตัวแล้ว ยังมีตัวประมวลผล สัญญาณภาพ Qualcomm Spectra Computer Vision ISP ที่จะช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้ระดับเดียวกับการถ่ายหนัง ภาพยนตร์ และ Snapdragon Elite Gaming จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือให้กลายเป็นเครื่องเล่นเกมสุดแรงไปในทันที”

เพื่อรองรับเหล่าแอปพลิเคชั่น ที่ต้องการการประมวลผลระดับสูง และทำงานเป็นระยะเวลานาน เช่น เกมออนไลน์ มัลติเพลเยอร์ในปัจจุบัน เสียวหมี่ได้พัฒนาระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System สำหรับ Mi MIX 3 5G ขึ้นมาโดยเฉพาะ มีการนำเอาวัสดุนำความร้อนอย่าง Rogers® HeatSORB™ ซึ่งใช้วิธี Phase Change Effect ในการควบคุมอุณหภูมิ สามารถจับความร้อนที่เกิดขึ้นจากตัวประมวลผล และชะลอการเพิ่มของอุณหภูมิออกไปได้อีก และด้วย Passive Heat Pipe ซึ่งประกอบไปด้วย แกรไฟต์ 6 ชั้น ช่วยกระจายความร้อนออกไปได้เร็วกว่าแผ่นแกรไฟต์ คู่ที่ใช้กันทั่วไปได้ถึง 3 เท่าอีกด้วย

คุณภาพการถ่ายภาพระดับโลก

Mi MIX 3 5G ได้สืบทอดกล้องคู่ AI ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลจาก Mi MIX 3 ซึ่งได้รับคะแนนด้านภาพถ่ายจาก DxOMark สูงถึง 108 และด้วยฟีเจอร์ทางด้าน AI ที่ล้ำหน้าและการถ่ายวิดีโอสโลวโมชั่นที่ช้าถึง 960fps ทำให้ผู้ใช้ เริ่มเกิดความคาดหวังและเชื่อมั่นในกล้องของกล้องจาก Xiaomi ส่วนการเซลฟี่นั้น Mi MIX 3 5G มาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ ความละเอียด 24+2 ล้านพิกเซล ใช้สุดยอดเซนเซอร์ Sony IMX576 ในการจับภาพได้ความละเอียดที่เหนือกว่า ซึ่งการประมวลภาพถ่ายทั้งหมดนี้ถูกจัดการโดย Qualcomm Spectra™ 380 ISP ทำให้ประมวลผลภาพถ่าย แต่ละรูปออกมาได้อย่างรวดเร็ว ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า สามารถถ่ายรูปได้มากขึ้นกว่าเดิมต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

สไลด์ดีไซน์ เปิดประสบการณ์แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ

Mi MIX 3 5G ใช้กลไกการเลื่อนสไลด์ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของทางเสียวหมี่ ให้ประสบการณ์สัมผัสที่ดีเยี่ยมและปรับแต่ง ได้หลากหลาย ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้การสไลด์เป็นการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของโทรศัพท์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับสาย เรียกเข้า หรือเปิดแอปกล้องขึ้นมา และด้วยสไลด์ดีไซน์นี้ทำให้ขอบข้างของเครื่อง มีความบางมากเป็นพิเศษ และมีสัดส่วน หน้าจอต่อขนาดเครื่อง (screen-to-body Ratio) ที่ใหญ่มากเกินกว่าใคร สิ่งที่จะเห็นด้านหน้าจะมีเพียงหน้าจอที่สวยงามของ Samsung AMOLED ซึ่งมีขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+ ที่สัดส่วน 19.5:9

Mi MIX 3 5G ราคาเริ่มต้นที่ 599 ยูโร (ประมาณ 21,600 บาท) มี 2 สีให้เลือกได้แก่ Onyx Black และ Sapphire Blue

Mi 9 – สมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมกล้อง AI triple camera

Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงตัวแรกจากเสียวหมี่ที่มาพร้อมกับกล้องหลัง AI triple camera ซึ่งมีกล้องหลักที่ใช้เซนเซอร์ ถ่ายภาพความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิเซล ของ Sony IMX586 ด้วยขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่ ½” ผู้ใช้สามารถเลือกถ่ายภาพ ที่ความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล หรือปรับเปลี่ยนให้ถ่ายภาพได้สวยใสและสว่างขึ้นในสภาพแสงน้อยได้ โดย Mi 9 จะรวม พิกเซลจาก 4 เป็น 1 เพื่อเพิ่มขนาดพิกเซลต่อจุดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 1.6 μm ซึ่งจะรับแสงได้ไวกว่าเดิม โดยตัว AI triple camera นี้จะประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และกล้องเทเลซูม 12 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ผ่านการทดสอบจาก DxOMark เว็บไซต์ชื่อดังด้านการทดสอบ อุปกรณ์ถ่ายภาพ ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่กล้องดีที่สุดที่มีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งทำคะแนนไปได้ถึง 107 คะแนน นอกจากนี้ยังทำ คะแนนด้านการถ่ายวิดีโอมากถึง 99 คะแนน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับของ DxOMark อีกด้วย

การออกแบบดีไซน์ใน Mi 9

Mi 9 มีดีไซน์ฝาหลังแบบโค้งมนรอบด้าน ทำให้สามารถจับถือได้ถนัดและสบาย ใช้กระบวนการขั้นสูงในการลงสีให้ฝาหลัง จนได้สีรุ้งแบบ Holographic ระยิบระยับสะกดตา แตกต่างในทุกครั้งที่หยิบจับขึ้นมามอง

ดีไซน์แบบโค้งมนรอบด้านนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมากจากสถาปนิกชื่อดัง Antoni Gaudi และได้รับการรับรองจากสถาบัน The Gaudi Academia of Knowledge

“ด้วยแรงบันดาลใจจากงานของ Antoni Gaudi ทำให้ Mi 9 รวมเอาการตกกระทบของแสง การโค้งมนที่เรียบเนียน และดึงเอาส่วนประกอบจากส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่แสดงออกให้เห็นถึง ความสวยงามขั้นสุด” Carlos Canals Roura, ประธานของ The Gaudi Academia of Knowledge ได้กล่าวชื่นชม Mi 9

ด้านหน้าของ Mi 9 ได้เลือกใช้การแสดงผลของ Samsung AMOLED Dot Drop ที่มีขนาดหน้าจอ 6.39 นิ้ว สัดส่วน 19.5:9 และภายใต้หน้าจอนี้จะมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถปลดล็อคได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 25%

Mi 9 จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศยุโรป ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+64GB และราคา 499 ยูโร (ประมาณ 18,000 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+128GB มี 3 สีให้เลือก ได้แต่ สีดำ Piano Black, น้ำเงิน Ocean Blue, และม่วง Lavender Violet

Mi LED หลอดไฟอัจฉริยะ

เสียวหมี่ ยังมีการเปิดตัวหลอดไฟอัจฉริยะ Mi LED เพิ่มเติมระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนสี ได้มากถึง 16 ล้านสี เพิ่มลดอุณหภูมิและความสว่างของแสง ได้โดยการควบคุมผ่านแอป Mi Home ซึ่งทำงานร่วมกับ Google Assistant และ Amazon Alexa ได้ และเตรียมรองรับ Apple Home Kit ภายในไตรมาสที่สองของปี 2019 อีกด้วย

หลอดไฟ Mi LED ได้เปิดวางจำหน่ายแล้วในยุโรปที่ราคา 19.9 ยูโร (ประมาณ 720 บาท)

Mi Explorers

ด้วยความที่เสียวหมี่เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นหลักมากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง เสียวหมี่ได้พัฒนาวัฒนธรรม ของคอมมิวนิตี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และมี Mi Fans อยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยโครงการ Mi Explorers นี้เป็นหนึ่งใน โครงการที่สำคัญที่สุดสำหรับโปรเจกต์ Mi Fan initiative โดยจะทำการคัดเลือก Mi Fans ให้ได้รับสิทธิพิเศษเข้าถึง อุปกรณ์ใหม่ล่าสุด และสามารถให้คำติชมโดยตรงเกี่ยวผลิตภัณฑ์ต่อทีมพัฒนา เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพต่อไป โดยในงานนี้ทางเสียวหมี่ได้คัดเลือก Mi Fans ทั้งหมด 20 ราย จากสเปน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี โปแลนด์ และยูเครน ให้ได้เข้าร่วมจับ Mi 9 ก่อนใคร และนำพาพวกเค้าเหล่านี้ไปร่วมงานเปิดตัว Global Launch ในเมือง Barcelona ประเทศสเปน รวมถึงงาน Mobile World Congress 2019 ในครั้งนี้ด้วย

สามารถให้บริการลูกค้า ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้ามีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

ผู้นำด้านนวัตกรรมผ่านโซลูชั่นที่ทันสมัยและเครือข่ายคู่ค้าที่ครอบคลุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้องค์กรยุคใหม่เผยผลสำรวจ Global Shopper Study ซึ่งเป็นการสำรวจทัศนคติ, ความคิดเห็น และความคาดหวังของผู้บริโภค, พนักงานขายหน้าร้าน และผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก ซึ่งครั้งนี้จัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 11 โดยจากผลการสำรวจพบว่า 2 ใน 3 (66 เปอร์เซ็นต์) ของพนักงานขายที่ตอบผลสำรวจเชื่อว่า พวกเขาจะสามารถให้บริการลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหากมีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

สามารถให้บริการลูกค้า ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้ามีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

สามารถให้บริการลูกค้า ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้ามีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

ผลสำรวจยังพบว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายที่ตอบแบบสำรวจเห็นตรงกันว่าบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่นั้นมีจำนวนพนักงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และเกือบครึ่ง (49 เปอร์เซ็นต์) รู้สึกว่าพวกเขาทำงานหนักเกินไป นอกจากนี้พนักงานยังให้ความเห็นว่าพวกเขารู้สึกคับข้องใจที่ไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ โดยราว 42 เปอร์เซ็นต์ให้เหตุผลว่ามีหน้าที่อื่นที่ต้องรับผิดชอบควบคู่กันให้เสร็จตามกำหนดจึงไม่สามารถให้เวลากับลูกค้าได้เท่าที่ควร อีก 28 เปอร์เซ็นต์ให้เหตุผลว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสามารถบริการลูกค้าได้ นอกจากนี้ 83 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกและ 74 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายหน้าร้านเห็นตรงกันว่า อุปกรณ์เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่จะสามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้าได้

เมื่อสำรวจไปในฝั่งของผู้บริโภคพบว่า มีเพียง 13 เปอร์เซ็นต์ที่ให้ความมั่นใจในร้านค้าที่พวกเขาซื้อสินค้าว่าจะปกป้องข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ความเชื่อมั่นที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 10 อุตสาหกรรมอื่นๆที่ถูกสำรวจ และ 73 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคลงความเห็นตรงกันว่าพวกเขามีความพอใจมากกว่าเมื่อสามารถควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนตัวได้เอง

นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “จากผลสำรวจเราพบว่าความคาดหวังของผู้บริโภคนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่หน้าร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาอย่าง การจัดส่งสินค้า, การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และการสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร”

เมื่อกล่าวถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีออโตเมชั่นพบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกและพนักงานขายหน้าร้านมีความคาดหวังต่อระบบออโตเมชั่นที่ต่างกัน โดยเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการ และเพียง 49 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายหน้าร้านเห็นว่าเคาน์เตอร์ชำระค่าสินค้าเริ่มเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเมื่อลูกค้าสามารถใช้เทคโนโลยีในการชำระเงินได้เอง นอกจากนี้เกือบครึ่งของผู้ประกอบการ (52 เปอร์เซ็นต์) ได้มีการเปลี่ยนจุดชำระเงิน (point-of-sale) ให้เป็นระบบอัตโนมัติที่ผู้บริโภคสามารถดำเนินการชำระเงินได้ด้วยตัวเอง และอีก 62 เปอร์เซ็นต์กำลังเปลี่ยนจุดชำระเงินเป็นสถานที่รับสินค้าจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์

มากกว่าครึ่งของผู้บริโภค (51 เปอร์เซ็นต์) เชื่อว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน ของตัวเองได้ดีกว่าการสอบถามข้อมูลจากพนักงานขายหน้าร้าน ซึ่งผู้ประกอบการหลายแห่งได้มีการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขความเหลือมล้ำดังกล่าว โดยเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนขึ้นมากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์เพื่อซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา และหนึ่งในห้า (21 เปอร์เซ็นต์) วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ในการซื้อแท็บแล็ตสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรม ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

ผลสำรวจจากแต่ละภูมิภาคพบว่า:

ทวีปเอเชียแปซิฟิก

62 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายหน้าร้านมีมุมมองต่อนายจ้างที่ดีขึ้นหากนายจ้างจัดหาอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานแบบเคลื่อนที่มาให้ใช้เพื่อการทำงาน
เกือบครึ่ง (49 เปอร์เซ็นต์) ของพนักงานขายลงความเห็นว่าอุปกรณ์ชำระเงินแบบเคลื่อนที่(mPOS) ช่วยให้การทำงานของพวกเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง

· 74% ของผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่า การเติบโตขออี-คอมเมิร์ซ ส่งผลให้คนหันมาสนใจโซลูชั่นในการจัดส่งสินค้าและการบริหารจัดการคลังสินค้ามากขึ้น

· มากกว่า 76% ของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก เห็นพ้องกันว่าการรับและคืนสินค้าจากการสั่งสินค้าในช่องทางออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่ท้ายทาย

ทวีปละตินอเมริกา

· ทั้งผู้บริโภค (59 เปอร์เซ็นต์) และพนักงานขายหน้าร้าน (67 เปอร์เซ็นต์) เห็นตรงกันว่าผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนได้ดีกว่าพนักงานขายหน้าร้าน

· 99 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลควบคุมงานด้าน IT ในธุรกิจค้าปลีกเห็นพ้องกันว่าองค์กรของพวกเขาต้องการระบบจัดการคลังสินค้าที่มีความแม่นยำกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทวีปอเมริกาเหนือ

· มีเพียง 11% ของผู้บริโภคเท่านั้นที่เชื่อมั่นในหน้าร้านค้าว่าจะปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาซึ่งเป็นระดับความเชื่อมั่นต่ำสุดในการสำรวจจากหลายๆอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ สถาบันการเงิน และบริษัทด้านเทคโนโลยี

· พนักขายเกือบ 7 ใน 10 (ราว 68 เปอร์เซ็นต์) ให้ข้อมูลว่าป้ายบอกราคาแบบอีเล็กโทรนิกส์จะให้ความสะดวกสบายกับลูกค้ามากกว่าแบบกระดาษ และจากการสำรวจพบว่า 54% ของผู้บริโภคใส่ใจในการอ่านป้ายสินค้า

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

นั่งทำงานมาจนจะครบปี งานบนหน้าตักยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำงานก็พลาดบ่อย นายก็น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานก็ไม่น่าคบ ครั้นจะลาออก เปลี่ยนงานใหม่ก็เสียดายเงินเดือน ทำอย่างไรดีหละ? แม้แต่ทำ ฟรีแลนซ์ เองก็ยังน่าเบื่อเลยที่ต้องเจอปัญหาแบบนี้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียดวันจันทร์ และนั่งทำงานแบบเคาท์ดาวน์รอวันศุกร์ อยากบอกคุณว่า โชคดีแค่ไหนที่คุณมีงานทำ และนี่คือวิธีจุดไฟทำงานในตัวคุณเองได้ง่าย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขให้กับการทำงานของคุณ

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

หาเวลาพักผ่อน

การนั่งทำงานบนความเบื่อหน่ายนาน ๆ ยิ่งทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรีบเคลียร์งานให้เสร็จ ใช้สิทธิวันลาทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่คุณไม่เคยไป พร้อมพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มโปรด และเพลงบนเพลย์ลิสต์ที่ช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย

หากบริษัทของคุณมี flexible benefit (สวัสดิการแบบยืดหยุ่น) ให้ แล้วคุณไม่เคยใช้มันเลย เวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะนำไปใช้ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำสปา ฟิตเนส นวดหน้าทำหน้า ซื้อหนังสือ เสื้อผ้า หรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่คุณอยากได้ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ตามแต่ละบริษัทของคุณ ที่จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและพักผ่อนได้ จะยิ่งเพิ่มความสุขให้คุณขึ้นได้

นึกถึงวันทำงานวันแรก

หลังกลับจากการลาพักร้อนแล้ว หากยังรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ ให้คุณนึกย้อนไปถึงวันแรกที่บริษัทตอบรับคุณเข้าทำงาน ข้อดีต่าง ๆ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมทำงานในบริษัท นึกถึงความตื่นเต้นตอนเจ้านายมอบหมายงานชิ้นแรกให้คุณ ความกระตือรือร้นที่คุณพยายามทำช่วงทดลองงานจนผ่านโปร อาจจะช่วยจุดไฟในตัวคุณได้

มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่บวกจะช่วยทำให้คุณผ่านพ้นความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ลองคิดดูว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีงานทำ ในขณะที่ใครหลายคนกำลังตกงาน ในขณะที่เจ้าของกิจการหลายรายกำลังประสบปัญหาขาดทุน แต่คุณเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน มีเงินส่งเลี้ยงดูพ่อแม่ มีเงินส่งลูกเรียนในโรงเรียนดี ๆ มีเงินซื้อของที่อยากได้ มีเงินท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป

ปิดหูปิดตา

เมื่อต้องเจอกับเจ้านายที่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าคบ ให้คุณมาทำงาน -เลิกงานตามเวลาที่บริษัทกำหนด เดินเข้าออฟฟิศแบบปิดหููปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท ก้มหน้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้ผลงานออกมาตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หรือหากมีโอกาสทำงานใหญ่ คุณอาจรับอาสาทำแบบเงียบ ๆ ตั้งใจทำให้เสร็จ เพื่อผลงานเข้าตาผู้บริหารใหญ่ คุณอาจได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งงาน

ให้รางวัลตัวเอง

เคยคิดบ้างไหมว่าทุกวันนี้ คุณก้มหน้าก้มตาทนทำงานด้วยความเครียดไปเพื่ออะไร? หากคุณยังตอบไม่ได้ คุณลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น “หากชั้นทำงานโปรเจคนี้สำเร็จ ชั้นจะให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมหรู หรือการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาสะพายไปทำงาน และหากคุณมีเงินมากพอ อาจตั้งเป้ารางวัลให้ตัวเองด้วยการนำโบนัสปลายปี ไปซื้อบ้านหลังใหม่ หรือรถยนต์คันใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณสุขสบายมากยิ่งขึ้นก็ได้

หาเวลาพัฒนาตัวเอง

หากงานมันซ้ำซากจำเจมากนัก ลองหาเวลาลงสมัครเรียนคอร์สระยะสั้น หาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ในสายงานที่คุณทำ ให้คุณมีโอกาสมองเห็นโลกที่มันกว้างกว่าสังคมออฟฟิศเดิม ๆ ของคุณ ได้รู้จักเพื่อนร่วมคอร์สเรียนใหม่ ๆ ซึ่งคุณอาจนำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนางานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน หรือมองหาโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ในตำแหน่งสูงขึ้น และผลตอบแทนมากขึ้นได้

หาเวลาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายหลังเลิกงานประมาณ 20 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) และสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยลดระดับความตึงเครียดในร่างกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่ง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง มีไฟที่จะทำงานอีกด้วย

Meitu เปิดตัวธีมการ์ตูนดัง We Bare Bears พร้อม AR Filters และ สติ๊กเกอร์

เหม่ยทู๋ (Meitu) บริษัทผู้พัฒนาและให้บริการแอพพลิเคชั่นแต่งภาพยอดฮิต ร่วมกับการ์ตูนชื่อดัง We Bare Bears ทางช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ค เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ BEAR HUG ที่รวมเอา AR Filters สติ๊กเกอร์ กรอบภาพ (frames) โมเสก (Mosaic) และ Magic Brush ไว้ด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่ เหม่ยทู๋ (Meitu) ผู้นำในการให้บริการแอพพลิเคชั่นแต่งภาพได้ร่วมมือกับ We Bare Bears การ์ตูนชื่อดังที่ได้รับรางวัลมากมายทางช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ค We Bare Bears การ์ตูนยอดฮิตทางช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ค ที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกและในประเทศไทย ที่ เหม่ยทู๋ (Meitu) ได้พัฒนาฟีเจอร์ BEAR HUG ขึ้นมา เพื่อเป็นการส่งความสุขปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้ ให้บรรดาแฟนๆ ได้สัมผัสถึงความน่ารักของสามหมีพี่น้อง กริซ (Grizz) แพนแพน (Pan Pan) และ ไอซ์แบร์ (Ice Bear) โดยแฟนๆ สามารถส่งต่อความน่ารักของสามหมีจอมป่วนให้กับคนที่เรารักต้อนรับเทศกาลปีใหม่ โดยฟีเจอร์ BEAR HUG ของสามหมี We Bare Bears สามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้

Meitu เปิดตัวธีมการ์ตูนดัง We Bare Bears พร้อม AR Filters และ สติ๊กเกอร์

Meitu เปิดตัวธีมการ์ตูนดัง We Bare Bears พร้อม AR Filters และ สติ๊กเกอร์

หลังจากดาวน์โหลดแอพ เหม่ยทู๋ แล้ว เลือกปุ่ม “กล้องถ่ายรูป” แล้วเลือกฟีเจอร์ BEAR HUG เพื่อเลือกธีมน่ารักๆ มากมายสำหรับใช้ตกแต่งรูป

Bear Hug Frame: หมีน้อยกอดกันกลมดิ๊ก สำหรับคนที่คุณรัก

ให้หมีน้อยทั้งสามสร้างความน่ารักกับรูปสวยๆ ของคุณ

ปิน เฉิน (Pin Chen) ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโส ตลาดต่างประเทศ แอพพลิเคชั่นเหม่ยทู๋ กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง เหม่ยทู๋ (Meitu) และ We Bare Bears ในครั้งนี้จะทำให้ผู้ที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น เหม่ยทู๋ ได้สนุกสนานกับการใช้งานฟีเจอร์ BEAR HUG ในการตกแต่งรูปภาพ โดยเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่มีเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เราจึงขอแนะนำให้ส่งต่อความรักระหว่างกันด้วยฟีเจอร์ BEAR HUG โดยให้หมีน้อยทั้งสามได้ร่วมสวมกอดคนที่คุณรักในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้”

แอพพลิเคชั่น เหม่ยทู๋ เริ่มให้บริการดาวน์โหลดในประเทศไทยในช่วงต้นปี 2018 และได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากเปิดให้บริการ จากการจัดลำดับแอพพลิเคชั่นที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดในประเทศไทย เหม่ยทู๋ เป็นหนึ่งในแอพพลิเคชั่นในหมวดการตกแต่งรูป ที่ไม่เสียค่าบริการการใช้งาน ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งใน App Store และ Google Play Store

“ในการตกแต่งรูปภาพ ผู้ใช้งานในประเทศไทยมีความคิดสร้างสรรค์มากมาย เครื่องมือที่ใช้แต่งภาพ อาทิเช่น Magic Brush และการแต่งภาพถ่ายด้วยโมเสก (Mosaic) เพื่อเปลี่ยนให้ภาพที่ดูไม่เรียบร้อยหรือภาพที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นบางสิ่งบางอย่างในภาพให้กลายเป็นภาพโมเสกนั้น ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก” ปิน เฉิน กล่าว

โมเสก We Bare Bears เปลี่ยนพื้นหลังรูปภาพให้เข้ากับอารมณ์ผู้ใช้งาน

สามารถเลือกใช้ได้ผ่านแอพพลิเคชั่น เหม่ยทู๋ (Meitu)

ผู้ใช้งานสามารถใช้ We Bare Bears Magic Brush ตกแต่งรูปได้ตามจินตนาการ

We Bare Bears เป็นการ์ตูนสนุกสนาน ทางช่องการ์ตูนเน็ตเวิร์ค เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามหมีพี่น้องที่ต้องการผูกมิตร ปรับตัวเพื่อให้กลมกลืน และเป็นเพื่อนกับผู้คนในสังคมปัจจุบัน กริซ (Grizz) เป็นหมีพี่ใหญ่สุด ที่มองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา เป็นผู้นำน้องหมีอีกสองตัว และด้วยความที่มองโลกในแง่ดีตลอดเวลาจึงทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย สนุกสนานต่าง ๆ มากมาย แพนแพน (Pan Pan) หมีน้องคนกลาง ที่มุ่งมั่นในการหาความโรแมนติกอยู่ตลอดเวลา และหมีน้องเล็กสุด ไอซ์แบร์ (Ice Bear) ที่มีความสามารถพิเศษซ่อนไว้มากมายภายใต้มาดนิ่งๆ

เกี่ยวกับ Meitu Inc. Meitu Inc. ก่อตั้งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551 เป็นผู้นำในบริษัทผู้พัฒนาและให้บริการแอพพลิเคชั่นแต่งภาพยอดฮิต โดยใช้ AI โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศจีน มีพันธกิจในการจุดประกายให้คนกล้าที่จะแสดงความสวย โดยทางบริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งซอฟต์แวร์และสมาร์ทฮาร์ดแวร์ ในคอนเซ็ปต์ความสวยงาม ประกอบไปด้วย แอพพลิเคชั่น เหม่ยทู๋ (social network) กล้องบิวตี้ แคม (Beauty Camera) เหม่ยป๋าย (pan-knowledge short video platform) เหม่ยทู๋บิวตี้ (e-commerce platform) และ สมาร์ทโฟนเหม่ยทู๋ (Meitu Smartphones)

แอพพลิเคชั่น เหม่ยทู๋ (Meitu) มียอดดาวน์โหลดลงในสมาร์ทโฟนมากกว่า 1.5 พันล้านเครื่อง โดยมีผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นทั่วโลก โดย 1 ใน 3 ของผู้ใช้งานทั้งหมดไม่ได้อยู่ในประเทศจีน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ไทย อินโดนีเชีย มาเลย์เซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

ด้วยปริมาณรูปภาพที่ถูกบันทึกและเก็บไว้ในฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เหม่ยทู๋ ได้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ประโยชน์โดยผ่านทางห้องแล็ปของเหม่ยทู๋ (MTlab) ศูนย์วิจัยและพัฒนาของเหม่ยทู๋ (Meitu’s R&D Hub) รวมถึงนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์อื่นๆ อาทิ Computer Vision, Deep Learning และ Computer Graphics อีกด้วย

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทรกตัวอยู่ทุกส่วนในบ้านของคุณ

คำว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (artificial intelligence) หรือ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อและในวงสนทนา เป็นเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนวิธีการทำงานของคนทั้งโลก เทคโนโลยีที่มาพร้อมขีดความสามารถในการปรับปรุงกระบวนการ ลดค่าใช้จ่าย และปรับเปลี่ยนศักยภาพทางธุรกิจ แต่น้อยคนนักที่จะตระหนักว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราอย่างไรบ้าง AI กำลังเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่เริ่มตั้งแต่ในบ้านของเรา มันถูกใช้ในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยอย่างชาญฉลาด เข้าใจทุกความต้องการของคุณ และทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น คุณลองนึกภาพตัวเองตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและเดินเข้าครัวไปยังหม้อต้มกาแฟที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น พร้อมกับเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตว่าคุณไปเข้าคลาสออกกำลังกายสายแล้วนะ หรือเมื่อเปิดตู้เย็นแล้วพบว่าโยเกิร์ตถ้วยโปรดที่คุณกินหมดไปแล้วเมื่อวันก่อน มีถ้วยใหม่มาใส่แทนไว้แล้ว คุณไม่ต้องวิตกกังวลระหว่างทำงาน เพียงเพราะคุณไม่แน่ใจว่าได้เปิดระบบสัญญานกันขโมยก่อนออกจากบ้านหรือไม่ AI ได้ทำสิ่งนั้นแทนคุณแล้ว

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทรกตัวอยู่ทุกส่วนในบ้านของคุณ

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทรกตัวอยู่ทุกส่วนในบ้านของคุณ

แม้ว่า AI จะสามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้ แต่ศักยภาพที่แท้จริงของมันยังมีอีกมาก สถานการณ์ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง ถึงแม้ว่ามันยังไปไม่ถึงจุดที่จะสามารถสั่งซื้อสินค้าใช้สอยแทนคุณได้ แต่วิวัฒนาการของอุปกรณ์ที่มี AI ก็เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและราคาก็ถูกลงเรื่อยๆ จึงมีแนวโน้มที่จะได้เห็น AI กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของบ้านได้เร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง ในความเป็นจริง บริษัทวิจัยอย่างการ์ทเนอร์ (Gartner) ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2022 อุปกรณ์ที่มี AI อาจมีระดับความฉลาดทางอารมณ์พอที่จะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคนคนหนึ่งมากกว่าคนในครอบครัวนั้นเสียอีก โซลูชั่นที่มีอยู่แล้ว เช่น Amazon Echo และ Google Home ถูกนำไปใช้แล้วในห้องรับรองพิเศษและห้องครัวเพื่อให้สอดรับกับรสนิยมและอารมณ์ความรู้สึกของคน ซึ่งทำให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทุกวันนี้คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนก้อนโตหรือสร้างบ้านที่มีระบบอัตโนมัติเพื่อใช้ประโยชน์จาก AI บ้านเรือนโดยทั่วไปมีเราเตอร์ อุปกรณ์เครือข่ายที่เรียกว่า network attached storage (NAS) ระบบกล้องวงจรปิด และเครื่องควบคุมอุณหภูมิ (thermostat) อุปกรณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นของใช้ธรรมดาทั่วไปเหมือนเครื่องชงกาแฟ แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือสามารถเชื่อมต่อไปยัง AI ได้แบบไร้รอยต่อ เพื่อให้คุณควบคุมกลไกภายในบ้านของคุณได้แบบเบ็ดเสร็จ

ถ้าคุณต้องการปกป้องบุตรหลานของคุณจากการเข้าถึงคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม การใช้ Siri บนสมาร์ทโฟนของคุณ รวมถึง NAS และเราเตอร์แบบมี AI คุณจะสามารถตรวจติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมในโลกออนไลน์ของทุกคนในบ้านได้ ซึ่งเป็นระบบ Parental Control ที่ง่ายและเกิดประสิทธิผลไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลก นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้แนวคิดนี้สร้าง QR code เพื่อให้เพื่อนๆสามารถสแกนเพื่อเข้าถึง Wi-Fi ในบ้านของคุณได้ ซึ่งนับเป็นวิธีที่ง่ายขึ้นมากๆ ไม่ต้องมัวเสียเวลาค้นหารหัสผ่าน Wi-Fi ที่คุณไม่เคยจำ คุณสะดุ้งตื่นตอนตี 2 จากสัญญาณเตือน แต่เอาเข้าจริงกลับพบว่ามันเป็นแค่เสียงลมหรือฝน หรือแมลงไต่เข้าไปในเซนเซอร์ไหม? ลองลงทุนติดตั้งระบบที่มี AI จะช่วยขจัดความน่าเบื่อของสัญญาณเตือนที่ผิดพลาดและทำให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม ระบบกล้องวงจรปิดเพื่อรักษาความปลอดภัยแบบมี AI ของ Synology มาพร้อมอัลกอริทึมที่มีขีดความสามารถในจดจำรูปแบบที่สลับซับซ้อน ซึ่งจะช่วยลดสัญญาณเตือนที่ผิดพลาดและเพิ่มช่วงเวลาพักผ่อนแบบไร้กังวลของคุณในยามค่ำคืนให้มากขึ้น

และสำหรับผู้ที่หารูปถ่ายไม่เจอหรือไม่สามารถคัดแยกให้เป็นระบบระเบียบได้สักที คุณสามารถใช้ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่าง Moments ของ Synology ที่ไม่เพียงแต่จัดหมวดหมู่รูปภาพตามธีม วัตถุ และกลุ่มคนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณสามารถแก้ไขหรือปรับแต่งภาพให้เหมาะสำหรับการนำไปพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับแสง สร้างเทมเพลตสำหรับสมุดภาพ สร้างอัลบั้มแห่งความทรงจำให้สามารถค้นหาโฟลเดอร์ที่ต้องการได้ง่าย และที่สำคัญคือ มันสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ในเวลาอันสั้นเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน นี่อาจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งที่ AI สามารถเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของคุณ ทั้งยังเป็นทางเลือกที่ให้ผลคุ้มค่าที่สุดอีกด้วย จากภาพถ่ายไปจนถึงระบบกล้องวงจรปิด จากเพลงไปจนถึงการตรวจติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ต AI แทรกตัวอยู่ในทุกกิจกรรมในบ้านแล้ว มันช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคุณโดยการกำจัดงานธุรการที่จุกจิกออกไปแล้วเพิ่มความสนุกเพลิดเพลินให้แทน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายแล้วในปัจจุบันและจะสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในวิถีชีวิตของคุณ

HUAWEI Y9 2019 สมาร์ทโฟนน้องเล็ก ที่มาตอบโจทย์คอเอ็นเตอร์เทน

หัวเว่ยเผยข้อมูลสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด “HUAWEI Y9 2019” สมาร์ทโฟนน้องเล็ก เพื่อคอเอ็นเตอร์เทนเมนท์ตัวจริง อัดแน่นทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ 6.5” ทำงานร่วมกับชิปเซ็ท AI ‘Kirin 710’ พร้อม RAM มากถึง 4GB จัดเต็มด้วย AI Game Suite และ GPU Turbo สำหรับลุยทุกสมรภูมิกับเหล่าเกมเมอร์ แถมแบตเตอรี่ความจุมากถึง 4,000 mAh และยังถ่ายภาพได้สวย ไม่พลาดทุกช็อตเด็ด ด้วยกล้องหน้าคู่ที่มีความละเอียด 16 ล้านพิกเซลและ 2 ล้านพิกเซล และกล้องหลังคู่ขนาด 13 ล้านพิกเซลและ 2 ล้านพิกเซล เพื่อเพิ่มลูกเล่นสำหรับการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอและเซลฟี่สุดปัง พร้อมเปิดตัวและราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ตุลาคมนี้!

HUAWEI Y9 2019 สมาร์ทโฟนน้องเล็ก ที่มาตอบโจทย์คอเอ็นเตอร์เทน

HUAWEI Y9 2019 สมาร์ทโฟนน้องเล็ก ที่มาตอบโจทย์คอเอ็นเตอร์เทน

สรุปจุดเด่นของ HUAWEI Y9 2019

– HUAWEI Y9 2019 มาพร้อมกับหน้าจอ HUAWEI FullView Display ขนาด 6.5”

– ขุมพลังชิปเซ็ต AI ‘Kirin 710’ พร้อมฟีเจอร์จัดเต็มสำหรับคอเกม และรองรับ GPU Turbo ให้การประมวลผลกราฟิคแรงขึ้นเร็วขึ้น เล่มเกมได้ลื่นไหลกว่าเคย

– ใช้งานได้ลื่นไหลด้วย ‘RAM 4 GB’ พร้อมเก็บทุกข้อมูลได้ด้วยหน่วยความจำภายในเครื่อง ‘64 GB’

– เล่นเกมได้นาน ดูซีรีส์มาราธอนไม่มีสะดุด ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 4,000 mAh

– เซลฟี่สวยหน้าชัดหลังเบลอด้วย ‘กล้องหน้าคู่ 16MP + 2MP’

– ถ่ายภาพสวย ไม่พลาดทุกซ็อตเด็ดด้วย ‘กล้องหลังคู่ 13MP + 2MP’

– กล้อง AI ช่วยตรวจจับและวิเคราะห์ฉากหลังกว่า 500 แบบ และวัตถุต่างๆ ได้ถึง 22 ประเภท พร้อมปรับการตั้งค่าต่างๆ อัตโนมัติให้เหมาะสมกับวัตถุที่ถ่ายมากที่สุด เพื่อภาพสวยงามแบบไม่ต้องพยายาม

พร้อมหรือยังกับอีกขั้นของสมาร์ทโฟนที่ เหนือระดับจาก Honor

Honor สมาร์ทโฟนอีแบรนด์ชั้นนำโพสต์ข้อความผ่านช่องทาง Official Facebook เตรียมเผยโฉมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล X-Series ที่จะกำลังจะเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้ กับอีกขั้นของสมาร์ทโฟนที่ เหนือระดับจาก Honor ซึ่งหลังจากเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในประเทศไทยอย่าง Honor 7X ที่สร้างชื่อเสียงและความสำเร็จต่อยอดการพัฒนามายังสมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบัน

พร้อมหรือยังกับอีกขั้นของสมาร์ทโฟนที่ เหนือระดับจาก Honor

พร้อมหรือยังกับอีกขั้นของสมาร์ทโฟนที่ เหนือระดับจาก Honor

หากเปรียบเทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นที่อยู่ในช่วงราคาเดียวกันนั้น Honor 7X ถือเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มาพร้อมความคุ้มค่าและสเปคการทำงานที่สำคัญทั้งหน้าจอไร้ขอบขนาดใหญ่และฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์อื่นๆ อาทิ ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุโลหะพิเศษ กล้องเลนส์คู่คุณภาพสูง แบตเตอรี่อายุการใช้งานยาวนาน อีกทั้งความทนทานและคุณภาพที่เหนือระดับ นอกจากนี้ Honor ยังถือเป็นผู้นำในการผลิตสมาร์ทโฟนที่ความคุ้มค่าคุ้มราคา โดยผสมผสานคุณภาพระดับสูงและประสิทธิภาพการทำงานอันทรงพลังในราคาที่ย่อมเยา ดังนั้นคุณมั่นใจได้ว่า Honor 8X จะเป็นอีกขั้นของสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมเทคโนโลยีชั้นนำที่คุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างแน่นอน

Honor เตรียมเปิดตัว Honor 8X สมาร์ทโฟนอันทรงพลังในราคาย่อมเยาอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ ด้วยความมุ่งมั่นนำเสนออีกขั้นของสมาร์ทโฟนเหนือระดับ Honor ทุ่มงบสำหรับการออกแบบโดยร่วมมือกับ Dieter Rams นักออกแบบระดับโลกชาวเยอรมันที่มีความเชื่อว่า “less, but better” หรือ “น้อยแต่ดีกว่า” ซึ่งผลงานของเขากลายเป็นที่เลื่องลืออย่างยาวนานและยังมีอิทธิพลต่อกลุ่มศิลปินและผู้อื่นอีกมากมาย

Honor ยึดหลักแนวคิดการดีไซน์แบบเรียบง่ายและหลักเกณฑ์ด้านวิทยาศาสตร์ในการออกแบบ โดย Honor 8X มาพร้อมการผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับความสวยงามเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างฟังก์ชันการทำงานและดีไซน์ตัวเครื่องที่โด่ดเด่นสวยงาม ทั้งนี้ดีไซน์ของ Honor 8X ได้รับการออกแบบอย่างประณีตประกอบกับวัสดุที่คัดสรรอย่างดี เอื้อต่อการผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับนวัตกรรมเทคโนโลยีอันซับซ้อนได้อย่างลงตัว

เตรียมพบกับข้อมูลเพิ่มเติมและสัมผัสประสบการณ์ Honor 8X ได้เร็วๆนี้ สมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดจาก Honor จะมาเปิดมิติใหม่แห่งนวัตกรรมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ฟีเจอร์ครบครัน และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร แล้วคุณหล่ะพร้อมที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของคุณแล้วหรือยัง? เพราะชีวิตจะมีอะไรหากคุณไม่กล้าพอ

Honor คืออีแบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำภายใต้หัวเว่ย กรุ๊ป (Huawei Group) ด้วยสโลแกน “For The Brave” แบรนด์ Honor ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนที่มีวิถีแบบดิจิทัลผ่านผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือชั้น สร้างความจูงใจและการกระทำ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และผลักดันให้คนรุ่นใหม่ ก้าวไปให้บรรลุความฝันได้ ด้วยแนวทางดังกล่าว Honor สร้างความโดดเด่นด้วยการแสดงให้เห็นการก้าวออกนอกกรอบ อย่างกล้าหาญของตัวเอง ทำสิ่งที่ในแตกต่าง และดึงเอาขั้นตอนที่จำเป็นต่างๆ เพื่อการนำเอาเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ล่าสุด นำเสนอให้กับลูกค้าของเรา

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

เด็กใหม่หลายคนอาจจะหางานที่ตัวเองรักและอยากทำได้แล้ว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร งานไหนจะเป็นงานแรกในชีวิตที่ชอบและเหมาะสำหรับตัวเอง หรือจะไปสาย ฟรีแลนซ์ ดีนะ ถึงแบบนั้นการรู้ วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ ก็มีให้เห็นอยู่ค่อนข้างเยอะแต่วันนี้เราจะมาจับกลุ่มและบอกเล่าให้มันน้อยลงเพื่อจะได้จับจุดได้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างกับ 8 เคล็ดลับให้ไว้อ่านเป็นคู่มือในการเลือกงานแรกที่ใช่ เพื่อจะได้เริ่มชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้อย่างสดใส และตั้งต้นในอาชีพได้เร็วมาฝาก

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

1. รู้จักตัวเอง

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในการหางานคือการรู้ว่าตัวเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จุดอ่อน จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน เราควรปรับปรุงอะไรในชีวิตและการทำงาน คนหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ชอบอะไรในชีวิต เขาเหล่านั้นจึงเสียเวลาไปกับการทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด และไม่ชอบไปวัน ๆ ทำงานเพื่อเงิน และไม่ได้รับความสุขจากการทำงาน การค้นหาตัวเองอาจเริ่มจากลองลิสท์สิ่งที่เราชอบทำ เวลาทำแล้วมีความสุข สนุก แล้วลองเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงาน หรือหางานจากสิ่งที่เราชอบทำนั้น น้อง ๆ อาจลองทำหลายๆ สิ่ง หลายๆ กิจกรรมเพื่อดูว่าตัวเรามีความชอบ ความถนัด และความสามารถในการทำสิ่งนั้น ๆ หรือไม่ การค้นหาตัวเองอาจใช้เวลา แต่เชื่อเถอะว่า มันคุ้มค่าที่จะทำ เพราะเมื่อเราทำในสิ่งที่รักทุกๆ วัน เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงาน และชีวิตการทำงานของน้อง ๆ จะเป็นชีวิตที่มีความสุขทุกวัน

2. หาแรงบันดาลใจในการทำงาน

ในการเลือกงานแรก สิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือ งานนั้นควรสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ตื่นไปทำทุกวัน เป็นงานที่เมื่อคิดถึงทีไรก็ทำให้อะดรีนาลีนของเราเดือดพล่าน อยากเข้าไปลุยกับมัน อยากเข้าไปแสดงฝีมือของเราให้เป็นที่ประจักษ์ หรืออาจเป็นงานที่สร้างคุณค่าสร้างประโยชน์ให้ตัวเราและสังคม เป็นงานที่ทำแล้วเรารู้สึกดีก็ได้ เมื่อเราหาแรงบันดาลใจในงานที่เราเลือกจะทำได้แล้ว งานนั้นก็จะเป็นงานที่ใช่สำหรับเราในก้าวแรก

3. เลือกงานที่เราถนัด

เมื่อเรารู้ตัวของเราว่าเราถนัดที่จะทำอะไรแล้ว การเลือกทำงานที่เราถนัด จะทำให้ผลงานของเราออกมาดี เราจะมีแพสชั่นและความกระตือรือร้นในการฝึกฝนทักษะในการทำงานยิ่ง ๆ ขึ้น อยากที่จะใฝ่รู้ในงานตลอดเวลา เวลาทำงานเราจะรู้สึกว่าไม่ต้องฝืน และไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหรือไม่ต้องใช้เวลาในการทำงานอย่างมากเพื่อทำให้ผลงานสำเร็จแต่ละชิ้น การทำงานจะเป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว

4. ทดลองฝึกงานหรือทำงานพิเศษที่หลากหลายก่อนสมัครงาน

ก่อนจะได้งานแรกที่ใช่ น้อง ๆ สามารถ ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามหน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนให้หลากหลายถ้าสามารถทำได้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ก็จะเป็นการช่วยให้เราได้ประสบการณ์ ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น คอนเนคชั่น และได้ไอเดียที่กว้างขวาง หลากหลายและสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากทำมากยิ่งขึ้น การได้ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามที่ต่าง ๆ จะทำให้เรารู้จักตัวเองได้ชัดและเร็วขึ้นจากประสบการณ์ตรง ว่าเราต้องการทำงานอะไร งานอะไรที่ใช่สำหรับเรา

5. ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลาย

การค้นหาข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลายในองค์กรต่าง ๆ ในสาขาคณะที่ตัวเองเรียนหรือนอกสาขาคณะที่เรียน จากทั้งประสบการณ์ตรง ถามรุ่นพี่ หรือถามผู้อื่น การค้นหาทางอินเตอร์เน็ตหรือสื่อต่างๆ จะทำให้เราได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกงานแรกที่ใช่ที่เหมาะกับความชอบและความสามารถของเรามากขึ้น รู้ความแตกต่างของอาชีพต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ ได้ดี และเลือกงานแรกที่ตรงกับความต้องการของเราได้ง่ายขึ้นด้วย

6. วางเป้าหมายในการทำงาน

ลองใช้เวลาบ่ายวันหยุด นั่งวางแผนเป้าหมายในการทำงานของน้อง ๆ ว่า ในอีก 5 ปีหรือ 10 ปี เราอยากเห็นตัวเราเป็นอย่างไร ทำอะไร มีความสุขกับอะไร อาจนั่งนึกภาพตัวเราในอนาคตกับงานที่เราอยากทำ หรืออาจลองเขียน วาดรูป หรือทำแผนภาพชีวิตตัวเองดูก็ได้ เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเติบโตในหน้าที่การงานอะไรแล้ว การเดินตามแผนที่วางไว้ จะทำให้เราเลือกงานแรกได้ง่ายขึ้นและตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ชัดเจน

7. พิจารณาวัฒนธรรมองค์กร

องค์กรหรือสถานที่ที่เราจะทำงานมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกงานของเรา ในการเลือกงานแรกที่เรายังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานใด ๆ มาก่อนเลย การพิจารณาถึงที่ตั้งของหน่วยงาน ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมองค์กรที่เราคิดอยากจะไปทำว่ามีความเหมาะสมกับบุคลิกและสภาพแวดล้อมของเราหรือไม่เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพราะการเลือกสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกจริตกับเรา จะมีผลต่อชีวิตการทำงานของเราในระยะยาว จงศึกษาหาข้อมูลของหน่วยงานที่เราจะไปทำให้มากที่สุดทั้งการถามจากผู้รู้หรือตามสื่อต่าง ๆ จะทำให้เราตัดสินใจเลือกงานแรกได้ดีขึ้น

8. ทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ

หากเรายังไม่แน่ใจว่าตัวเราเหมาะกับงานชนิดไหนแล้ว การทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและเห็นภาพความถนัดและความสามารถทางวิชาชีพของเราได้ชัดเจนขึ้น และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เราจะใช้ในการตัดสินใจเลือกงานแรกที่เหมาะกับเราได้ โดยแบบทดสอบประเมินความสามารถทางวิชาชีพนั้น เราอาจหาได้ตามหนังสือ คู่มือต่าง ๆ และอินเตอร์เน็ต