Oman Air ประกาศรับ สมัครแอร์โฮสเตส ประจำปี 2017 ส่วนสูงตั้งแต่ 157 ซม.

สำหรับน้องๆ ที่ต้องการสมัครงานเป็นแอร์โฮสเตสประจำปี 2017 โอกาสได้มาถึงแล้วโดยกำหนดส่วนสูงขั้นต่ำที่ 157 ซม. หากข้อแรกใครที่ผ่านเกณฑ์แล้วแนะนำเลยว่าให้รีบด่วน สายการบิน Oman Air เป็นสายการบินที่มีสำนักงานอยู่ที่เมืองมัสกัต ประเทศโอมาน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1993 ทางสายการบินได้ประกาศรับสมัครพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ประจำปี 2017 สายการบินที่ให้บริการและมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ และเป็นสายการบินต่างชาติที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักมากเลยทีเดียว โดยมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

Oman Air ประกาศรับ สมัครแอร์โฮสเตส ประจำปี 2017 ส่วนสูงตั้งแต่ 157 ซม.

Oman Air ประกาศรับ สมัครแอร์โฮสเตส ประจำปี 2017 ส่วนสูงตั้งแต่ 157 ซม.

คุณสมบัติสำหรับสมัครแอร์โฮสเตสของสายการบิน Oman Air

  • เพศหญิง อายุ 21-31 ปี (ไม่จำกัดสัญชาติ)
  • ส่วนสูง 157 ซม. ขึ้นไป
  • การศึกษาขั้นต่ำระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี (โดยเฉพาะการพูด (Speaking) และการเขียน (Writing))
  • สามารถว่ายน้ำได้

นอกจากนี้ยังต้องเตรียมเอกสารสำคัญเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย คือ เรซูเม่ (Resume), รูปถ่ายขนาดเดียวกับภาพติดพาสสปอร์ต โดยส่งไปที่อีเมลล์ resume@excelmalaysia.com หรือ interexcel.kl@gmail.com ภายในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2017 วิธีการสมัครสำหรับผู้สมัครต่างชาติสามารถส่งรายละเอียดการสมัครทั้งหมดไปที่อีเมลล์ resume@excelmalaysia.com จากนั้นทางสายการบินจะติดต่อกลับเพื่อสัมภาษณ์ผ่าน Skype หรือ ยื่นเอกสารสมัครด้วยตนเองที่ Inter Excel KL office ตามที่อยู่ในประกาศตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 18.00 น. (วันทำการ) / 10.00 น. – 13.00 น. (วันหยุด) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2017 ถึง 25 พฤศจิกายน 2017 เท่านั้น

สำหรับน้องๆ หรือเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจอยากเป้นแอร์โฮสเตสบอกได้เลยว่าโอกาสมาถึงตรงนี้แล้ว ซึ่งหากขาดคุณสมบัติข้อไหนแนะนำให้ไปฝึกฝนหรือทำเพิ่มได้ก็จะดีมากขึ้น

ของขวัญพิเศษเอาใจแฟนซุปเปอร์ฮีโร่ ต้อนรับการเข้าฉาย X-Men: Dark Phoenix

อีกครั้งกับความยิ่งใหญ่ หลังเสียวหมี่ ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก จับมือกับ 20th Century Fox สตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์ชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าชาวไทยที่ซื้อ เรดหมี่ โน้ต 7 ให้สัมผัสพลังแบบเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่แบบจัดเต็ม ปรากฏการณ์แห่งปีในครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันของซุปเปอร์ฮีโร่ ระหว่าง เรดหมี่ โน้ต 7 สมาร์ทโฟนซุปเปอร์ฮีโร่ของเสียวหมี่ และ X-Men ซุปเปอร์ฮีโร่จากฝั่ง 20th Century Fox เพื่อฉลองเปิดตัวภาพยนตร์ที่ทุกคนทั่วโลกรอคอย ด้วยดีลสุดพิเศษจากเสียวหมี่ ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายนเป็นต้นไป

ของขวัญพิเศษเอาใจแฟนซุปเปอร์ฮีโร่ ต้อนรับการเข้าฉาย X-Men Dark Phoenix

ของขวัญพิเศษเอาใจแฟนซุปเปอร์ฮีโร่ ต้อนรับการเข้าฉาย X-Men: Dark Phoenix

ผู้ที่ซื้อ เรดหมี่ โน้ต 7 จะได้รับของสมนาคุณพิเศษจากเสียวหมี่ที่ร่วมกับ X-Men ซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เคสมือถือ แหวนยึดโทรศัพท์ เสื้อยืด X-Men และของขวัญอื่นๆ อีกมากมาย โดยข้อเสนอพิเศษนี้มีจำนวนจำกัดถึงวันที่ 24 มิถุนายนนี้เท่านั้น ที่ ไอคอนสยาม เมกาบางนา และร้านจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการของเสียวหมี่สาขาซีคอนสแควร์

สำหรับผู้ที่เยี่ยมชมร้านจัดจำหน่ายทั้ง 3 แห่งนี้ ยังจะมีโอกาสร่วมลุ้นรางวัลของสมนาคุณที่จัดเตรียมขึ้นเป็นพิเศษนี้ด้วยเช่นกัน เพียงถ่ายภาพของท่านในบูธถ่ายภาพของเสียวหมี่ แล้วแชร์บนโซเชียลมีเดีย พร้อมเปิดสถานะเป็นสาธารณะ และใส่แฮชแท็ก #UnleashYourPower#RedmiNote7 แล้วเตรียมลุ้นรับเสื้อยืด X-Men จำนวน 30 รางวัล โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ผ่านช่องทางเฟชบุ๊คของเสียวหมี่

เรดหมี่ โน้ต 7 รวบรวมสุดยอดฟีเจอร์ซุปเปอร์ฮีโร่เอาไว้มากมาย ให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกับสมาร์ทโฟนระดับตำนานจากเสียวหมี่

· ที่สุดของกล้องถ่ายภาพในสมาร์ทโฟนระดับเดียวกัน ด้วยกล้องหลังคู่ความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล + 5 ล้านพิกเซล

· ประสิทธิภาพทรงพลัง ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 660

· คุณภาพเหนือระดับ ครอบด้วยกระจก Corning® Gorilla® Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

· จอแสดงผล Dot Drop ขนาดใหญ่ 6.3 นิ้ว ให้หน้าจอที่สวยสะดุดตา ด้วยความละเอียดระดับ FHD+

· แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 4000mAh สามารถรับชมวีดิโอต่อเนื่องยาวนาน 13 ชั่วโมง และเล่นเกมส์ต่อเนื่องยาวนาน 7 ชั่วโมง

เรดหมี่ โน้ต 7 มีให้เลือกถึง 3 สี ได้แก่ Space Black, Neptune Blue และ Nebula Red วางจำหน่าย ณ ร้านค้าที่ได้รับการแต่งตั้งของ Mi ทั่วประเทศ โดยรุ่น RAM 4GB/64GB ราคา 6,599 บาท และรุ่น RAM 4GB/128GB ราคา 6,799 บาท

เพื่อร่วมฉลองแคมเปญ X-Men ในครั้งนี้ เสียวหมี่ ได้เชิญ Mi Fans จำนวน 150 คน เข้าร่วมชมภาพยนตร์รอบพิเศษ X-Men: Dark Phoenix ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ด้วย

วันพาสเวิร์ดโลก เมื่อพาสเวิร์ดอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปในอีก 5 ปี

เมื่อพาสเวิร์ด ได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่จำเป็นอีกต่อไปในอีก 5 ปีต่อจากนี้ อย่างไรก็ดีเรายังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกวันนี้เรายังต้องพิมพ์พาสเวิร์ดทุกครั้งเมื่อเราเปิดคอมพิวเตอร์ ซื้อสินค้าออนไลน์ หรือเมื่อทำการชำระเงิน วันพาสเวิร์ดโลก เพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่นาน ถึงเวลาแล้วที่จะย้ำให้ทราบโดยทั่วกันว่าการใข้พาสเวิร์ดนั้นมีมานานกว่า 50 ปี ริเริ่มโดย เฟอร์นานโด คอร์บาโต้ ในปี พ.ศ. 2503 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้มีการพัฒนาวิธีการระบุตัวตนในรูปแบบอื่น ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย อ้างอิงจากผลการวิจัยของยูโรมอนิเตอร์ แสดงให้เห็นว่ามีการระบุตัวตนด้วยวิธีการต่างๆ มากถึง 52 ล้านล้านครั้งในปี พ.ศ. 2559 อย่างไรก็ตามวิธีการที่คุ้นเคยอย่างการใส่พาสเวิร์ด ยังถือเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับผู้บริโภคที่มีความอดทนสูง เพราะมีโอกาสที่จะลืมพาสเวิร์ด โดนขโมยข้อมูล หรือความยุ่งยากในการพิมพ์พาสเวิร์ดลงในแป้นพิมพ์ขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันได้มีวิธีการยืนยันตัวตนอีกหลายรูปแบบที่ปลอดภัยกว่าการใช้พาสเวิร์ด

วันพาสเวิร์ดโลก เมื่อพาสเวิร์ดอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปในอีก 5 ปี

วันพาสเวิร์ดโลก เมื่อพาสเวิร์ดอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปในอีก 5 ปี

วีซ่า เชื่อว่าอุตสาหกรรมการชำระเงินสามารถเปลี่ยนวิธีการระบุตัวตนเป็นวิธีอื่นนอกจากพาสเวิร์ดได้ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ความก้าวหน้าในการตรวจสอบการยืนยันตัวตน และเทคโนโลยีในการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลได้ทำให้ขั้นตอนในการระบุตัวตนของผู้ถือบัตร (หรือ cardholder verification methods: CVM) อาทิ ลายเซ็น และ PIN เป็นทางเลือกสำหรับร้านค้าและผู้ออกบัตรในบางสถานการณ์ และเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 ลายเซ็นกลายเป็นเพียงตัวเลือกในการระบุตัวตนสำหรับร้านค้าในเครือข่ายการชำระเงินของวีซ่าที่รองรับบัตร ชิป EMV® ความสามารถในการักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้นด้วยชิปที่ฝังอยู่ในบัตร นอกจากนั้นสถาบันการเงินและร้านค้าต่างๆ สามารถแชร์ข้อมูลกันได้มากกว่าเดิมถึงสิบเท่าเพื่อเข้าสู่การตัดสินใจในการบริหารความเสี่ยงเรื่องการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรที่ทำการซื้อสินค้าผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ โดยไม่ต้องให้ผู้บริโภคทำการยืนยันตัวตนเพิ่มเติม และด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) ยังช่วยป้องกันและตรวจจับการฉ้อโกงบัตรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางให้กับความเป็นไปได้ใหม่ๆสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เพราะผู้บริโภคมีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยของการชำระเงินมากยิ่งขึ้น

จากการที่ระบบนิเวศมีวิวัฒนาการความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้วีซ่าเล็งเห็นความเป็นไปได้ในอนาคตที่จะสามารถลดหรือข้ามขั้นตอนการตรวจสอบในรูปแบบเดิม ๆได้ ผ่านการบูรณาการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และไบโอเมตริกซ์

จากผลสำรวจของวีซ่าใน พ.ศ. 2561 เผยให้เห็นว่าผู้บริโภคยินดีที่จะใช้ไบโอเมตริกซ์ เพราะมีความสะดวก รวดเร็ว และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการใช้พาสเวิร์ด โดย 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคที่ทำแบบสำรวจสนใจที่จะลองใช้ไบโอเมตริกซ์เพื่อยืนยันตัวตนหรือทำการชำระเงิน นอกจากนี้มากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ของผู้ทำแบบสำรวจมีความคุ้นเคยกับการใช้ไบโอเมตริกซ์ ประกอบกับความก้าวหน้าในอุปกรณ์มือถือที่ส่งผลให้การแสกนลายนิ้วมือนั้นมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และการใช้เสียงเพื่อยืนยันตัวตนมีความแม่นยำมากขึ้น ปัจจุบันอาจถึงเวลาแล้วที่จะนำเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์มาใช้ในแอพพลิเคชั่นของธนาคารเพื่อมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า

สำหรับบุคคลที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย ผู้ผลิตอุปกรณ์มือถือได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการขโมยข้อมูลไบโอเมตริกซ์ โดยได้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ในเครื่องของผู้ใช้แทนที่จะเก็บไว้ในคลาวด์ และเข้ารหัสแม่แบบไบโอเมตริกซ์ ด้วยการแทนคุณลักษณะไบโอเมตริกซ์จริงด้วยอัลกอริทึม วิธีการนี้จะช่วยให้แต่ละบุคคลสามารถเลือกที่จะจัดเก็บข้อมูลหรือลบข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ นอกจากนี้ ความแม่นยำในการยืนยันตัวตน ยังถูกเสริมให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการตรวจจับแบบ liveness ที่ใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือและซอฟต์แวร์ที่สามารถแยกแยะได้ว่าลายนิ้วมือนั้นถูกคัดลอกมาหรือไม่ หรือการสแกนใบหน้าเป็นหน้ากากหรือใบหน้าของบุคคลจริง

เป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปีที่สมาร์ทโฟนได้ทำเทคโนโลยีแสกนลายนิ้วมือมาใช้ และด้วยช่วงเวลาสั้นๆ นี่เองผู้บริโภคกลับมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการยืนยันตัวตนที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นนั้น จะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับการเติบโตของสินค้าและบริการในระบบดิจิตอล และความอดทนของผู้บริโภคที่ต้องจดจำพาสเวิร์ดสำหรับทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการที่จะยกเลิกการใช้พาสเวิร์ดแล้วเปลี่ยนเป็นวิธีการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์นอกจากจะเป็นสิ่งที่จำเป็นแล้ว และยังสามารถเริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เคล็ดลับการรักษาความปลอกภัยขั้นพื้นฐานสำหรับการเข้าสู่ระบบ

สลับไปใช้วิธีการระบุตัวต้นแบบไบโอเมตริกซ์ หากสามารถทำได้
วิธีการระบุตัวต้นผ่านระบบไบโอเมตริกซ์ที่ใช้ข้อมูลทางชีวภาพนั้นทำซ้ำได้ยากกว่าการใช้พาสเวิร์ดปกติ เพราะอาชญากรจะต้องใช้ขั้นตอนพิเศษในการขโมยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของคุณเพื่อกระทำการฉ้อโกง ในปัจจุบัน อุปกรณ์มือถือและแอพพลิเคชั่นจำนวนมากเสนอตัวเลือกให้ผู้ใช้เปลี่ยนวิธีการระบุตัวตนผ่านระบบไบโอเมตริกซ์ เพื่อเสริมความปลอดภัยในการระบุตัวตนและการทำธุรกรรมทางการเงิน

เปิดระบบการแจ้งเตือนอัตโนมัติ
ไม่มีโซลูชั่นใดที่สามารถป้องกันการโจรกรรมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการแจ้งเตือนจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ดี ในกรณีที่ข้อมูลรับรองการเข้าสู่ระบบของคุณถูกบุกรุก คุณจะได้รับการแจ้งเตือนหากมีการเข้าถึงบัญชีของคุณจากอุปกรณ์ใหม่เป็นครั้งแรก แม้ว่าข้อมูลรับรองที่ใช้จะถูกต้องก็ตาม

ใช้เครื่องมือจัดการพาสเวิร์ดเพื่อจัดการและสร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อนและรัดกุมมากขึ้น
หากคุณไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบไบโอเมตริกซ์เพื่อยืนยันตัวตน การใช้เครื่องมือจัดการพาสเวิร์ดที่เชื่อถือได้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อจัดเก็บพาสเวิร์ดสำหรับบัญชีออนไลน์ของคุณ เครื่องมือจัดการพาสเวิร์ดหลายที่ยังสามารถช่วยสร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อนและรัดกุมสำหรับคุณ เพื่อความปลอดภัยชั้นสูงอีกด้วย

EMV® เป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้ทำการจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ

และยังไม่ได้จดทะเบียนในบางประเทศ เครื่องหมายการค้า EMV เป็นของบริษัท EMVCo, LLC.

โปรแกรม Avast Secure Browser กำจัดไวรัสตรวจจับเว็บปลอมและซ่อนข้อมูล

สำหรับคนที่ชอบเล่นอินเทอร์เน็ต เล่นเว็บไซต์หาข้อมูล หรือนิยมการทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ ไม่ว่าจะซื้อตั๋วหนัง โอนเงิน ขายของ และอีกมากมาย มักจะมีข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญสูงมากทำให้ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้เว็บบราวเซอร์ที่ใช้งานด้วย อย่าง โปรแกรม Avast Secure Browser กำจัดไวรัสตรวจจับเว็บปลอมและซ่อนข้อมูล ในการท่องอินเทอร์เน็ตของคุณได้ราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้น โดยเจ้าตัวนี้ถูกพัฒนามาจากเว็บบราวเซอร์ชื่อดังจาก Google ซะด้วย จะมีคุณสมบัติที่ดีขนาดไหนเราไปดูกันครับ

โปรแกรม Avast Secure Browser กำจัดไวรัสตรวจจับเว็บปลอมและซ่อนข้อมูล

โปรแกรม Avast Secure Browser กำจัดไวรัสตรวจจับเว็บปลอมและซ่อนข้อมูล

เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ที่พัฒนาต่อยอดจาก Chromium (Google Chrome ก็ใช้บางส่วนของ Chromium) มีจุดเด่นพิเศษที่ไม่เหมือนใคร คือมีระบบป้องกันอันตรายต่างๆ จากโลกออนไลน์ในตัว ช่วยให้ผู้ใช้มีความปลอดภัยเวลาใช้งานมากขึ้น ด้วยฟีเจอร์พิเศษของ Avast Secure Browser เว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ถูกเชื่อมกับระบบป้องกันอันตราย (Security) คือ ฟีเจอร์พิเศษของโปรแกรม Avast Secure Browser มันจะช่วยป้องกันสิ่งอันตรายต่างๆ จากโลกออนไลน์ได้ เช่น กำจัดมัลแวร์ กำจัดไวรัส ป้องกันการขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือดักจับธุรกรรมการเงิน รวมถึงตรวจจับส่วนเสริมปลอมและหน้าเว็บไซต์อันตราย และอีกมากมายได้ นอกจากนั้นแล้ว ยังปรับแต่งค่าต่างๆ ได้อย่างละเอียดเลย รวมถึงมีระบบจดจำพาสเวิร์ด (Password) ที่ช่วยป้องกันการลืมรหัสผ่านสำหรับคนที่มีหลายบัญชีอีกด้วย

โดยหลายคนอาจจะมองว่าใช้งานค่อยข้างยาก แต่บอกได้เลยว่าหน้าตาการใช้งานของ Avast Secure Browser ด้านหน้าตาการใช้งาน หรือ User Interface ของโปรแกรม Avast Secure Browser ก็ดูเรียบๆ คล้ายกับเว็บเบราว์เซอร์ Google Chrome ทำให้ใช้งานง่าย ใครที่เคยใช้มาก่อน น่าจะใช้ได้แบบไม่ยากเลย รองรับการใช้งานหลาย User พร้อมกันอีกด้วย เป็นโจทย์สำคัญในยุคปัจจุบันและยังใช้พื้นที่ในการติดตั้ง (Installation) ค่อนข้างน้อยเลยแหละ อีกฟีเจอร์สุดโหดที่บอกได้เลยว่าต้องสะพรึงกันไปตามๆ กัน คือ การดูผ่านกล้อง Webcam ได้ด้วย ซึ่งทางทีมพัฒนาเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานกันแบบฟรีๆ (Freeware) 100% เลยทีเดียว มั่นใจได้ว่าการใช้งานของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่มีไวรัสมาดวนใจคุณแน่นอน

เดินหน้าดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เต็มสูบผุดวีดีโอไวรัลเร่งโปรโมทแอปฯ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผุดภาพยนตร์โฆษณาไวรัล 2 เวอร์ชั่น อัดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเต็มแรง ต่อยอดโปรโมทแอปพลิเคชั่นช่างไฟชไนเดอร์ และร้านค้าปลีก เดินหน้าดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เต็มสูบผุดวีดีโอไวรัลเร่งโปรโมทแอปฯ เผยเป็นเจ้าแรกของวงการที่ยกระดับการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการส่งเสริมการขาย ในยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น สร้างแรงขับเคลื่อนรายได้ให้กับช่างไฟ และร้านค้าปลีกที่ขายอุปกรณ์ไฟฟ้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค อาทิ ตู้ไฟ เซอร์กิตเบรกเกอร์แบบต่างๆ สวิตช์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านการสร้างรายได้ให้กับช่างไฟและร้านค้าปลีกให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคนี้

เดินหน้าดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เต็มสูบผุดวีดีโอไวรัลเร่งโปรโมทแอปฯ

เดินหน้าดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เต็มสูบผุดวีดีโอไวรัลเร่งโปรโมทแอปฯ

นายกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจค้าปลีก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ในปี 2561 ที่ผ่านมาเราได้เปิดตัว แอปพลิเคชั่น mySchneider Electrician แอปพลิเคชั่นสำหรับช่างไฟ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่เป็นอย่างดี และล่าสุดแอปพลิเคชั่น mySchneider Retailer สำหรับร้านไฟฟ้า ที่จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งนับเป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกและให้ประโยชน์กับผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์สื่อสารคู่กายที่ขาดไม่ได้ในสมัยนี้”

และเพื่อให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาไวรัล ที่มีเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย ที่ชมแล้วต้องอมยิ้ม แต่ได้รับสารที่เราต้องการจะสื่อแบบเต็มๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายคือช่างไฟฟ้า และเจ้าของร้านค้าปลีกที่จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่ต้องการการสื่อสารแบบตรงประเด็น

“ด้วยความสามารถของแอปพลิเคชั่นสำหรับช่างไฟ และสำหรับร้านค้า ที่ต้องมีความเชื่อมโยงกันในการใช้งาน เราจึงสร้างภาพยนตร์โฆษณาไวรัลของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จำนวน 2 เวอร์ชั่น โดยจะส่งเข้าสู่โลกออนไลน์พร้อมๆ กัน โดยชิ้นแรก แอปพลิเคชั่น mySchneider Electrician สำหรับช่างไฟฟ้า มีเนื้อหาสนุกสนาน สำหรับช่างไฟที่ต้องการหาทางออกในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การค้นหาร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าในพื้นที่ต่างๆ การคำนวณราคาสินค้าพร้อมสั่งซื้อสินค้าจากร้านค้า อีกทั้งยังสามารถใช้ฟังก์ชั่นถ่ายภาพสินค้าเพื่อแลกรับเงินคืนได้อย่างรวดเร็วทันใจ ซึ่งก่อนจะมีแอปฯ นี้ ช่างไฟจะต้องส่งฉลากผ่านทางไปรษณีย์เท่านั้น สำหรับแอปพลิเคชั่น mySchneider Retailer เรามุ่งไปที่ร้านค้าที่ขายอุปกรณ์ไฟฟ้า เมื่อขายผลิตภัณฑ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ควบคู่กับการใช้แอปฯ จะช่วยให้ร้านค้าได้รับออเดอร์จากช่างไฟที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ขายของพวกเขาได้ง่ายขึ้น ซึ่งทุกการสั่งซื้อผ่านแอปฯ ทั้งร้านค้าและผู้ซื้อจะได้รับคะเนนสะสม เพื่อนำไปแลกรับรางวัลต่อไป” นายกุศลเสริม

ประสบการณ์ ZERO LATENCY THAILAND สนามแข่งขัน Virtual Reality

เปิดประสบการณ์ระดับพรีเมียมสู่ความท้าทายใหม่กับวงการ E-sports ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อบริษัท Tomorrow Entertainment หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นต์แห่งเอเชีย ได้นำระบบเทคโนโลยีสุดล้ำนวัตกรรมแห่งโลกอนาคตอย่าง ZERO LATENCY สนามแข่งขัน Virtual Reality ในระบบไร้สายเจ้าแรกของโลกจากเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้บริษัท Active Entertainment ให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ความตื่นเต้นในรูปแบบเกมเสมือนจริงระดับโลกเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยชูจุดเด่นที่เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทั้งยังสามารถเล่นเกมได้แบบมัลติเพลย์เยอร์บนสนามแห่งความมันส์ในพื้นที่ขนาดยักษ์กว่า 400 ตารางเมตร ที่สามารถรองรับการเล่นพร้อมกันได้มากสูงสุดถึง 8 คน บนทำเลที่ดีที่สุดใจกลางกรุงเทพมหานครอย่าง โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์

สนามแข่งขัน Virtual Reality

ประสบการณ์ ZERO LATENCY THAILAND สนามแข่งขัน Virtual Reality

สําหรับไฮไลท์ของ ZERO LATENCY คือการคัดสรรและรวบรวมเกมที่มีความหลากหลายและความสนุกที่แตกต่างกันไป มารวมไว้ ณ สนามเสมือนจริงแห่งนี้ โดยเฉพาะกับการเปิดตัวเกมใหม่ล่าสุดอย่าง เกม SOL-RAIDERS ซึ่งเป็นเกมแบบ PVP (Player Versus Player) ที่สามารถแบ่งฝั่งเพื่อต่อสู้กันได้แห่งแรกในประเทศไทย กับการทำภารกิจวางแผนร่วมกันในทีมเพื่อต่อสู้กับศัตรูเหล่าร้ายและเอาตัวรอดให้ได้ จากโลกที่ทรัพยากรธรรมชาติกำลังจะถูกทำลายจนหมดสิ้น ทีมที่จะได้ไปต่อยังโลกแห่งใหม่จะต้องทำภารกิจร่วมกันให้สำเร็จ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ภารกิจ ด้วยกันที่จะให้ผู้เล่นได้สัมผัสถึงประสบการณ์ที่หลากหลาย ผู้เล่นทีมที่แข็งแกร่งกว่าจะเป็นผู้รอดชีวิตและได้ไปต่อยังโลกแห่งใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ZERO LATENCY ยังมีเกมสุดมันส์อีกมากมาย ที่คว้ารางวัลเกมใหม่ยอดเยี่ยมจากเวที IAAPA มาแล้ว เช่น ENGINEERIUM, SINGULARITYและ ZOMBIE SURVIVAL

โดยผู้เล่นแต่ละคนต้องสวมใส่ชุดอุปกรณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย หูฟังเฮดเซ็ต กล่องแว่น VR ปืนไลท์กันที่มีลูกบอลเรืองแสง และที่ขาดไม่ได้คือกระเป๋าเป้แบ็คแพ็คบรรจุเครื่องคอมพิวเตอร์คอนโซล Alienware Alpha น้ำหนักเบา เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน โดยกติกาการเล่นจะถูกกําหนดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละเกม โดยมี GAME MASTER ที่คอยให้คำแนะนำเกมการเล่น และให้การดูแลความปลอดภัยแก่ผู้เล่นอย่างใกล้ชิด เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบกิจกรรมสนุกๆ เพราะสามารถเล่นได้ทั้งคนเดียว และเล่นแบบแท็กทีมกับเพื่อน หรือเล่นเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นต้น

และเป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ที่สนใจนวัตกรรมเกมการแข่งขัน VR เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทําให้ ZERO LATENCY สนามแข่งขันเกมชั้นนําของโลกจากประเทศออสเตรเลียนี้ กลายเป็นแลนด์มาร์คสําคัญสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความสนุกจากทั่วโลก ที่ต้องมาลองสัมผัสประสบการณ์จริงสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่ควรพลาด

ZERO LATENCY ได้เปิดสนามแห่งความมันส์ไปแล้วใน 5 ทวีปกว่า 29 สาขา ใน 18 ประเทศทั่วโลก อย่างอังกฤษ อเมริกา เม็กซิโก ญี่ปุ่น เยอรมัน และแคนาดา เป็นต้น และมีสถานที่แห่งใหม่ล่าสุด คือ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์แบบแท็กทีมผจญภัยเหนือจินตนาการไปกับสนามแข่งขันเกมเสมือนจริง ด้วยระบบเทคโนโลยีระดับโลกได้แล้ววันนี้ ณ ZERO LATENCY THAILAND ได้ที่ชั้น B โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

“ทำไมถึงคิดจะลาออกจากที่เดิม” เป็นสุดยอดคำถามนิรันดร์กาล ที่ต้องเจอทุกครั้งตอนลาออกจากที่เก่า หรือตอนไปสัมภาษณ์งานที่ใหม่ ซึ่งก็มีหลายต่อหลายเหตุผลในการลาออกที่จะสามารถเลือกไปตอบได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบเท่านั้น เราต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน แต่ยังรวมถึงการใช้ไหวพริบและการแสดงออกในการตอบคำถามนี้ด้วย รวมถึงฟรีแลนซ์เองก็เช่นกัน ว่าจะทำยังไงให้ยังคงความสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทเก่า รวมทั้งทำยังไงให้บริษัทใหม่สนใจในตัวคุณ จนต้องการให้คุณเข้าไปร่วมงานด้วย มีแนวทางการตอบอย่างมีชั้นเชิงมาฝาก

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

1. มองไม่เห็นความไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

เมื่อคุณรู้สึกว่างานปัจจุบันที่ทำมันชนกำแพง มองไม่เห็นความก้าวหน้าในอาชีพ แทนที่คุณจะตอบตามความรู้สึกออกไป ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…

‘โชคดีที่ฉันได้ทำโปรเจกต์ที่ท้าทายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากับบริษัท ABC มันช่วยให้ฉันได้ฝึกทักษะและเพิ่มความชำนาญในการทำงาน เรื่องการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่เป็นเทคอย่างมากเลยทีเดียว ทำงานที่นี่ ฉันมีความสุขและสนุกกับงานมาก แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ จากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อความเติบโตในอาชีพต่อไป’

2. เข้ากับหัวหน้าไม่ได้

หากคุณอยากลาออกจากงาน เพราะไม่ชอบหัวหน้า เข้ากับหัวหน้าไม่ได้ ทำงานด้วยแล้วต้องมีการปะทะกันตลอด มีมุมมองหรือความคิดเห็นไม่ตรงกัน หัวหน้าไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นใคร หรืออาจมีเหตุผลอื่น ๆ อีก แต่คุณไม่ควรเอาเหตุผลพวกนี้ไปตอบ เพราะจะทำให้คุณดูไม่ดี ดูไม่มืออาชีพ คุณควรตอบคำถามให้เป็นไปในทางบวก จะทำให้คุณดูเป็นคนมีความฉลาดทางอารมณ์ และจะดูมีความน่าสนใจมากกว่าพูดแต่เรื่องร้าย ๆ แย่ ๆ ของหัวหน้า แนวทางการตอบ…

‘ฉันเชื่อว่าสไตล์การทำงานที่เข้ากัน หรือเคมีที่ตรงกันของหัวหน้ากับลูกน้องในทีมเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้งานออกมาดี แถมบรรยากาศในการทำงานก็ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เคมีของทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มไม่ตรงกันแล้ว ฉันคิดว่าปัญหาจะเริ่มเกิด การทำงานจะเริ่มติดขัดและยากขึ้น ฉันเลยอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องตัดสินใจ ในการหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ใช่ และเข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง’

3. ต้องการเปลี่ยนสายงาน

เหตุผลในการออกจากงานที่ฟังดูแล้วยากที่จะดึงให้คุณทำงานต่อกับที่ทำงานเก่า คือ คุณต้องการเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปทำงานที่คุณชอบ งานที่คุณอยากทำ แต่ไม่ได้เลือกเดินสายนั้นมาตั้งแต่ต้น สมมติว่าคุณเรียนจบไอทีมา งานที่เริ่มทำก็เป็นงานด้านไอที แต่ชอบเขียนนั่นเขียนนี่เป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียน คุณอาจจะให้เหตุผลประมาณว่า…

‘ฉันอยากลองเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียนดู เพราะฉันชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงบล็อกของตัวเองอยู่ มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ฉันลองค้นหาตัวเองและคิดทบทวนอยู่นานว่าจะเปลี่ยนสายงานดีมั้ย คำตอบคือ ฉันควรลอง เพราะถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้ ว่าฉันก็ทำงานตรงนี้ได้เหมือนกัน’

4. ได้เงินเดือนมากขึ้น

เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต การเปลี่ยนงานเพราะที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลนี้มาบอกแบบทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็ดูเหมือนว่า คุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่างานเกินไป คุณลองตอบแบบนี้ น่าจะดูดีกว่า…

‘หลายปีที่ได้ทำงานกับบริษัท ABC ฉันรู้สึกดีที่บริษัทให้โอกาสฉันได้เรียนรู้การทำงานต่าง ๆ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการทำงานมากมาย ฉันได้ประสบการณ์การทำงานจากที่นี่เยอะเลย บรรยากาศในการทำงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่ฉันจะได้ลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่มากขึ้น’

5. มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น

คนที่ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องงาน แต่มีชีวิตด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น คนที่อยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น หรือคนที่อยากให้เวลากับตัวเองมาขึ้น หรือคนที่ชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด ก็จะมองหางานที่มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น และนี่คือแนวทางการตอบคำถามของเหตุผลนี้…

‘ฉันเชื่อว่าการทำงานหนัก จะทำให้งานสำเร็จและออกมาดี แต่ฉันคิดว่างานจะดีได้มากขึ้นอีก ถ้าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่สามารถยืดหยุ่นได้ อย่างเช่นบางวันอาจจะทำงานที่บ้านได้ ทำงานไปด้วย ดูแลลูกเล็กไปด้วย ไม่ต้องมัวพะวงเรื่องลูกเกินไปจนกระทบกับเรื่องงาน หรืออาจจะไปหา co-working space เก๋ ๆ นั่งทำงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ปิ๊งไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีกว่าเดิม หรือจะเป็นการที่มีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นไอเดียในการทำงานได้มากกว่านั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และทุกวัน น่าเสียดายที่บริษัทปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้มีนโยบายนี้ ทำให้ฉันมองหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตอบโจทย์กับตัวฉันเอง’

ไม่ว่าเหตุผลในการออกจากงานของคุณจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่คุณตอบจะต้องเป็นไปในทางบวก ต้องไม่พูดกระทบที่ทำงานเก่า และพยายามทำคะแนนกับที่ทำงานใหม่ ถ้าหัวหน้าคุณถาม ให้คุณตอบแบบถนอมน้ำใจเข้าไว้ ให้จากกันด้วยดี เพราะอนาคตคุณอาจเจอกับหัวหน้าคนเก่าในที่ทำงานใหม่ต่อ ๆ ไปก็ได้ หรือถ้า HR ที่ใหม่ถาม ก็ให้คุณใช้ไหวพริบในการตอบ ให้เหตุผลในทางบวก ใส่ชั้นเชิงในการตอบลงไป ทำให้เค้าประทับใจและเทคะแนนให้คุณให้ได้

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

เสียวหมี่ (Xiaomi) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิด ตัวสมาร์ทโฟน Mi MIX 3 5G ที่รองรับ 5G เป็นตัวแรก โดย Mi MIX 3 5G จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 5G ผ่านแพลตฟอร์ม Qualcomm® Snapdragon™ 855 ด้วยโมเดม Snapdragon X50 ที่จะปลดปล่อยประสบการณ์ 5G ให้แก่ผู้ใช้ และทำการเปิดตัว Mi 9 หลังจากเปิดตัวไปในประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ประกาศความพร้อมในการบุกตลาดทั่วโลก โดย Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟน เรือธงที่มาพร้อมกับ AI triple camera และระบบการชาร์จไร้สายที่ดีที่สุดในตอนนี้ สามารถชาร์จไฟได้ถึง 20W และขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 855 โดยจะเริ่มวางจำหน่าย ในประเทศแถบยุโรปตะวันตกก่อน เริ่มต้นที่ราคา 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท)

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

Xiaomi กับเส้นทางสู่ 5G

เสียวหมี่ ได้มองถึงการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้รองรับ 5G ตั้งแต่พฤษภาคม 2016 โดยตั้งทีมที่ลงลึกในเรื่องมาตรฐาน 5G และเริ่มค้นคว้าวิจัยนับแต่นั้นมา เสียวหมี่ได้เป็นผู้เข้าร่วมหลักในการทดสอบ 5G ซึ่งจัดโดย China Mobile และประสบ- ความสำเร็จในการทดสอบเชื่อมต่อสัญญาณ n78 ในเดือนกันยายน 2018 และทดสอบคลื่น mmWave (คลื่นมิลลิเมตร) เสร็จเรียบร้อยหนึ่งเดือนหลังจากนั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเพียงไม่กี่เจ้าในโลกเท่านั้นที่สามารถทำได้

ด้วยภารกิจที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์นวัตกรรม เสียวหมี่ได้ริเริ่มพัฒนาความร่วมมือด้านยุทธศาตร์ 5G กับผู้ให้บริการเครือข่าย ที่สำคัญทั่วโลก เช่น 3, Sunrise, TIM, Vodafone และอีกหลายราย ซึ่งลำดับต่อไปที่เสียวหมี่ต้องการจะทำคือสร้างอุปกรณ์ 5G ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ การจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ทางเสียวหมี่ได้พยายามอย่างหนักกับทางผู้ให้บริการเหล่านี้ ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา Mi MIX 3 5G และวันนี้ที่ได้ประกาศเปิดตัว Mi MIX 3 5G อย่างเป็นทางการ เสียวหมี่ได้ กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ที่สามารถผลิตโทรศัพท์ 5G ออกมาวางจำหน่ายจริงได้ ซึ่งในงานเปิดตัวเสียวหมี่ ได้ทำการแสดงความพร้อมของ Mi MIX 3 5G ด้วยการโชว์ให้เห็นกันแบบสด ๆ จากเครือข่าย 5G ของ Orange ประเทศสเปน

“เสียวหมี่ ได้ทุ่มเทกำลังความสามารถในการพัฒนาสมาร์ทโฟน 5G และ Mi MIX 3 5G ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความ พยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสำหรับทุกคน พวกเรามีความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำงานกับเหล่า พาร์ทเนอร์ และทำให้ 5G เป็นจริงได้สำหรับผู้คนอีกมากมายบนโลกนี้” มร.หวัง เสียง, รองประธานอาวุโส เสียวหมี่ กล่าว

Mi MIX 3 5G – สมาร์ทโฟนทรงประสิทธิภาพที่พร้อมสำหรับเครือข่ายในอนาคต

จากการผสมผสาน Qualcomm® Snapdragon™ X50 โมเดมสำหรับ 5G ทำให้ Mi MIX 3 5G สามารถเชื่อมต่อกับคลื่น sub-6GHz ที่รองรับความเร็วในการดาวน์โหลดระดับ gigabit-class ซึ่งเร็วกว่าเครือข่าย 4G หลายสิบเท่า นอกจากนี้ Mi MIX 3 5G ยังเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเครื่องแรก ๆ ที่มาพร้อมกับชิปเซตอันทรงพลังพลังอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 สามารถทำงานหนักได้อย่างยาวนานและมีเสถียรภาพ ด้วยระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System ที่ถูกออกแบบมาใหม่ทั้งหมดเพื่อ Mi MIX 3 5G โดยเฉพาะ

Snapdragon 855 และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

ภายใน Mi MIX 3 ติดตั้งแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 ซึ่งใช้สถาปัตกรรมการผลิตที่ 7 นาโนเมตร มีซีพียู Qualcomm Kryo 485 ที่ประกอบไปด้วยตัวประมวลผล 8 แกน เพื่อความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ และการประหยัดพลังงาน ซึ่งการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single Core) เร็วขึ้นจากรุ่นที่แล้วสูงถึง 45% ตัวประมวลผล กราฟฟิก Qualcomm Adreno™ 640 ก็ถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 20% และตัวประมวลผลด้าน AI อย่าง Qualcomm AI Engine เจเนอเรชั่นที่ 4 ก็ทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า

“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมทำงานกับทางเสียวหมี่มาอย่างยาวนาน ช่วยกันนำนวัตกรรม 5G ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 5G” มร.คริสเตียโน่ เอม่อน ประธานบริษัท Qualcomm Incorporated กล่าว “Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Snapdragon 855 นี้ นอกจากจะมี Qualcomm AI Engine รุ่นที่ 4 ที่จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือคุณให้กลายเป็นสุดยอดผู้ช่วยส่วนตัวแล้ว ยังมีตัวประมวลผล สัญญาณภาพ Qualcomm Spectra Computer Vision ISP ที่จะช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้ระดับเดียวกับการถ่ายหนัง ภาพยนตร์ และ Snapdragon Elite Gaming จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือให้กลายเป็นเครื่องเล่นเกมสุดแรงไปในทันที”

เพื่อรองรับเหล่าแอปพลิเคชั่น ที่ต้องการการประมวลผลระดับสูง และทำงานเป็นระยะเวลานาน เช่น เกมออนไลน์ มัลติเพลเยอร์ในปัจจุบัน เสียวหมี่ได้พัฒนาระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System สำหรับ Mi MIX 3 5G ขึ้นมาโดยเฉพาะ มีการนำเอาวัสดุนำความร้อนอย่าง Rogers® HeatSORB™ ซึ่งใช้วิธี Phase Change Effect ในการควบคุมอุณหภูมิ สามารถจับความร้อนที่เกิดขึ้นจากตัวประมวลผล และชะลอการเพิ่มของอุณหภูมิออกไปได้อีก และด้วย Passive Heat Pipe ซึ่งประกอบไปด้วย แกรไฟต์ 6 ชั้น ช่วยกระจายความร้อนออกไปได้เร็วกว่าแผ่นแกรไฟต์ คู่ที่ใช้กันทั่วไปได้ถึง 3 เท่าอีกด้วย

คุณภาพการถ่ายภาพระดับโลก

Mi MIX 3 5G ได้สืบทอดกล้องคู่ AI ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลจาก Mi MIX 3 ซึ่งได้รับคะแนนด้านภาพถ่ายจาก DxOMark สูงถึง 108 และด้วยฟีเจอร์ทางด้าน AI ที่ล้ำหน้าและการถ่ายวิดีโอสโลวโมชั่นที่ช้าถึง 960fps ทำให้ผู้ใช้ เริ่มเกิดความคาดหวังและเชื่อมั่นในกล้องของกล้องจาก Xiaomi ส่วนการเซลฟี่นั้น Mi MIX 3 5G มาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ ความละเอียด 24+2 ล้านพิกเซล ใช้สุดยอดเซนเซอร์ Sony IMX576 ในการจับภาพได้ความละเอียดที่เหนือกว่า ซึ่งการประมวลภาพถ่ายทั้งหมดนี้ถูกจัดการโดย Qualcomm Spectra™ 380 ISP ทำให้ประมวลผลภาพถ่าย แต่ละรูปออกมาได้อย่างรวดเร็ว ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า สามารถถ่ายรูปได้มากขึ้นกว่าเดิมต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

สไลด์ดีไซน์ เปิดประสบการณ์แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ

Mi MIX 3 5G ใช้กลไกการเลื่อนสไลด์ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของทางเสียวหมี่ ให้ประสบการณ์สัมผัสที่ดีเยี่ยมและปรับแต่ง ได้หลากหลาย ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้การสไลด์เป็นการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของโทรศัพท์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับสาย เรียกเข้า หรือเปิดแอปกล้องขึ้นมา และด้วยสไลด์ดีไซน์นี้ทำให้ขอบข้างของเครื่อง มีความบางมากเป็นพิเศษ และมีสัดส่วน หน้าจอต่อขนาดเครื่อง (screen-to-body Ratio) ที่ใหญ่มากเกินกว่าใคร สิ่งที่จะเห็นด้านหน้าจะมีเพียงหน้าจอที่สวยงามของ Samsung AMOLED ซึ่งมีขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+ ที่สัดส่วน 19.5:9

Mi MIX 3 5G ราคาเริ่มต้นที่ 599 ยูโร (ประมาณ 21,600 บาท) มี 2 สีให้เลือกได้แก่ Onyx Black และ Sapphire Blue

Mi 9 – สมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมกล้อง AI triple camera

Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงตัวแรกจากเสียวหมี่ที่มาพร้อมกับกล้องหลัง AI triple camera ซึ่งมีกล้องหลักที่ใช้เซนเซอร์ ถ่ายภาพความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิเซล ของ Sony IMX586 ด้วยขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่ ½” ผู้ใช้สามารถเลือกถ่ายภาพ ที่ความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล หรือปรับเปลี่ยนให้ถ่ายภาพได้สวยใสและสว่างขึ้นในสภาพแสงน้อยได้ โดย Mi 9 จะรวม พิกเซลจาก 4 เป็น 1 เพื่อเพิ่มขนาดพิกเซลต่อจุดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 1.6 μm ซึ่งจะรับแสงได้ไวกว่าเดิม โดยตัว AI triple camera นี้จะประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และกล้องเทเลซูม 12 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ผ่านการทดสอบจาก DxOMark เว็บไซต์ชื่อดังด้านการทดสอบ อุปกรณ์ถ่ายภาพ ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่กล้องดีที่สุดที่มีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งทำคะแนนไปได้ถึง 107 คะแนน นอกจากนี้ยังทำ คะแนนด้านการถ่ายวิดีโอมากถึง 99 คะแนน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับของ DxOMark อีกด้วย

การออกแบบดีไซน์ใน Mi 9

Mi 9 มีดีไซน์ฝาหลังแบบโค้งมนรอบด้าน ทำให้สามารถจับถือได้ถนัดและสบาย ใช้กระบวนการขั้นสูงในการลงสีให้ฝาหลัง จนได้สีรุ้งแบบ Holographic ระยิบระยับสะกดตา แตกต่างในทุกครั้งที่หยิบจับขึ้นมามอง

ดีไซน์แบบโค้งมนรอบด้านนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมากจากสถาปนิกชื่อดัง Antoni Gaudi และได้รับการรับรองจากสถาบัน The Gaudi Academia of Knowledge

“ด้วยแรงบันดาลใจจากงานของ Antoni Gaudi ทำให้ Mi 9 รวมเอาการตกกระทบของแสง การโค้งมนที่เรียบเนียน และดึงเอาส่วนประกอบจากส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่แสดงออกให้เห็นถึง ความสวยงามขั้นสุด” Carlos Canals Roura, ประธานของ The Gaudi Academia of Knowledge ได้กล่าวชื่นชม Mi 9

ด้านหน้าของ Mi 9 ได้เลือกใช้การแสดงผลของ Samsung AMOLED Dot Drop ที่มีขนาดหน้าจอ 6.39 นิ้ว สัดส่วน 19.5:9 และภายใต้หน้าจอนี้จะมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถปลดล็อคได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 25%

Mi 9 จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศยุโรป ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+64GB และราคา 499 ยูโร (ประมาณ 18,000 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+128GB มี 3 สีให้เลือก ได้แต่ สีดำ Piano Black, น้ำเงิน Ocean Blue, และม่วง Lavender Violet

Mi LED หลอดไฟอัจฉริยะ

เสียวหมี่ ยังมีการเปิดตัวหลอดไฟอัจฉริยะ Mi LED เพิ่มเติมระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนสี ได้มากถึง 16 ล้านสี เพิ่มลดอุณหภูมิและความสว่างของแสง ได้โดยการควบคุมผ่านแอป Mi Home ซึ่งทำงานร่วมกับ Google Assistant และ Amazon Alexa ได้ และเตรียมรองรับ Apple Home Kit ภายในไตรมาสที่สองของปี 2019 อีกด้วย

หลอดไฟ Mi LED ได้เปิดวางจำหน่ายแล้วในยุโรปที่ราคา 19.9 ยูโร (ประมาณ 720 บาท)

Mi Explorers

ด้วยความที่เสียวหมี่เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นหลักมากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง เสียวหมี่ได้พัฒนาวัฒนธรรม ของคอมมิวนิตี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และมี Mi Fans อยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยโครงการ Mi Explorers นี้เป็นหนึ่งใน โครงการที่สำคัญที่สุดสำหรับโปรเจกต์ Mi Fan initiative โดยจะทำการคัดเลือก Mi Fans ให้ได้รับสิทธิพิเศษเข้าถึง อุปกรณ์ใหม่ล่าสุด และสามารถให้คำติชมโดยตรงเกี่ยวผลิตภัณฑ์ต่อทีมพัฒนา เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพต่อไป โดยในงานนี้ทางเสียวหมี่ได้คัดเลือก Mi Fans ทั้งหมด 20 ราย จากสเปน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี โปแลนด์ และยูเครน ให้ได้เข้าร่วมจับ Mi 9 ก่อนใคร และนำพาพวกเค้าเหล่านี้ไปร่วมงานเปิดตัว Global Launch ในเมือง Barcelona ประเทศสเปน รวมถึงงาน Mobile World Congress 2019 ในครั้งนี้ด้วย

สามารถให้บริการลูกค้า ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้ามีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

ผู้นำด้านนวัตกรรมผ่านโซลูชั่นที่ทันสมัยและเครือข่ายคู่ค้าที่ครอบคลุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้องค์กรยุคใหม่เผยผลสำรวจ Global Shopper Study ซึ่งเป็นการสำรวจทัศนคติ, ความคิดเห็น และความคาดหวังของผู้บริโภค, พนักงานขายหน้าร้าน และผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก ซึ่งครั้งนี้จัดทำขึ้นเป็นครั้งที่ 11 โดยจากผลการสำรวจพบว่า 2 ใน 3 (66 เปอร์เซ็นต์) ของพนักงานขายที่ตอบผลสำรวจเชื่อว่า พวกเขาจะสามารถให้บริการลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหากมีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

สามารถให้บริการลูกค้า ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้ามีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

สามารถให้บริการลูกค้า ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้ามีอุปกรณ์แท็บเล็ตเป็นตัวช่วย

ผลสำรวจยังพบว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายที่ตอบแบบสำรวจเห็นตรงกันว่าบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่นั้นมีจำนวนพนักงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และเกือบครึ่ง (49 เปอร์เซ็นต์) รู้สึกว่าพวกเขาทำงานหนักเกินไป นอกจากนี้พนักงานยังให้ความเห็นว่าพวกเขารู้สึกคับข้องใจที่ไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่ โดยราว 42 เปอร์เซ็นต์ให้เหตุผลว่ามีหน้าที่อื่นที่ต้องรับผิดชอบควบคู่กันให้เสร็จตามกำหนดจึงไม่สามารถให้เวลากับลูกค้าได้เท่าที่ควร อีก 28 เปอร์เซ็นต์ให้เหตุผลว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะสามารถบริการลูกค้าได้ นอกจากนี้ 83 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกและ 74 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายหน้าร้านเห็นตรงกันว่า อุปกรณ์เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่จะสามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้าได้

เมื่อสำรวจไปในฝั่งของผู้บริโภคพบว่า มีเพียง 13 เปอร์เซ็นต์ที่ให้ความมั่นใจในร้านค้าที่พวกเขาซื้อสินค้าว่าจะปกป้องข้อมูลส่วนตัวของพวกเขาซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ความเชื่อมั่นที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 10 อุตสาหกรรมอื่นๆที่ถูกสำรวจ และ 73 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคลงความเห็นตรงกันว่าพวกเขามีความพอใจมากกว่าเมื่อสามารถควบคุมการใช้ข้อมูลส่วนตัวได้เอง

นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “จากผลสำรวจเราพบว่าความคาดหวังของผู้บริโภคนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่หน้าร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาอย่าง การจัดส่งสินค้า, การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และการสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร”

เมื่อกล่าวถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีออโตเมชั่นพบว่า ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกและพนักงานขายหน้าร้านมีความคาดหวังต่อระบบออโตเมชั่นที่ต่างกัน โดยเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการ และเพียง 49 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายหน้าร้านเห็นว่าเคาน์เตอร์ชำระค่าสินค้าเริ่มเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเมื่อลูกค้าสามารถใช้เทคโนโลยีในการชำระเงินได้เอง นอกจากนี้เกือบครึ่งของผู้ประกอบการ (52 เปอร์เซ็นต์) ได้มีการเปลี่ยนจุดชำระเงิน (point-of-sale) ให้เป็นระบบอัตโนมัติที่ผู้บริโภคสามารถดำเนินการชำระเงินได้ด้วยตัวเอง และอีก 62 เปอร์เซ็นต์กำลังเปลี่ยนจุดชำระเงินเป็นสถานที่รับสินค้าจากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์

มากกว่าครึ่งของผู้บริโภค (51 เปอร์เซ็นต์) เชื่อว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน ของตัวเองได้ดีกว่าการสอบถามข้อมูลจากพนักงานขายหน้าร้าน ซึ่งผู้ประกอบการหลายแห่งได้มีการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขความเหลือมล้ำดังกล่าว โดยเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ประกอบการวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนขึ้นมากกว่า 6 เปอร์เซ็นต์เพื่อซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา และหนึ่งในห้า (21 เปอร์เซ็นต์) วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ในการซื้อแท็บแล็ตสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรม ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

ผลสำรวจจากแต่ละภูมิภาคพบว่า:

ทวีปเอเชียแปซิฟิก

62 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานขายหน้าร้านมีมุมมองต่อนายจ้างที่ดีขึ้นหากนายจ้างจัดหาอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานแบบเคลื่อนที่มาให้ใช้เพื่อการทำงาน
เกือบครึ่ง (49 เปอร์เซ็นต์) ของพนักงานขายลงความเห็นว่าอุปกรณ์ชำระเงินแบบเคลื่อนที่(mPOS) ช่วยให้การทำงานของพวกเขามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง

· 74% ของผู้ประกอบการเห็นตรงกันว่า การเติบโตขออี-คอมเมิร์ซ ส่งผลให้คนหันมาสนใจโซลูชั่นในการจัดส่งสินค้าและการบริหารจัดการคลังสินค้ามากขึ้น

· มากกว่า 76% ของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก เห็นพ้องกันว่าการรับและคืนสินค้าจากการสั่งสินค้าในช่องทางออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่ท้ายทาย

ทวีปละตินอเมริกา

· ทั้งผู้บริโภค (59 เปอร์เซ็นต์) และพนักงานขายหน้าร้าน (67 เปอร์เซ็นต์) เห็นตรงกันว่าผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนได้ดีกว่าพนักงานขายหน้าร้าน

· 99 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลควบคุมงานด้าน IT ในธุรกิจค้าปลีกเห็นพ้องกันว่าองค์กรของพวกเขาต้องการระบบจัดการคลังสินค้าที่มีความแม่นยำกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทวีปอเมริกาเหนือ

· มีเพียง 11% ของผู้บริโภคเท่านั้นที่เชื่อมั่นในหน้าร้านค้าว่าจะปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาซึ่งเป็นระดับความเชื่อมั่นต่ำสุดในการสำรวจจากหลายๆอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ สถาบันการเงิน และบริษัทด้านเทคโนโลยี

· พนักขายเกือบ 7 ใน 10 (ราว 68 เปอร์เซ็นต์) ให้ข้อมูลว่าป้ายบอกราคาแบบอีเล็กโทรนิกส์จะให้ความสะดวกสบายกับลูกค้ามากกว่าแบบกระดาษ และจากการสำรวจพบว่า 54% ของผู้บริโภคใส่ใจในการอ่านป้ายสินค้า

โปรแกรมฟรี DrawPad Graphics Editor โปรแกรมวาดรูปกราฟฟิก

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้โปรแกรมวาดรูปคงต้องหาโปรแกรมมาลองใช้หลายตัวด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Photoshop CS, Illustrator, AutoCad และอื่นๆ อีกเพียบ แต่วันนี้แอดมินมีโปรแกรมฟรีมานำเสนอมันมีชื่อว่า โปรแกรมฟรี DrawPad Graphics Editor เป็นโปรแกรมประเภทวาดรูป ตกแต่งได้อย่างละเอียดที่สำคัญเลยคือมันดาวน์โหลดไปใช้ฟรีนั่นเอง โดยตัวมันถูกพัฒนามาจากบริษัท NCH Software และได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเวอร์ชั่นปัจจุบัน โดยจะมีรายละเอียดและการทำงานอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

โปรแกรมฟรี DrawPad Graphics Editor โปรแกรมวาดรูปกราฟฟิก

โปรแกรมฟรี DrawPad Graphics Editor โปรแกรมวาดรูปกราฟฟิก

ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมงานผู้พัฒนาโปรแกรมจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีเอาไว้สำหรับคนที่ชื่นชอบการวาดรูปกราฟฟิก อย่างเช่นวาดรูปเวกเตอร์ หรือ รูปทรงของวัตถุต่างๆ ให้ออกมาเป็นในรูปแบบของทั้งแบบ 2 มิติ (2D) และ 3 มิติ (3D) โดยรูปทรงที่กล่าวถึงนี้มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม วงกลม หรือ รูปทรงเลขาคณิตต่างๆ โปรแกรมนี้ก็สามารถช่วยให้คุณวาดรูปทรงดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมกับใส่สี ใส่เงา ให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การใช้งานของ โปรแกรมวาดรูป ตัวนี้ก็ไม่ได้ยากเลย เพียงแค่คุณใช้ชุดเครื่องมือที่มีอยู่ในโปรแกรมให้เหมาะสมกับการทำงานหรือการวาดรูปของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รูปทรงสามมิติ ที่มีการแรเงาออกมาให้อย่างสวยงาม รองรับไฟล์ JPG, PNG, BMP, SVG, PDF ซะด้วย

โปรแกรม DrawPad Graphics Editor นี้แม้ว่ามันจะไม่ใช่ โปรแกรมแต่งรูป 100% แต่มันก็มีความสามารถในการแต่งรูปได้เล็กๆ น้อยๆ เช่นกัน คล้ายๆ กับโปรแกรม Paint ที่ติดมากับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) นั่นเอง เพราะชุดเครื่องมือต่างๆ ในโปรแกรมได้มีการออกแบบมาในลักษณะที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องมือดินสอสำหรับวาดรูป ชุดเครื่องมือสร้างรูปเลขาคณิต อย่างสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ชุดเครื่องมือที่เอาไว้สำหรับทาสี หรือชุดเครื่องมือพิมพ์ข้อความ โปรแกรมนี้ก็มีเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า นอกจากจะสร้างรูปสามมิติ หรือสร้างกราฟฟิกอย่างง่ายๆ ให้เราได้แล้ว มันยังใช้แทนโปรแกรม Paint ได้อีกด้วย ตัวโปรแกรมรองรับการทำงานกับ Windows XP / Vista / 7 (Seven) / 8 / 8.1 / 10 ทั้งแบบ 32-bit และ 64-bit อีกด้วย ไม่ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์เวอร์ชั่นไหนก็สามารถใช้งานได้ทันที ตัวโปรแกรมสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ผู้พัฒนาโดยตรง