Category: บทความน่าสนใจ

Motorola ลดกระหน่ำสูงสุด 60% ในงาน Thailand Mobile Expo 2018

โมโตโรล่าจัดโปรโมชั่นสุดคุ้มเอาใจสาวกแอนดรอยด์ ขนสมาร์ทโฟนหลากหลายรุ่นทั้ง สเปคแรง กล้องคู่ แบตอึด Motorola ลดกระหน่ำสูงสุด 60% พิเศษสุดที่เดียวในงาน Thailand Mobile Expo 2018 ตั้งแต่วันที่ 24 – 27 พฤษภาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

Motorola ลดกระหน่ำสูงสุด 60% ในงาน Thailand Mobile Expo 2018

Motorola ลดกระหน่ำสูงสุด 60% ในงาน Thailand Mobile Expo 2018

จัดหนักเอาใจขาช้อปด้วยสมาร์ทโฟนโมโตโรล่ารุ่นเรือธงมากมาย อาทิ Moto M Moto G5s Moto G5s Plus Moto X4 และ Moto Z2 Force ให้ลูกค้าได้จับจองเป็นเจ้าของก่อนใคร ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • เมื่อซื้อ Moto G5s Plus ลดสูงสุดในราคาพิเศษ รับฟรีทันที! เคสพร้อมฟิล์มกันรอย และ Micro SD Card ความจุ 16 GB หรือ Moto G5s รับฟรีทันที! เคสพร้อมฟิล์มกันรอย และ Power Bank ความจุ 10,000 mAh
  • เมื่อซื้อ Moto X4 ลดสูงสุดในราคาพิเศษ รับฟรีทันที! ฟิล์มกันรอย เสื้อยืด และกระเป๋า
    โมโตโรล่า
  • เมื่อซื้อ Moto M ลดสูงสุดในราคาพิเศษเพียง 3,990 บาท จากราคาปกติ 9,990 บาท พร้อมรับฟรีทันที! ฟิล์มกันรอย และ สมุดโมโตโรล่า
  • เมื่อซื้อ Moto Z2 Force ลดสูงสุดในราคาพิเศษเพียง 16,990 บาท จากราคาปกติ 19,990 บาท พร้อมรับฟรีทันที! Moto Back Cover ฟิล์มกันรอย และ Micro SD Card ความจุ 32 GB และพิเศษสุด! สำหรับลูกค้า 50 ท่านแรกที่ซื้อ Moto Z2 Force ยังรับฟรี Moto Mod JBL SoundBoost Speaker

α7 III ลุยตลาด ชูเทคโนโลยีสุดล้ำยกระดับมาตรฐานกล้องดิจิตอล

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าเปิดประสบการณ์ใหม่ของการถ่ายภาพระดับมืออาชีพให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น พร้อมตอกย้ำการเป็นผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพสุดล้ำอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวกล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลสระดับเรือธงรุ่น α7 III (อ่าน อัลฟ่าเซเว่น มาร์ค ทรี) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดจากตระกูล α7 ซีรีย์ ซึ่งมาพร้อมสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยกับเซ็นเซอร์ Full Frame Exmor R CMOS ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมระบบโฟกัส ที่เร็วกว่าเดิมถึง 2 เท่า และเมนูการใช้งานที่มีความสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนรักการถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่ต้องการกล้องคุณภาพสูง ทำงานได้อย่างฉับไว รองรับการถ่ายภาพในทุกรูปแบบ ทุกสถานการณ์ ซึ่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส α7 III ออกสู่ตลาดในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของโซนี่ให้เติบโตยิ่งขึ้นแล้ว ยังพร้อมตอบโจทย์การใช้งานของคนรักกล้องรุ่นใหม่ได้อย่างตรงใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

α7 III ลุยตลาด ชูเทคโนโลยีสุดล้ำยกระดับมาตรฐานกล้องดิจิตอล

α7 III ลุยตลาด ชูเทคโนโลยีสุดล้ำยกระดับมาตรฐานกล้องดิจิตอล

นางสาวลีลนา เพียรพิริยะ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตอลอิมเมจจิ้ง บ. โซนี่ ไทย จ.ก. เปิดเผยว่า “การเปิดตัวกล้อง α7 III ของโซนี่ในวันนี้ นับเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพของโซนี่ได้อย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพลิกโฉมวงการถ่ายภาพ และอุตสาหกรรมกล้องถ่ายภาพดิจิตอลอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความพรั่งพร้อมของเทคโนโลยีกล้องล่าสุดที่โซนี่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพที่ดีที่สุดให้แก่ช่างภาพทุกระดับ รวมถึงผู้ที่รักการถ่ายภาพทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการขยายตลาดกล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลสให้เติบโตยิ้งขึ้น รวมทั้งครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้ที่กว้างขึ้นด้วย กล้อง α7 III กล้อง α7 III ซึ่งถือเป็นกล้องมิเรอร์เลสรุ่นล่าสุดจากตระกูลอัลฟ่า 7 ที่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะและประสิทธิภาพในการถ่ายภาพให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดดเด่นด้วยเซ็นเซอร์รับภาพแบบ Full Frame Exmor R CMOS ที่ประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งระบบโฟกัสที่ฉับไวกว่าเดิมถึง 2 เท่า ผนวกกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอื่น ๆ อีกมากมาย จึงนับเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ในการถ่ายภาพได้อย่างน่าประทับใจยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา และด้วยศักยภาพการเติบโตของตลาดกล้องฟูลเฟรมมิเรอร์เลสในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญระดับต้น ๆ ของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับเกียรติให้ทำการเปิดตัวกล้อง α7 III เป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้อีกด้วย ซึ่งโซนี่มั่นใจว่า α7 III จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับตลาดกล้องมิเรอร์เลสให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรักการถ่ายภาพระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้งของโซนี่ยิ่งขึ้น”

สำหรับกล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส α7 III นับเป็นสุดยอดกล้องมิเรอร์เลสแบบฟูลเฟรมระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล α7 Series ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากกล้องรุ่น α7 II ให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยจุดเด่นของ α7 III คือ เป็นกล้องมิเรอร์เลสที่ยังคงรูปลักษณ์การออกแบบที่เล็กกะทัดรัด แต่ให้ประสิทธิภาพสูงด้านการถ่ายภาพที่ทรงพลังเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยเซ็นเซอร์รับภาพตัวใหม่ที่มีความละเอียดสูง 24.2 เมกกะพิกเซลแบบ Full Frame Back-llluminated Exmor R CMOS และ Front End LSI ซึ่งช่วยให้การประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงระบบประมวลผลภาพอันทรงพลังอย่าง BIONZ X ที่ให้ Dynamic Range กว้างถึง 15 สต็อป เพื่อให้ผู้ใช้สามารถจับภาพได้อย่างรวดเร็วชัดเจน พร้อมค่าความไวแสง ISO51200 ทำให้ภาพสวยงามคมชัดยิ่งขึ้น พร้อมด้วยเทคโนโลยี Electronic Shutter ที่สามารถลั่นชัตเตอร์ได้อย่างเงียบกริบ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รักการถ่ายภาพที่ต้องการความเงียบ นอกจากนี้ ยังมีระบบป้องกันสั่นภายในตัวกล้องแบบ 5 แกน ที่ช่วยให้ภาพนิ่งมากขึ้นขณะถ่ายในระยะไกล พร้อมรองรับการบันทึกวิดีโอที่มีความละเอียดของภาพสูงสุดระดับ 4K แบบ Full Pixel Readout อีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น กล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส α7 III ยังโดดเด่นด้วยขุมพลังของระบบโฟกัสอัตโนมัติ 4D FOCUS และ Phase Detection 693 จุด ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 93% รวมถึงมีระบบ Eye AF ที่ช่วยโฟกัสติดตามดวงตาทำให้การถ่ายภาพบุคคลมีความง่ายดายและสวยงามยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถโฟกัสในที่แสงน้อยได้รวดเร็วและฉับไวกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า ขณะเดียวกันยังสามารถถ่ายภาพรัวได้สูงสุด 10 ภาพต่อวินาทีด้วยโหมด Slient Shooting ส่วนการถ่ายภาพต่อเนื่องสามารถถ่ายได้สูงสุด 177 ภาพในแบบ JPEG และ 89 ภาพ สำหรับไฟล์ RAW ที่บีบอัดแล้ว ขณะที่ตัวกล้องมาพร้อมปุ่ม Joystick เพื่อเพิ่มความสะดวกในการควบคุมกล้องที่ง่ายขึ้น โดยควบคุมได้ 4 ทิศทาง ทั้งยังรองรับแบตเตอรี่รุ่นใหม่ NP-FZ100 ที่ช่วยในการถ่ายภาพได้อย่างยาวนานที่สุดถึง 710 ภาพต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้ง พร้อมกับหน้าจอขนาด 3 นิ้วแบบพรับปรับองศาได้ ที่รองรับระบบสัมผัสในการเลือกจุดโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มความสะดวกในการใช้งานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมช่องใส่ SD Card 2 ช่อง และรองรับการเชื่อมต่อแบบ USB type C รวมถึง My Menu ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยในการปรับแต่เมนูเองได้ถึง 30 รายการ โดยกล้องอัลฟ่ามิเรอร์เลส α7 III พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่ ช่วงปลายเดือนมีนาคม นี้ โดยมีให้เลือก 2 แพ็คเกจ ในราคา 68,990 บาท สำหรับแพ็คเกจบอดี้ และ ราคา 74,990 บาท สำหรับแพ็คเกจ พร้อมเลนส์คิท

dunnhumby เชื่อว่า บิ๊กดาต้า หนึ่งกุญแจสำคัญสู่อนาคตของโลกแห่งการโฆษณา

“บิ๊กดาต้า กำลังเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนโลกแห่งการโฆษณา” กล่าวโดย dunnhumby เชื่อว่า บริษัทที่ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคชั้นนำระดับโลก โดยบิ๊กดาต้าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจค้าปลีก และแบรนด์สินค้าเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตและสามารถแข่งขันในยุคเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลหรือดาต้าเป็นหลัก

dunnhumby เชื่อว่า บิ๊กดาต้า หนึ่งกุญแจสำคัญสู่อนาคตของโลกแห่งการโฆษณา

dunnhumby เชื่อว่า บิ๊กดาต้า หนึ่งกุญแจสำคัญสู่อนาคตของโลกแห่งการโฆษณา

ถึงแม้คำว่า บิ๊กดาต้า ถือเป็นคำใหม่ในแวดวงการตลาดในประเทศไทย แต่บิ๊กดาต้าได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโลกของธุรกิจ หลายบริษัทเน้นที่จะให้ความสำคัญกับบิ๊กดาต้า เพราะเมื่อถูกนำมาใช้อย่างถูกต้องแล้ว บิ๊กดาต้าสามารถนำมาใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้ในทุกอุตสาหกรรม ซึ่ง ดันน์ฮัมบี้ สามารถเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าปลีกของลูกค้าทั่วประเทศได้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้บริษัทมีความเข้าใจถึงความแตกต่างของลูกค้าหลากหลายประเภทได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่พวกเขาซื้อ เหตุผลที่พวกเขาซื้อสินค้านั้น และขั้นตอนระหว่างการตัดสินใจซื้อสินค้า

นายธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ประธานกรรมการผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ดันน์ฮัมบี้ จำกัด กล่าวว่า “เราต้องให้ความสำคัญและทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของลูกค้าทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ตั้งแต่เริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนการพิจารณาเพื่อเลือกแบรนด์ ตลอดจนการตัดสินใจเลือกแบรนด์ และซื้อสินค้าจากแบรนด์นั้นในที่สุด”

“เราได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการขยายสาขาของร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์ก็มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการแข่งขันที่สูงมากในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค และด้วยตัวเลือกที่มีมากขึ้นในการซื้อสินค้าหมวดหมู่เดียว และมีช่องทางการซื้อหลากหลายให้กับผู้บริโภค ผลลัพธ์คือ การจะทำให้คนจงรักภักดีต่อแบรนด์จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น พอๆกับการดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ และลูกค้าสามารถสับเปลี่ยนเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายแบรนด์มากขึ้น นอกจากนี้เส้นทางการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือ Customer Journey ไม่ได้เริ่มจากบ้านแล้วตรงมาซื้อที่จุดขายอีกต่อไป แต่มี Customer Journey และวิธีการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น และแต่ละคนมีวิธีการตัดสินใจซื้อสินค้าที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การที่เราเข้าใจความแตกต่างของกลุ่มลูกค้า โดยการสร้างกลยุทธ์ของการสื่อสารที่มีความเฉพาะเจาะจง เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสื่อสารกับลูกค้าในทุกช่องทาง เพื่อสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า” นายธีรเดช กล่าวเสริม

ดันน์ฮัมบี้ แบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็นสามกลุ่มใหญ่หลักๆ โดยเมื่อดูจากช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของลูกค้าแล้ว คือ กลุ่มลูกค้าที่ซื้อจากร้านค้า กลุ่มลูกค้าที่ซื้อของออนไลน์ และกลุ่มลูกค้าที่ซื้อจากทั้งสองช่องทาง ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลของดันน์ฮัมบี้ ได้พบว่าประวัติของลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันไป โดยกลุ่มที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เป็นส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีรายได้สูง คิดเป็น 63 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์ทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าในร้านส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลาง คิดเป็น 53 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่ซื้อจากร้านค้าทั้งหมด และกว่า 56 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านทั้งสองช่องทางคือ กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเข้าถึงลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง ผ่านกลยุทธ์ทางสื่อสารและโฆษณาที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะและพฤติกรรมที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละราย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากบิ๊กดาต้าจึงมีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์การสื่อสารและโฆษณาให้มีประสิทธิภาพ

ดันน์ฮัมบี้ เชื่อว่า ร้านค้าในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่จะยังคงมีบทบาทสำคัญสำหรับลูกค้าชาวไทย และสื่อโฆษณา ณ จุดขาย มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่จัดขายเพิ่มมากขึ้น โดยจากผลการวิจัยของดันน์ฮัมบี้พบว่า กลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าและเห็นโฆษณาทั้งที่ร้านค้าและผ่านทางออนไลน์นำคูปองส่วนลดมาซื้อสินค้าที่ร้านค้ามากกว่า 43% เมื่อเทียบกับอัตราการนำคูปองส่วนลดมาซื้อสินค้าของลูกค้าที่ซื้อสินค้าและเห็นโฆษณาผ่านทางช่องทางเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สื่อโฆษณา ณ จุดขาย มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของช่องทางการซื้อสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทย ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคในการเชื่อมต่อกับลูกค้าผ่านสื่อดิจิตอล แต่สิ่งที่สำคัญคือการใช้กลยุทธ์การสื่อสารและโฆษณาที่เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ด้วยการทำความเข้าใจในพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าใน Customer Journey ขั้นตอนต่างๆของกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างลึกซึ้ง

“ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายสำคัญสำหรับนักโฆษณาก็คือ การรักษากลุ่มลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ พร้อมกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ และการดึงดูดลูกค้าที่ยังคงซื้อสินค้าสลับไปมาหลายแบรนด์ให้หันกลับมาซื้อแบรนด์ของเราเป็นประจำ การใช้ กลยุทธ์การสื่อสารและโฆษณาแบบเฉพาะเจาะจง โดยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจาก บิ๊กดาต้า จะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้น ด้วยเนื้อหาและช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้การสร้างกลยุทธ์การโฆษณามีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ บิ๊กดาต้า ยังเป็นเครื่องมือการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นตัวชี้วัดว่ากลุยทธ์การสื่อสารและโฆษณาที่คิดขึ้นมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และยังเป็นแนวทางต่อไปสำหรับแบรนด์ได้ โซลูชั่นการโฆษณาเชิงกลยุทธ์ของเรานั้นมีเครื่องมือที่เหมาะสมและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อให้แบรนด์สามารถดึงดูดและรักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ได้ต่อไปในระยะยาว” นายธีรเดช กล่าวปิดท้าย

ทรานส์เซนด์ อินฟอร์เมชั่น อิงค์ ส่งกล้องติดรถยนต์ 2 รุ่น ยกระดับความปลอดภัย

ผู้นำผลิตภัณฑ์การจัดเก็บข้อมูลและมัลติมีเดีย ทรานส์เซนด์ อินฟอร์เมชั่น อิงค์ (Transcend Information Inc.) ส่งกล้องติดรถยนต์ DrivePro130 และ DrivePro110 ซึ่งกล้องไดรฟ์โปรทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับเซนเซอร์ภาพความไวสูงของโซนี่ ทำให้จับภาพความละเอียดสูงด้วยการไล่โทนสีได้ดีแม้ในที่มีแสงน้อย อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี Wide Dynamic Range (WDR) ในตัวช่วยให้บันทึกภาพได้คมชัดทั้งในพื้นที่สว่างและพื้นที่แสงน้อย กล้องสามารถบันทึกรายละเอียดได้ดี มองเห็นป้ายทะเบียนชัดเจนทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน โดยบันทึกวิดีโอที่ความละเอียด Full HD 1080p ที่ 30 เฟรมต่อวินาที

ทรานส์เซนด์ อินฟอร์เมชั่น อิงค์

ทรานส์เซนด์ อินฟอร์เมชั่น อิงค์ ส่งกล้องติดรถยนต์ 2 รุ่น ยกระดับความปลอดภัย

นอกจากฟังก์ชันเตือนเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว DrivePro 130 และ DrivePro 110 ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันที่มีประโยชน์อีกมากมาย อาทิเช่น ในกรณีจอดรถผู้ขับรถสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันบันทึกวิดีโอแบบ Time-Lapse เพื่อลดการใช้พื้นที่ในการบันทึกข้อมูลแต่ก็ยังสามารถบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ฟังก์ชันเตือนให้เปิดไฟหน้าจะทำงานเมื่อกล้องไดรฟ์โปร ตรวจพบสภาวะแสงไม่เพียงพอ และฟังก์ชันจะเตือนให้จอดพัก รวมทั้งเตือนผู้ขับรถให้หยุดพักเมื่อขับรถต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ โดยสามารถตั้งระยะเวลาในการเตือนได้ตามต้องการ

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ iOS และแอนดรอยด์ ผ่านทางแอปพลิเคชัน DrivePro ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรี ในขณะที่คนขับกำลังยุ่งอยู่กับการขับรถ ผู้โดยสารสามารถดูและดาวน์โหลดวิดีโอและภาพที่ถ่ายในตัวกล้องผ่านทางแอปพลิเคชัน DrivePro รวมถึงตั้งค่าการเตือนต่างๆ เพื่อทำให้การขับรถมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แอปพลิเคชัน DrivePro ยังให้ความสะดวกในการเข้าถึงวิดีโอสำหรับเป็นหลักฐานในการรายงานเหตุการณ์ให้กับตำรวจหรือบริษัทประกันภัย โดยไม่จำเป็นต้องนำการ์ดหน่วยความจำออกจากกล้อง

นอกจากนี้ DrivePro Toolbox เป็นโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานง่าย มีฟังก์ชันการเรียงลำดับเพื่อหาคลิปวิดีโอได้อย่างรวดเร็วตามชื่อไฟล์ วันที่บันทึก หรือค้นหาเป็นกลุ่ม โปรแกรม DrivePro Toolbox ยังมีฟังก์ชันสกรีนช็อตที่ช่วยให้สามารถบันทึกภาพนิ่งจากวิดีโอแบบเฟรมต่อเฟรม ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหารูปภาพที่กำลังมองหาได้อย่างรวดเร็ว สำหรับราคากล้องติดรถยนต์ Transcend DrivePro 130 วางจำหน่ายในราคา 4,300 บาท และ DrivePro 110 วางจำหน่ายในราคา 3,700 บาท กล้องทั้งสองรุ่นรับประกันโดย Transcend เป็นเวลา 2 ปี

ลาซาด้าเผยมูลค่าซื้อขายสินค้า รวมสูงถึง 8 พันล้านบาท ทุบสถิติโค้งสุดท้าย

ลาซาด้า กรุ๊ป ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุบสถิติมูลค่ายอดการซื้อขายโดยรวมของทั้งภูมิภาคจาก ออนไลน์ เฟสติวัล มหกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี โดยมีมูลค่าซื้อขายสินค้ารวมกว่า 8 พันล้านบาท (250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในวันที่ 12 ธันวาคมเพียงวันเดียว ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงกว่าวันเดียวกันเมื่อปีที่แล้วกว่าสองเท่า และมากกว่ายอดการขายของวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่าซื้อขายสินค้ารวมอยู่ที่ 4 พันล้านบาท (123 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

ลาซาด้าเผยมูลค่าซื้อขายสินค้า รวมสูงถึง 8 พันล้านบาท ทุบสถิติโค้งสุดท้าย

ลาซาด้าเผยมูลค่าซื้อขายสินค้า รวมสูงถึง 8 พันล้านบาท ทุบสถิติโค้งสุดท้าย

สถิติยอดการซื้อที่สูงขึ้นเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า ออนไลน์ เฟสติวัล ในปีที่ 6 นี้ ยังคงเป็นมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ที่สร้างปรากฏการณ์ได้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับความสนใจจากผู้บริโภคกว่าหลายล้านคน และมอบช่องทางการซื้อที่แสนสะดวกสบายเพื่อให้ทุกคนได้ช้อปสิ่งที่อยากได้ หรือทุกอย่างที่จำเป็น และต้องการ ลูกค้าของลาซาด้ามีอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร และจาการ์ต้า ไปจนถึงเมืองที่อยู่ห่างไกลอย่าง อาราเบลในฟิลิปปินส์ ชัยปุระในปาปัวอินโดนีเซีย และจังหวัดเดียนเบียนในเวียดนาม เนื่องจากปริมาณยอดการสั่งซื้อจำนวนมากนี้ ลาซาด้าจึงต้องจัดเช่าเหมาลำเครื่องบินเพื่อจัดส่งสินค้าไปยังอินโดนีเซียและประเทศไทย นอกจากนี้ผู้ค้าออนไลน์มากกว่า 50,000 คน ยังได้รับยอดการสั่งซื้ออย่างถล่มทลายจากมหกรรมดังกล่าวด้วย

ในปีนี้ ลาซาด้า เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผสมผสานอีคอมเมิร์ซเข้ากับรายการบันเทิงแบบออฟไลน์ โดยจัดรายการทีวีแนวใหม่ที่ให้ผู้ชมทางบ้านสามารถร่วมสนุกแบบเรียลไทม์กับเกม และเหล่าดาราชื่อดังในเมืองไทย และอินโดนีเซีย ซึ่งถ่ายทอดสดจาก ลาซาด้าทีวี อีกทั้งยังนำเสนอแบรนด์สินค้า และผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยมีสถิติเข้าเยี่ยมชมและยอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่สูงขึ้นอย่างล้นหลาม

ลาซาด้า ยังคงมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับนักช้อปและผู้ค้าเพื่อคงตำแหน่งผู้นำในตลาดอีคอมเมิร์ซของภูมิภาค นอกจากนี้ ลาซาด้ายังได้เป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์สินค้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่โดดเด่นให้แก่ผู้บริโภค อาทิ Apple, Xiaomi และ Unilever และด้วยการเปิดตัวของ เถาเป่า คอลเล็กชั่น นักช้อปยังสามารถเข้าถึงสินค้าแฟชั่น เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดีจากเถาเป่า พร้อมกันนี้ การพัฒนายังรวมไปถึงการลงทุนไปกับบริการฟูลฟิลเม้นท์ (fulfilment) ของลาซาด้า คลังสินค้า และศูนย์กลางการจัดส่งทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อให้ลดระยะเวลาการจัดส่งสินค้า นอกจากนี้ อาลีบาบายังได้สนับสนุนทักษะและความเชี่ยวชาญเพื่อให้ลาซาด้าได้มอบโซลูชั่นล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็น การเสิร์จ การมอบประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะกับเฉพาะตัวบุคคล ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ เพื่อมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมที่สุดให้กับผู้บริโภคและผู้ค้าบนลาซาด้า

“การทำลายสถิติอย่างต่อเนื่องของเรา ในแคมเปญออนไลน์ เฟสติวัล เป็นรางวัลให้กับการทำงานอย่างขยันขันแข็งและความพยายามของพนักงานทุกคน รวมไปถึงผู้ค้า แบรนด์สินค้า ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ
ที่อยู่กับเราตลอดหกปีที่ผ่านมา” นายแม็กซิมิเลี่ยน บิทเนอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารใหญ่
ลาซาด้า กรุ๊ป กล่าว “ออนไลน์ เฟสติวัล นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและจะเป็นกิจกรรมที่จะยังคงจัดต่อไปเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ในการช้อปปิ้งออนไลน์ให้กับผู้บริโภค และพัฒนาศักยภาพระบบ
อีโคซิสเต็มของอีคอมเมิร์ซทั้งหมด”

อาชีพที่สร้างรายได้ดี ในยุคดิจิตอลปัจจุบันที่คุณต้องร้องว้าว

เมื่อยุคทองของโลกดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางเทคโนโลยีมาถึง อาชีพใหม่ ๆ หรืออาชีพต่อยอดจากเดิม กลายเป็น อาชีพที่สร้างรายได้ดี รวมถึง ฟรีแลนซ์ ก็ถือกำเนิดขึ้นตาม พร้อมทำเงินได้อย่างมหาศาล เป็นที่ต้องการของตลาดสูง เรียกว่าอยู่ในกระแสขาขึ้นอย่างแท้จริง มีรีวิว 9 อาชีพสร้างรายได้ดีในยุคดิจิทัลมาฝาก ตามไปแชร์กันได้เลย

อาชีพที่สร้างรายได้ดี ในยุคดิจิตอลปัจจุบันที่คุณต้องร้องว้าว

อาชีพที่สร้างรายได้ดี ในยุคดิจิตอลปัจจุบันที่คุณต้องร้องว้าว

1. Digital Designer

นักออกแบบดิจิทัล ผู้รับออกแบบทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถนำไปวางและใช้สื่อสารบนโลกดิจิทัลได้อย่างเห็นผล ปัง ๆ โดน ๆ อยู่ในกระแส ทั้งสื่อโฆษณา สื่อสร้างภาพลักษณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ทุกประเภท ขยันปล่อย ขยันอัปเดต รับรองเข้าตาลูกค้าและโดนใจชาวโซเชียลได้ตลอดเวลา

2. Website Designer

ยุคดิจิทัลแบบนี้ ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่รายย่อยย่อมไม่มีใครที่ยอมตกยุค ไม่มีเว็บไซต์หรือเว็บเพจเป็นของตัวเอง เพราะถือเป็นหน้าร้านเป็นหน้าเป็นตาให้กับองค์กรอีกช่องทางหนึ่ง นักออกแบบเว็บไซต์จึงต้องถูกตามตัวเรียกใช้บริการ เพื่อสร้างเว็บไซต์ที่หน้าตาสวยงาม เน้นการนำเสนอที่น่าสนใจ ใช้งานง่าย ค้นหาสะดวก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสบการณ์เเปลกใหม่ให้ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ ใครเป็นมืออาชีพสายนี้มีงานเพียบแน่นอน

3. Mobile Application Developer

ยุคนี้ใคร ๆ ก็ต้องมีสมาร์ตโฟน กลายเป็นปัจจัยชีวิตอันดับต้น ๆ ที่ขาดไม่ได้ ยิ่งคนยุคใหม่ก็แทบจะเรียกได้ว่าเกิดมาก็รู้จักสมาร์ตโฟนเป็นอย่างดี หลากหลายองค์กรและภาคธุรกิจจึงต้องตอบรับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยการเชื่อมโยงรูปแบบการดำเนินธุรกิจมาสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นักพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟนจึงเป็นอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้น และเป็นที่ต้องการตัวในตลาดสูง เปิดมิติใหม่ให้สมาร์ตโฟนสามารถรองรับทุกความต้องการของผู้คนในยุคดิจิทัล

4. นักวาดสติ๊กเกอร์สำหรับแอปพลิเคชั่นการแชทพูดคุย

กระแสความนิยมของแอปพลิเคชั่นการแชทพูดคุย ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เป็นที่นิยมมากในบ้านเรา นักวาดสติ๊กเกอร์จึงเป็นอาชีพใหม่ที่น่าจับตา เพราะเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่มีความสามารถในการวาดและออกแบบสติ๊กเกอร์ขายผลงานของตัวเองได้ผ่านช่องทางออนไลน์ หากผลงานได้รับความนิยมในการดาวน์โหลด ก็อาจต่อยอดไปต่อได้ เข้าตาลูกค้าแบรนด์ใหญ่ให้มีงานอย่างต่อเนื่อง

5. Drone Specialist

การนำเสนอภาพของสื่อในยุคปัจจุบันต้องไม่ธรรมดาแบบเดิม ๆ อีกต่อไป ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “โดรน” อาชีพนักถ่ายภาพอากาศยานไร้คนขับจึงเปิดตัวได้อย่างสวยงาม รายได้งาม มีผลงานสร้างชื่อได้ และด้วยลักษณะงานที่ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพมุมสูง การรับมือกับความกดดันและสถานการณ์เฉพาะหน้าหลากหลายรูปแบบ ก็ยิ่งได้คะแนนความยากเพิ่ม เรียกค่าตัวได้สูงลิ่ว

6. ผู้เชี่ยวชาญ SEO (Search Engine Optimization)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลที่จะทำให้เว็บไซต์ของผู้ว่าจ้างติดอยู่ใน list อันดับต้น ๆ ของ Search Engine ยอดนิยมอย่าง Google, Yahoo, Bing ฯลฯ ด้วยกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ ออกแบบ การเลือกใช้เครื่องมือในการทำงาน การเขียนโปรแกรมสนับสนุน ไปจนถึงการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ให้มีความสอดคล้องกับระบบการทำงานของ Search Engine ถือเป็นการโปรโมทโฆษณาองค์กรที่ประหยัดและคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้คนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา ระยะทาง และยังตรงกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ว่าจ้างต้องการ

7. Digital Marketer

อาชีพนักการตลาดที่เรารู้จักกันดียังต้องปรับตัวตามกระแส เพิ่มความเป็นดิจิทัลลงไป เสริมทักษะให้แข็งแกร่งทั้งสายงานการตลาดและเทคโนโลยียุคใหม่ จะทำอาชีพนี้ได้ต้องมีความเชี่ยวชาญหลากหลายทั้ง Social Media, Search Engine, E-mail Marketing การเลือกใช้สื่อออนไลน์ที่เหมาะสม การวางเเผนการตลาดออนไลน์ แม้ขอบเขตของงานจะกว้าง แต่ค่าตอบแทนก็คุ้มค่าน่าพึงพอใจเช่นเดียวกัน

8. Digital Copywriter

นักออกแบบดิจิทัลก็มาแล้ว Digital Copywriter ก็ต้องมาด้วย ถือเป็นบุคคลที่ทำงานสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เพราะ content ยังเป็นสิ่งสำคัญที่แบรนด์ต่าง ๆ ต้องการสื่อสารไปถึงผู้บริโภค ไม่ว่าช่องทางการสื่อสารจะเปลี่ยนรูปแบบไปเพียงใดก็ตาม นักเขียนสำหรับสื่อออนไลน์จึงต้องมีความสามารถในการเลือกใช้คำที่สร้างสรรค์ เหมาะสม และโดนใจกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งยังต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ควบคู่กันไปด้วย

9. นักกีฬา E-Sports

เมื่อบรรดา Gamer ผันตัวมาเป็น “นักกีฬาอิเล็กทรอนิกส์” แบบจริงจัง เปลี่ยนเรื่องเล่น ๆ ให้กลายเป็นเรื่องไม่เล่นอีกต่อไป พร้อมทำเงินได้มหาศาล อาชีพนี้ไม่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย เพศ อายุ เน้นใช้ทักษะด้านสมอง และความคล่องแคล่วของมือ ควบคู่ไปกับการมีวินัยฝึกซ้อม หาข้อมูล ศึกษาคู่แข่ง และคิดค้นกลยุทธ์การเล่นใหม่ ๆ รายได้น่าสนใจ ใครมีความสามารถหาตัวจับยาก อาจทำได้ถึงหลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

9 อาชีพกระแสใหม่ สร้างรายได้งามที่ยกตัวอย่างมา เป็นอย่างไรบ้าง … ใช่คุณหรือไม่ หรือตรงกับความสามารถที่คุณมีอยู่ในตัวกันบ้างหรือเปล่า รู้แล้วก็อย่ารอช้า หมั่นพัฒนา ฝึกฝนฝีมือ อัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นแนวทางสร้างอาชีพเสริม หรือจะต่อยอดให้เป็นอาชีพหลักที่มั่นคงได้ ให้คุณได้มีอิสระในการใช้ชีวิตได้ตามใจต้องการ

รายงาน Speak Easy ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงง่าย รวดเร็ว รู้ใจ

เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูด คือ จุดเปลี่ยนในยุคดิจิตัล ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่จะมีวิธีการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และผลการวิจัยทั่วโลกโดยเอเยนซีในเครือดับบลิวพีพี ได้แก่ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน, กันตาร์ และมายด์แชร์ ยังพบว่าผู้บริโภคในโลกอันเร่งรีบของประเทศเศรษฐกิจในเอเชีย กำลังรับบทเป็นทัพหน้าในการเปิดรับเทคโนโลยีนี้ จากทฤษฎีที่ว่า “เสียงพูด ให้อารมณ์มากกว่า การแตะ หรือการพิมพ์” เริ่มเป็นความจริงที่จับต้องได้ จากรายงาน “Speak Easy” ซึ่งเป็นผลสำรวจผู้คนกว่า 6,780 คนในสหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา, เยอรมัน, สเปน, ไทย, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, จีน และ สิงคโปร์ พบว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรจะทำการค้นหาข้อมูลผ่านการสั่งงานด้วยเสียงในปีค.ศ. 2020 และผู้ใช้สมาร์ทโฟนร้อยละ 47 ใช้เทคโนโลยีเสียงพูดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน ที่น่าสนใจคือ Ovum ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยเทคโนโลยี ประเมินว่าภายในปี 2021 จะมีอุปกรณ์ที่เปิดใช้งานและ
มีผู้ช่วยดิจิทัลติดตั้งไว้จำนวนมากกว่า 7,500 ล้านเครื่อง ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรโลกเสียอีก

รายงาน Speak Easy ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงง่าย รวดเร็ว รู้ใจ

รายงาน Speak Easy ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงง่าย รวดเร็ว รู้ใจ

นางสาวอาภาภัทร บุญรอด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทกันตาร์ อินไซต์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เสียงเป็นสิ่งที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดในการสื่อสาร เมื่อมีเทคโนโลยีเสียงพูดเข้ามา ความเป็นธรรมชาติของการสื่อสารจึงเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากขึ้น และในอนาคตผู้คนจะเริ่มมีความสัมพันธ์และการปฏิสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับเทคโนโลยีเสียงพูดนี้มากขึ้น รวมถึงต้องการให้ผู้ช่วยเสียงรู้จักและรู้ใจตนเองซึ่งเป็นผู้ใช้ได้มากขึ้นโดยที่ไม่ต้องคอยบอกหรือสั่งการตลอด ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ผู้ช่วยเสียงเก็บเรื่องต่างๆ เป็นความลับ เนื่องจากต้องการความมั่นใจว่าข้อมูลส่วนตัวจะไม่ถูกเปิดเผยออกไป”

รายงาน “Speak Easy” ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญของ ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียง แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้

เสียงมีอิทธิพลกับชีวิตฉัน (Voice Matters To Me)

ร้อยละ 59 คือ รู้สึกว่าสะดวกสบาย
ร้อยละ 48 คือ รู้สึกว่ารวดเร็วกว่าการพิมพ์
ร้อยละ 28 คือ รู้สึกว่าช่วยให้ทำอะไรหลายๆ เรื่องพร้อมกันได้
ร้อยละ 57 คือ รู้สึกว่าตอบโจทย์ชีวิตมาก
ร้อยละ 21 คือ รู้สึกว่าคือคำตอบของอนาคต
ร้อยละ 40 คือ รู้สึกว่าเท่ และร้อยละ 34 รู้สึกว่าสนุก

เสียงคือผู้ช่วยคนใหม่ (Voice Is My New Buddy)

กิจกรรม 3 อันดับแรกที่กลุ่มผู้ใช้ในประเทศไทยนิยมสั่งการด้วยเสียง ร้อยละ 56 เพื่อค้นหาข้อมูลทางออนไลน์
ร้อยละ 46 เพื่อสอบถามเส้นทาง และร้อยละ 37 เพื่อถามคำถามต่างๆ โดยสิ่งที่น่าสังเกตคือ จากข้อมูลพบว่า
กลุ่มผู้ใช้ในประเทศไทยร้อยละ 40 นิยมสั่งการด้วยเสียงเพื่อค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
ที่ใช้ในเรื่องนี้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้ในประเทศจีนใช้เพื่อค้นหาข้อมูลสภาพอากาศ กลุ่มผู้ใช้
ในประเทศญี่ปุ่นใช้สำหรับโน้ตข้อความและเป็นเครื่องเตือนความจำ และกลุ่มผู้ใช้ในประเทศสิงคโปร์ใช้สำหรับ
การวัดหรือประเมินค่าแลกเปลี่ยนเงินตรา
สำหรับด้านสถานการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูด พบว่าร้อยละ 41 ใช้ขณะขับรถ, ร้อยละ 37 ใช้ขณะ
เร่งรีบ, ร้อยละ 36 ใช้เพื่อช่วยประหยัดเวลาและใช้เพื่อความสนุกสนาน, ร้อยละ 33 ใช้เมื่อไม่แน่ใจเรื่องการสะกดคำ
5 สถานการณ์ยอดฮิตที่ใช้เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูด คือ ใช้เมื่ออยู่บ้าน ขณะขับรถ ขณะอยู่บนเตียง ขณะ
ดูโทรทัศน์ และขณะออกกำลังกาย

เสียงทำให้ฉันหลงรัก (Voice is My New Love)

คนหลงรักผู้ช่วยเสียง และคิดว่าเสียงนี้ไม่ใช่เครื่องจักร โดยร้อยละ 77 คาดหวังว่าอยากให้เทคโนโลยีเสียงมี
ความเป็นมนุษย์มากขึ้น และ ร้อยละ 68 ต้องการรู้สึกว่าตนเองพูดอยู่กับคนจริงๆ เมื่อคุยอยู่กับผู้ช่วยเสียง
ร้อยละ 39 รู้สึกหลงรักน้ำเสียงของผู้ช่วยเสียง (Voice assistant)

การตระหนักในเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy is Precious)

ผู้คนส่วนใหญ่ต้องการใช้เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูดในขณะที่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะที่บ้าน เช่น ในห้องน้ำ หรือขณะกำลังอาบน้ำ
ร้อยละ 59 กังวลว่าจะถูกภาครัฐได้ยินข้อมูลด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งขณะที่กำลังพูดอยู่กับเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูด
ร้อยละ 63 กังวลว่าจะถูกองค์กรต่างๆ ได้ยินข้อมูลด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งขณะที่กำลังพูดอยู่กับเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูด
ร้อยละ 48 ต้องการการยืนยันว่าข้อมูลที่ผ่านทางเสียงจะเป็นความลับ
ร้อยละ 44 ต้องการใช้เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูดเมื่ออยู่เพียงลำพัง

มีความกล้าๆ กลัวๆ ที่จะใช้ในอนาคต (Fearful Excitement for the Future)

ร้อยละ 87 รู้สึกว่าเทคโนโลยีช่วยจัดการชีวิตได้ดีขึ้น
ร้อยละ 80 ใช้ซื้อสินค้าและบริการจากแหล่งต่างๆ
ร้อยละ 70 ใช้ซื้อสินค้าเดิมซ้ำอีกครั้ง
ร้อยละ 60 ใช้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่สนใจ
ร้อยละ 47 ใช้เพื่อความบันเทิง อาทิ การถามคำถามที่สนุกสนาน

แม้ว่าผู้คนจะให้ความสนใจในเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูดเป็นอย่างมาก แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรค โดยร้อยละ 42 ยังไม่มั่นใจกับเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูด ซึ่งร้อยละ 57 คิดว่าอาจจะใช้เทคโนโลยีนี้ในอนาคตถ้าหากสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้ง่ายและสะดวกขึ้น และร้อยละ 50 ต้องการให้เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูดนี้ทำงานได้ดีกับอุปกรณ์อื่นๆ ของพวกเขาด้วย

เสียงคือนวัตกรรม (Voice Is the New Innovation)

จากผลสำรวจ พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้เทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูดสามารถเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน และใช้งาน
ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ร้อยละ 74 ใช้ควบคุมสั่งการเทคโนโลยีที่ห้องพักภายในโรงแรม

ร้อยละ 72 ใช้สื่อสารกับร้านค้าต่างๆ
ร้อยละ 68 ใช้สั่งรายการอาหารในภัตตาคารผ่านเสียงมากกว่าการสั่งผ่านพนักงานเสิร์ฟ

เอซุสประกาศติดตั้ง Windows 10 ในแล็ปท็อปทุกรุ่นในประเทศไทย

ในผลิตภัณฑ์ของเอซุส ทุกรุ่นที่นำมาขายในประเทศไทย นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เอซุสประกาศติดตั้ง Windows 10 การประกาศในครั้งนี้เป็นการนำเสนอนวัตกรรมและเสริมความมั่นใจด้านความปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ของเอซุสให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย ผ่านฟีเจอร์ล้ำสมัยจากเอซุสและไมโครซอฟท์ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานจะสามารถสัมผัสประสบการณ์แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดในตลาดอย่าง Windows 10 Fall Creators Update และฟีเจอร์เพื่อการปกป้องความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง

เอซุสประกาศติดตั้ง Windows 10

เอซุสประกาศติดตั้ง Windows 10 ในแล็ปท็อปทุกรุ่นในประเทศไทย

คุณอัลวิน เฉิน ผู้บริหารบริษัท เอซุส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การประกาศในครั้งนี้นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับเอซุส ด้วยการเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นได้รับการติดตั้งแพลตฟอร์ม Windows 10 ก่อนวางตลาด ซึ่งในวันนี้ ด้วยความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันประกาศว่า ผลิตภัณฑ์ของเอซุสทุกรุ่นจะถูกติดตั้งด้วยแพลตฟอร์ม Windows 10 เพื่อมอบเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ใช้งานของเอซุสทุกคน และในขณะเดียวกันเอซุสจะยังคงความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดให้กับผู้บริโภคทุกคน”

“นอกจากนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงปลายปี 2560 แล็ปท็อปของเอซุสทุกรุ่นที่ติดตั้งแพลตฟอร์ม Windows 10 และลงทะเบียนภายในหนึ่งเดือนหลังการซื้อ จะได้รับแผนการรับประกัน Perfect Warranty ที่จะให้การรับประกันที่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นนอกเหนือจากการรับประกัน 2 ปีทั่วโลก (2 Years Global) โดยจะเพิ่มการรับประกันตัวเครื่องที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ โดยทางเอซุสจะสนับสนุน 80% ของราคาซ่อมเครื่องในปีแรกของการรับประกัน” คุณอัลวิน เฉิน กล่าวเสริม

คุณเทรซี่ คิว ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจการขายอุปกรณ์ ไมโครซอฟท์ กล่าวเสริมว่า “ไมโครซอฟท์ มีความเชื่อว่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทั้งยังช่วยเสริมให้ผู้คนสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างไม่เคยมีมาก่อนได้ ด้วยผลิตภัณฑ์ของเอซุสที่ติดตั้งแพลตฟอร์ม Windows 10 ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในด้านการสร้างสรรค์จาก Windows 10 Fall Creators Update เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ไปพร้อมๆ กับการปกป้องภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบเรียลไทม์”

ประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด ค้นพบได้จาก เอซุส และ ไมโครซอฟท์ เท่านั้น

เอซุสยังคงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน และด้วยแพลตฟอร์ม Windows 10 ผู้ใช้งานจะได้สัมผัสกับความทันสมัยของนวัตกรรมและความน่าตื่นเต้นจากหลากหลายฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกัน

หลังการอัปเดตครั้งล่าสุดของ Windows 10 Fall Creators Update ที่ช่วยให้การสร้างสิ่งใหม่ๆ มีความสุนกสนานมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีฟีเจอร์ อาทิ Windows Inking การอัปเดตระบบการจัดการภาพและวิดีโอ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเกม ความปลอดภัย ความสามารถในการเข้าถึงระบบ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สร้างได้เองด้วย Windows Mixed Reality ที่จะช่วยยกระดับการใช้งานและให้ผู้ใช้ได้ปลดปล่อยความสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานของเอซุสยังมั่นใจได้ว่าจะสามารถใช้ฟีเจอร์ของ Windows 10 ได้เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Windows Hello ที่ทั้งเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเข้าใช้งานหรือจะเป็น Microsoft Edge ใหม่เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการท่องเว็บ

Windows 10 เป็นเวอร์ชั่นที่มีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่ Windows เคยมีมา ประกอบด้วย แอพพลิเคชั่นรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งมากับระบบ ซึ่งสามารถอัปเดตได้ใน Windows เวอร์ชั่นปกติ พร้อมดูแลตลอดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมี Windows Defender Antivirus ที่มอบความปลอดภัยให้ผู้ใช้งานแบบมืออาชีพ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวรัส มัลแวร์ และ สปายแวร์ ที่แทรกซึมเข้ามาในอีเมล์ ผ่านแอพ จากการทำงานบนคลาวด์ หรือจากเว็บไซต์โดยตรง

การอัปเดต Windows อยู่เสมอ จะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่มาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย เพื่อเสริมความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ด้วยแพลตฟอร์มแท้จาก Windows ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุด โดยมีการเตือนการอัปเดตแบบอัตโนมัติและไม่มีค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือตลอดอายุการใช้งาน

ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่า พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคแบบเต็มรูปแบบของ Microsoft รวมถึงความช่วยเหลือทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง ไลฟ์แชท รวมถึงการสนับสนุนเพิ่มเติมอีกต่างๆ

เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของเอซุสที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ Windows 10
ด้วย Windows 10 ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของเอซุส เช่น ASUS Splendid, ASUS SonicMaster และ ASUS Battery Health Charging

เทคโนโลยี ASUS Splendid ใช้เพื่อการปรับแต่งซอฟท์แวร์ ร่วมกับการกำหนดระดับความสว่าง และการปรับอุณหภูมิของสี เพื่อให้ได้ภาพที่เสมือนจริงและสม่ำเสมอ

ผู้เชี่ยวชาญของเอซุส ในทีมเสียงโกลเด้น เอียร์ (Golden Ear) ได้ร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีเสียงชั้นนำในการพัฒนาเทคโนโลยี ASUS SonicMaster โดยมีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ด้านเสียงที่ได้รับการออกแบบและปรับแต่งอย่างเหมาะสม ให้เข้ากับลักษณะผลิตภัณฑ์ของเอซุสและ ROG ทุกเครื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าเสียงมีความสมจริง น่าตื่นเต้น และน่าจดจำที่สุด

พร้อมทั้งเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ ASUS Battery Health ทำให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าสถานะการชาร์จได้ถึง 60% หรือ 80% เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และลดโอกาสการบวมของแบตเตอรี่อีกด้วย

เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์

นวัตกรรมจอมอนิเตอร์ซีรีส์ล่าสุดที่สวยโดดเด่นมีสไตล์ในงาน Lenovo Visuals Symposium 2017 ซึ่งจัดขึ้นที่ นายเลิศ เฮอริเทจ โฮม กรุงเทพฯ งานนี้ได้รับยกย่องว่าเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเลอโนโว ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่คนวัยทำงานไปจนถึงนักออกแบบและผู้เล่นเกม จอมอนิเตอร์ใหม่ของเลอโนโวประกอบด้วย P-, X- และ Y-series ที่ออกแบบมาเพื่อให้ภาพที่คมชัดเหนือระดับ การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ และประสิทธิภาพที่ไม่เป็นรองใคร

เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์

เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์

Lenovo Visual Symposium 2017 เป็นงานแสดงผลงานการพัฒนาจอแสดงผลอัจฉริยะล่าสุดของเลอโนโวที่รองรับทุกการเชื่อมต่อ ภายใต้แนวคิด “Different Envisions Better” โดยมี คุณเรย์ โจว กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายกลุ่มธุรกิจจอแสดงผล เลอโนโว และ คุณเจคัส ลอง ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกลุ่มธุรกิจจอแสดงผล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เลอโนโว ให้เกียรติร่วมเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ความน่าสนใจและจุดเด่นของงาน Lenovo Visual Symposium 2017 คือ ผู้เข้าร่วมงานได้ชมการกล่าวปาฐกถาผ่านจอมอนิเตอร์รุ่นล่าสุดของเลอโนโว ซึ่งได้แก่ P27u, T24m, X24 2nd Generation และ Y25f ซึ่งแต่ละรุ่นให้ภาพที่สวยคมชัดสะดุดตาและช่วยยกระดับประสบการณ์การรับชมของผู้ใช้

เลอโนโวเชื่อมั่นในแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยยังคงผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของรูปลักษณ์และขีดความสามารถ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ สำหรับจอมอนิเตอร์รุ่นใหม่นี้ เลอโนโวให้ความสำคัญกับหลากหลายคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ของกลุ่มผู้ใช้ ทั้งกลุ่มที่เน้นดีไซน์ กลุ่มที่เน้นความบันเทิง กลุ่มผู้ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์ และผู้เล่นเกม ดังสมบัติต่อไปนี้:

  • สุดยอดแห่งความละเอียดระดับ UHD (ความละเอียด 4K – 3840 x 2160) พร้อมสีสันที่สดใสและความคมชัดทุกรายละเอียด (1.07 พันล้านสี และมากกว่า 99% Adobe RGB, 97% DCI-P3) ด้วยจอมอนิเตอร์รุ่น P27u (ภาพที่ 2) ของเลอโนโว
  • ด๊อกกิ้งแบบ versatile one-cable docking (การเชื่อมต่อ USB-C) ด้วยจอภาพ T24m ของเลอโนโว
  • ดีไซน์ที่เพรียวบางที่สุดในโลก (ความหนาน้อยกว่า 4 มิลลิเมตร) ด้วยจอภาพ X24 2nd Generation ของเลอโนโว (ภาพที่ 3)
  • ค่า display stutter และ input lag ต่ำสุด (อัตรารีเฟรช 144Hz) กับจอมอนิเตอร์ Y25f ของเลอโนโว (ภาพที่ 4)

เลอโนโว เปิดตัวกองทัพผลิตภัณฑ์ รุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน

เลอโนโว ผู้นำยอดขายคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพีซีและสมาร์ทดีไวซ์ เปิดตัวกองทัพผลิตภัณฑ์ ใหม่ล่าสุดในประเทศไทย ในตระกูลโน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต อาทิ แล็ปท็อปดีไซน์บางเฉียบจากตระกูล Yoga และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองคอเกมอย่าง Lenovo Legion กลุ่มผลิตภัณฑ์ล่าสุดของเลอโนโว ทั้งคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คนวัตกรรมเหนือระดับที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคคนไทยเพื่อการใช้งานได้อย่างครอบคลุม ‘ทุกที่ ทุกเวลา’ ประสิทธิภาพการเชื่อมต่อและการทำงานอันทรงพลังทั้งการใช้ทำงานหรือเพื่อความบันเทิงอย่างสมบูรณ์แบบ

เลอโนโว เปิดตัวกองทัพผลิตภัณฑ์ รุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน

เลอโนโว เปิดตัวกองทัพผลิตภัณฑ์ รุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน

Yoga 720 และ Yoga 520 โน๊ตบุ๊ครุ่นล่าสุดจากตระกูล Yoga ที่ถือเป็นอุปกรณ์พกพาแบบ 2-in-1 ที่ได้รับความนิยมระดับโลก โดยมีลักษณะของรูปทรงที่ปรับได้แบบมัลติโหมด ด้วยหน้าจอสองขนาดให้เลือกได้แก่ 13.3 นิ้ว ขนาดที่สะดวกต่อการพกพาและเหมาะกับการทำงานที่หลากหลายได้อย่างลื่นไหลจากขุมพลัง 7th Gen Intel® Core i7 processors พร้อมพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Thunderbolt 3 และแบตเตอรี่อายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง อีกทั้ง Yoga 520 ยังมาพร้อมขนาดหน้าจอใหม่ขนาด 14 นิ้ว ให้รูปลักษณ์เบาบางและโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Yoga 720 และ Yoga 520 ยังมาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยด้วยการสแกนลายนิ้วมือรวมไปถึงรองรับการใช้ปากกา Lenovo Active Pen อีกด้วย

เนื่องจากผู้บริโภครุ่นใหม่ชอบอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองการทำงานและไลฟ์สไตล์ได้อย่างคล่องตัว รวมทั้งมีความต้องการมากขึ้นสำหรับอุปกรณ์ที่สามารถให้การทำงานแบบอเนกประสงค์ สะดวกต่อการพกพา และให้การเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบทุกที่ทุกเวลา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวเลอโนโวออกแบบ IdeaPad 720S โน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมที่มีความบางเบาแต่มีหน่วยประมวลผล ประสิทธิภาพสูงสามารถรองรับทั้งการทำงานที่หนักหน่วงหรือความบันเทิงเต็มพิกัด ลำโพงสเตอริโอจาก Harman และระบบเสียงแบบ Dolby Audio ทำให้ผู้ใช้งานสามารถฟังรายละเอียดของเสียงได้ชัดเจนสมจริงในทุกเดซิเบล IdeaPad 720S มาพร้อมรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว เบาบาง ด้วยน้ำหนักเพียง 1.09 กิโลกรัม ขนาดที่บางเพียง 13.6 มิลลิเมตร และเทคโนโลยีจอภาพ IPS กันการสะท้อนแสงที่ความคมชัดระดับ Full HD นอกจากนี้ IdeaPad 720S ยังมาพร้อมระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาด้วยการสแกนลายนิ้ว และแบตเตอรี่อายุการใช้งานกว่า 14 ชั่วโมง รองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ตลอดทั้งวัน

เพื่อร่วมส่งเสริมการเติบโตของพีซีเกมมิ่งและวงการอี-สปอร์ตในประเทศไทย เลอโนโวเปิดตัว Legion Y720 และ Legion Y520T กลุ่มผลิตภัณฑ์ซับแบรนด์ล่าสุดจาก Lenovo Legion ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คอเกมและผู้เล่นเกมมืออาชีพโดยเฉพาะ โดย Legion Y720 ได้รับออกแบบมาเพื่อคอเกมที่ชอบภาพกราฟฟิกและเสียงคมชัดระดับ HD รวมทั้งรองรับการระบบการใช้งาน VR-ready และเป็นโน๊คบุ๊คเกมมิ่งระบบปฏิบัติการ Windows รุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมระบบเสียงแบบ Dolby Atmos นอกจากนี้ยังรองรับ Xbox One จอยควบคุมแบบไร้สายที่สามารถเชื่อมต่อได้พร้อมกันสูงสุด 4 ตัว เพื่อตอบสนองการเล่นเกมในแบบของคุณและร่วมสนุกกับเพื่อนๆได้อีกด้วย ในขณะที่ Legion Y520 เหมาะสำหรับเกมเมอร์ที่มีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่ง ด้วยตัวเครื่องมาพร้อมผิวสัมผัสที่กระชับสะดวกต่อการพกพาและทัชแพดที่ได้รับการแบบจากความต้องการของคอเกมแบบพิเศษเพื่อให้ประสบการณ์การเล่นเกมสุดมันส์ได้อย่างเต็มพิกัด พร้อมพลังขับเคลื่อนจาก 7th Gen Intel® Core™ Processors คีย์บอร์ดเรืองแสงสีแดง และลำโพงสเตอริโอจากHarman® ที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมเสมือนอยู่ในสมรภูมิจริงอีกด้วย