Month: March 2019

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

“ทำไมถึงคิดจะลาออกจากที่เดิม” เป็นสุดยอดคำถามนิรันดร์กาล ที่ต้องเจอทุกครั้งตอนลาออกจากที่เก่า หรือตอนไปสัมภาษณ์งานที่ใหม่ ซึ่งก็มีหลายต่อหลายเหตุผลในการลาออกที่จะสามารถเลือกไปตอบได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบเท่านั้น เราต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน แต่ยังรวมถึงการใช้ไหวพริบและการแสดงออกในการตอบคำถามนี้ด้วย รวมถึงฟรีแลนซ์เองก็เช่นกัน ว่าจะทำยังไงให้ยังคงความสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทเก่า รวมทั้งทำยังไงให้บริษัทใหม่สนใจในตัวคุณ จนต้องการให้คุณเข้าไปร่วมงานด้วย มีแนวทางการตอบอย่างมีชั้นเชิงมาฝาก

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

1. มองไม่เห็นความไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

เมื่อคุณรู้สึกว่างานปัจจุบันที่ทำมันชนกำแพง มองไม่เห็นความก้าวหน้าในอาชีพ แทนที่คุณจะตอบตามความรู้สึกออกไป ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…

‘โชคดีที่ฉันได้ทำโปรเจกต์ที่ท้าทายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากับบริษัท ABC มันช่วยให้ฉันได้ฝึกทักษะและเพิ่มความชำนาญในการทำงาน เรื่องการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่เป็นเทคอย่างมากเลยทีเดียว ทำงานที่นี่ ฉันมีความสุขและสนุกกับงานมาก แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ จากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อความเติบโตในอาชีพต่อไป’

2. เข้ากับหัวหน้าไม่ได้

หากคุณอยากลาออกจากงาน เพราะไม่ชอบหัวหน้า เข้ากับหัวหน้าไม่ได้ ทำงานด้วยแล้วต้องมีการปะทะกันตลอด มีมุมมองหรือความคิดเห็นไม่ตรงกัน หัวหน้าไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นใคร หรืออาจมีเหตุผลอื่น ๆ อีก แต่คุณไม่ควรเอาเหตุผลพวกนี้ไปตอบ เพราะจะทำให้คุณดูไม่ดี ดูไม่มืออาชีพ คุณควรตอบคำถามให้เป็นไปในทางบวก จะทำให้คุณดูเป็นคนมีความฉลาดทางอารมณ์ และจะดูมีความน่าสนใจมากกว่าพูดแต่เรื่องร้าย ๆ แย่ ๆ ของหัวหน้า แนวทางการตอบ…

‘ฉันเชื่อว่าสไตล์การทำงานที่เข้ากัน หรือเคมีที่ตรงกันของหัวหน้ากับลูกน้องในทีมเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้งานออกมาดี แถมบรรยากาศในการทำงานก็ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เคมีของทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มไม่ตรงกันแล้ว ฉันคิดว่าปัญหาจะเริ่มเกิด การทำงานจะเริ่มติดขัดและยากขึ้น ฉันเลยอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องตัดสินใจ ในการหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ใช่ และเข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง’

3. ต้องการเปลี่ยนสายงาน

เหตุผลในการออกจากงานที่ฟังดูแล้วยากที่จะดึงให้คุณทำงานต่อกับที่ทำงานเก่า คือ คุณต้องการเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปทำงานที่คุณชอบ งานที่คุณอยากทำ แต่ไม่ได้เลือกเดินสายนั้นมาตั้งแต่ต้น สมมติว่าคุณเรียนจบไอทีมา งานที่เริ่มทำก็เป็นงานด้านไอที แต่ชอบเขียนนั่นเขียนนี่เป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียน คุณอาจจะให้เหตุผลประมาณว่า…

‘ฉันอยากลองเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียนดู เพราะฉันชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงบล็อกของตัวเองอยู่ มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ฉันลองค้นหาตัวเองและคิดทบทวนอยู่นานว่าจะเปลี่ยนสายงานดีมั้ย คำตอบคือ ฉันควรลอง เพราะถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้ ว่าฉันก็ทำงานตรงนี้ได้เหมือนกัน’

4. ได้เงินเดือนมากขึ้น

เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต การเปลี่ยนงานเพราะที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลนี้มาบอกแบบทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็ดูเหมือนว่า คุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่างานเกินไป คุณลองตอบแบบนี้ น่าจะดูดีกว่า…

‘หลายปีที่ได้ทำงานกับบริษัท ABC ฉันรู้สึกดีที่บริษัทให้โอกาสฉันได้เรียนรู้การทำงานต่าง ๆ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการทำงานมากมาย ฉันได้ประสบการณ์การทำงานจากที่นี่เยอะเลย บรรยากาศในการทำงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่ฉันจะได้ลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่มากขึ้น’

5. มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น

คนที่ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องงาน แต่มีชีวิตด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น คนที่อยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น หรือคนที่อยากให้เวลากับตัวเองมาขึ้น หรือคนที่ชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด ก็จะมองหางานที่มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น และนี่คือแนวทางการตอบคำถามของเหตุผลนี้…

‘ฉันเชื่อว่าการทำงานหนัก จะทำให้งานสำเร็จและออกมาดี แต่ฉันคิดว่างานจะดีได้มากขึ้นอีก ถ้าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่สามารถยืดหยุ่นได้ อย่างเช่นบางวันอาจจะทำงานที่บ้านได้ ทำงานไปด้วย ดูแลลูกเล็กไปด้วย ไม่ต้องมัวพะวงเรื่องลูกเกินไปจนกระทบกับเรื่องงาน หรืออาจจะไปหา co-working space เก๋ ๆ นั่งทำงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ปิ๊งไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีกว่าเดิม หรือจะเป็นการที่มีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นไอเดียในการทำงานได้มากกว่านั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และทุกวัน น่าเสียดายที่บริษัทปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้มีนโยบายนี้ ทำให้ฉันมองหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตอบโจทย์กับตัวฉันเอง’

ไม่ว่าเหตุผลในการออกจากงานของคุณจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่คุณตอบจะต้องเป็นไปในทางบวก ต้องไม่พูดกระทบที่ทำงานเก่า และพยายามทำคะแนนกับที่ทำงานใหม่ ถ้าหัวหน้าคุณถาม ให้คุณตอบแบบถนอมน้ำใจเข้าไว้ ให้จากกันด้วยดี เพราะอนาคตคุณอาจเจอกับหัวหน้าคนเก่าในที่ทำงานใหม่ต่อ ๆ ไปก็ได้ หรือถ้า HR ที่ใหม่ถาม ก็ให้คุณใช้ไหวพริบในการตอบ ให้เหตุผลในทางบวก ใส่ชั้นเชิงในการตอบลงไป ทำให้เค้าประทับใจและเทคะแนนให้คุณให้ได้

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

เสียวหมี่ (Xiaomi) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศเปิด ตัวสมาร์ทโฟน Mi MIX 3 5G ที่รองรับ 5G เป็นตัวแรก โดย Mi MIX 3 5G จะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 5G ผ่านแพลตฟอร์ม Qualcomm® Snapdragon™ 855 ด้วยโมเดม Snapdragon X50 ที่จะปลดปล่อยประสบการณ์ 5G ให้แก่ผู้ใช้ และทำการเปิดตัว Mi 9 หลังจากเปิดตัวไปในประเทศจีนเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า ประกาศความพร้อมในการบุกตลาดทั่วโลก โดย Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟน เรือธงที่มาพร้อมกับ AI triple camera และระบบการชาร์จไร้สายที่ดีที่สุดในตอนนี้ สามารถชาร์จไฟได้ถึง 20W และขุมพลัง Qualcomm Snapdragon 855 โดยจะเริ่มวางจำหน่าย ในประเทศแถบยุโรปตะวันตกก่อน เริ่มต้นที่ราคา 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท)

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

เสียวหมี่เปิดตัว สมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ณ เมืองบาเซโลน่า

Xiaomi กับเส้นทางสู่ 5G

เสียวหมี่ ได้มองถึงการพัฒนาอุปกรณ์ต่างๆ ให้รองรับ 5G ตั้งแต่พฤษภาคม 2016 โดยตั้งทีมที่ลงลึกในเรื่องมาตรฐาน 5G และเริ่มค้นคว้าวิจัยนับแต่นั้นมา เสียวหมี่ได้เป็นผู้เข้าร่วมหลักในการทดสอบ 5G ซึ่งจัดโดย China Mobile และประสบ- ความสำเร็จในการทดสอบเชื่อมต่อสัญญาณ n78 ในเดือนกันยายน 2018 และทดสอบคลื่น mmWave (คลื่นมิลลิเมตร) เสร็จเรียบร้อยหนึ่งเดือนหลังจากนั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเพียงไม่กี่เจ้าในโลกเท่านั้นที่สามารถทำได้

ด้วยภารกิจที่มุ่งมั่นจะสร้างสรรค์นวัตกรรม เสียวหมี่ได้ริเริ่มพัฒนาความร่วมมือด้านยุทธศาตร์ 5G กับผู้ให้บริการเครือข่าย ที่สำคัญทั่วโลก เช่น 3, Sunrise, TIM, Vodafone และอีกหลายราย ซึ่งลำดับต่อไปที่เสียวหมี่ต้องการจะทำคือสร้างอุปกรณ์ 5G ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ การจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ทางเสียวหมี่ได้พยายามอย่างหนักกับทางผู้ให้บริการเหล่านี้ ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา Mi MIX 3 5G และวันนี้ที่ได้ประกาศเปิดตัว Mi MIX 3 5G อย่างเป็นทางการ เสียวหมี่ได้ กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ที่สามารถผลิตโทรศัพท์ 5G ออกมาวางจำหน่ายจริงได้ ซึ่งในงานเปิดตัวเสียวหมี่ ได้ทำการแสดงความพร้อมของ Mi MIX 3 5G ด้วยการโชว์ให้เห็นกันแบบสด ๆ จากเครือข่าย 5G ของ Orange ประเทศสเปน

“เสียวหมี่ ได้ทุ่มเทกำลังความสามารถในการพัฒนาสมาร์ทโฟน 5G และ Mi MIX 3 5G ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความ พยายามสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสำหรับทุกคน พวกเรามีความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำงานกับเหล่า พาร์ทเนอร์ และทำให้ 5G เป็นจริงได้สำหรับผู้คนอีกมากมายบนโลกนี้” มร.หวัง เสียง, รองประธานอาวุโส เสียวหมี่ กล่าว

Mi MIX 3 5G – สมาร์ทโฟนทรงประสิทธิภาพที่พร้อมสำหรับเครือข่ายในอนาคต

จากการผสมผสาน Qualcomm® Snapdragon™ X50 โมเดมสำหรับ 5G ทำให้ Mi MIX 3 5G สามารถเชื่อมต่อกับคลื่น sub-6GHz ที่รองรับความเร็วในการดาวน์โหลดระดับ gigabit-class ซึ่งเร็วกว่าเครือข่าย 4G หลายสิบเท่า นอกจากนี้ Mi MIX 3 5G ยังเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนเครื่องแรก ๆ ที่มาพร้อมกับชิปเซตอันทรงพลังพลังอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 สามารถทำงานหนักได้อย่างยาวนานและมีเสถียรภาพ ด้วยระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System ที่ถูกออกแบบมาใหม่ทั้งหมดเพื่อ Mi MIX 3 5G โดยเฉพาะ

Snapdragon 855 และระบบระบายความร้อนขั้นสูง

ภายใน Mi MIX 3 ติดตั้งแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 855 ซึ่งใช้สถาปัตกรรมการผลิตที่ 7 นาโนเมตร มีซีพียู Qualcomm Kryo 485 ที่ประกอบไปด้วยตัวประมวลผล 8 แกน เพื่อความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ และการประหยัดพลังงาน ซึ่งการประมวลผลแกนเดี่ยว (Single Core) เร็วขึ้นจากรุ่นที่แล้วสูงถึง 45% ตัวประมวลผล กราฟฟิก Qualcomm Adreno™ 640 ก็ถูกพัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 20% และตัวประมวลผลด้าน AI อย่าง Qualcomm AI Engine เจเนอเรชั่นที่ 4 ก็ทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า

“พวกเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมทำงานกับทางเสียวหมี่มาอย่างยาวนาน ช่วยกันนำนวัตกรรม 5G ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ผ่านสมาร์ทโฟนเรือธง Mi MIX 5G” มร.คริสเตียโน่ เอม่อน ประธานบริษัท Qualcomm Incorporated กล่าว “Mi MIX 3 5G และ Mi 9 ที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Snapdragon 855 นี้ นอกจากจะมี Qualcomm AI Engine รุ่นที่ 4 ที่จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือคุณให้กลายเป็นสุดยอดผู้ช่วยส่วนตัวแล้ว ยังมีตัวประมวลผล สัญญาณภาพ Qualcomm Spectra Computer Vision ISP ที่จะช่วยให้สามารถถ่ายภาพได้ระดับเดียวกับการถ่ายหนัง ภาพยนตร์ และ Snapdragon Elite Gaming จะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนในมือให้กลายเป็นเครื่องเล่นเกมสุดแรงไปในทันที”

เพื่อรองรับเหล่าแอปพลิเคชั่น ที่ต้องการการประมวลผลระดับสูง และทำงานเป็นระยะเวลานาน เช่น เกมออนไลน์ มัลติเพลเยอร์ในปัจจุบัน เสียวหมี่ได้พัฒนาระบบระบายความร้อน Hybrid Cooling System สำหรับ Mi MIX 3 5G ขึ้นมาโดยเฉพาะ มีการนำเอาวัสดุนำความร้อนอย่าง Rogers® HeatSORB™ ซึ่งใช้วิธี Phase Change Effect ในการควบคุมอุณหภูมิ สามารถจับความร้อนที่เกิดขึ้นจากตัวประมวลผล และชะลอการเพิ่มของอุณหภูมิออกไปได้อีก และด้วย Passive Heat Pipe ซึ่งประกอบไปด้วย แกรไฟต์ 6 ชั้น ช่วยกระจายความร้อนออกไปได้เร็วกว่าแผ่นแกรไฟต์ คู่ที่ใช้กันทั่วไปได้ถึง 3 เท่าอีกด้วย

คุณภาพการถ่ายภาพระดับโลก

Mi MIX 3 5G ได้สืบทอดกล้องคู่ AI ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลจาก Mi MIX 3 ซึ่งได้รับคะแนนด้านภาพถ่ายจาก DxOMark สูงถึง 108 และด้วยฟีเจอร์ทางด้าน AI ที่ล้ำหน้าและการถ่ายวิดีโอสโลวโมชั่นที่ช้าถึง 960fps ทำให้ผู้ใช้ เริ่มเกิดความคาดหวังและเชื่อมั่นในกล้องของกล้องจาก Xiaomi ส่วนการเซลฟี่นั้น Mi MIX 3 5G มาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ ความละเอียด 24+2 ล้านพิกเซล ใช้สุดยอดเซนเซอร์ Sony IMX576 ในการจับภาพได้ความละเอียดที่เหนือกว่า ซึ่งการประมวลภาพถ่ายทั้งหมดนี้ถูกจัดการโดย Qualcomm Spectra™ 380 ISP ทำให้ประมวลผลภาพถ่าย แต่ละรูปออกมาได้อย่างรวดเร็ว ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า สามารถถ่ายรูปได้มากขึ้นกว่าเดิมต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

สไลด์ดีไซน์ เปิดประสบการณ์แสดงผลแบบเต็มหน้าจอ

Mi MIX 3 5G ใช้กลไกการเลื่อนสไลด์ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของทางเสียวหมี่ ให้ประสบการณ์สัมผัสที่ดีเยี่ยมและปรับแต่ง ได้หลากหลาย ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้การสไลด์เป็นการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของโทรศัพท์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับสาย เรียกเข้า หรือเปิดแอปกล้องขึ้นมา และด้วยสไลด์ดีไซน์นี้ทำให้ขอบข้างของเครื่อง มีความบางมากเป็นพิเศษ และมีสัดส่วน หน้าจอต่อขนาดเครื่อง (screen-to-body Ratio) ที่ใหญ่มากเกินกว่าใคร สิ่งที่จะเห็นด้านหน้าจะมีเพียงหน้าจอที่สวยงามของ Samsung AMOLED ซึ่งมีขนาด 6.39 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+ ที่สัดส่วน 19.5:9

Mi MIX 3 5G ราคาเริ่มต้นที่ 599 ยูโร (ประมาณ 21,600 บาท) มี 2 สีให้เลือกได้แก่ Onyx Black และ Sapphire Blue

Mi 9 – สมาร์ทโฟนเรือธงที่มาพร้อมกล้อง AI triple camera

Mi 9 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงตัวแรกจากเสียวหมี่ที่มาพร้อมกับกล้องหลัง AI triple camera ซึ่งมีกล้องหลักที่ใช้เซนเซอร์ ถ่ายภาพความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิเซล ของ Sony IMX586 ด้วยขนาดเซนเซอร์ที่ใหญ่ ½” ผู้ใช้สามารถเลือกถ่ายภาพ ที่ความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล หรือปรับเปลี่ยนให้ถ่ายภาพได้สวยใสและสว่างขึ้นในสภาพแสงน้อยได้ โดย Mi 9 จะรวม พิกเซลจาก 4 เป็น 1 เพื่อเพิ่มขนาดพิกเซลต่อจุดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 1.6 μm ซึ่งจะรับแสงได้ไวกว่าเดิม โดยตัว AI triple camera นี้จะประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และกล้องเทเลซูม 12 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ผ่านการทดสอบจาก DxOMark เว็บไซต์ชื่อดังด้านการทดสอบ อุปกรณ์ถ่ายภาพ ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่กล้องดีที่สุดที่มีคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งทำคะแนนไปได้ถึง 107 คะแนน นอกจากนี้ยังทำ คะแนนด้านการถ่ายวิดีโอมากถึง 99 คะแนน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจากการจัดอันดับของ DxOMark อีกด้วย

การออกแบบดีไซน์ใน Mi 9

Mi 9 มีดีไซน์ฝาหลังแบบโค้งมนรอบด้าน ทำให้สามารถจับถือได้ถนัดและสบาย ใช้กระบวนการขั้นสูงในการลงสีให้ฝาหลัง จนได้สีรุ้งแบบ Holographic ระยิบระยับสะกดตา แตกต่างในทุกครั้งที่หยิบจับขึ้นมามอง

ดีไซน์แบบโค้งมนรอบด้านนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมากจากสถาปนิกชื่อดัง Antoni Gaudi และได้รับการรับรองจากสถาบัน The Gaudi Academia of Knowledge

“ด้วยแรงบันดาลใจจากงานของ Antoni Gaudi ทำให้ Mi 9 รวมเอาการตกกระทบของแสง การโค้งมนที่เรียบเนียน และดึงเอาส่วนประกอบจากส่วนต่าง ๆ ของธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่แสดงออกให้เห็นถึง ความสวยงามขั้นสุด” Carlos Canals Roura, ประธานของ The Gaudi Academia of Knowledge ได้กล่าวชื่นชม Mi 9

ด้านหน้าของ Mi 9 ได้เลือกใช้การแสดงผลของ Samsung AMOLED Dot Drop ที่มีขนาดหน้าจอ 6.39 นิ้ว สัดส่วน 19.5:9 และภายใต้หน้าจอนี้จะมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถปลดล็อคได้รวดเร็วขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 25%

Mi 9 จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศยุโรป ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 449 ยูโร (ประมาณ 16,200 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+64GB และราคา 499 ยูโร (ประมาณ 18,000 บาท) สำหรับรุ่น 6GB+128GB มี 3 สีให้เลือก ได้แต่ สีดำ Piano Black, น้ำเงิน Ocean Blue, และม่วง Lavender Violet

Mi LED หลอดไฟอัจฉริยะ

เสียวหมี่ ยังมีการเปิดตัวหลอดไฟอัจฉริยะ Mi LED เพิ่มเติมระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนสี ได้มากถึง 16 ล้านสี เพิ่มลดอุณหภูมิและความสว่างของแสง ได้โดยการควบคุมผ่านแอป Mi Home ซึ่งทำงานร่วมกับ Google Assistant และ Amazon Alexa ได้ และเตรียมรองรับ Apple Home Kit ภายในไตรมาสที่สองของปี 2019 อีกด้วย

หลอดไฟ Mi LED ได้เปิดวางจำหน่ายแล้วในยุโรปที่ราคา 19.9 ยูโร (ประมาณ 720 บาท)

Mi Explorers

ด้วยความที่เสียวหมี่เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นหลักมากที่สุดในโลกบริษัทหนึ่ง เสียวหมี่ได้พัฒนาวัฒนธรรม ของคอมมิวนิตี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และมี Mi Fans อยู่ทั่วทุกมุมโลก โดยโครงการ Mi Explorers นี้เป็นหนึ่งใน โครงการที่สำคัญที่สุดสำหรับโปรเจกต์ Mi Fan initiative โดยจะทำการคัดเลือก Mi Fans ให้ได้รับสิทธิพิเศษเข้าถึง อุปกรณ์ใหม่ล่าสุด และสามารถให้คำติชมโดยตรงเกี่ยวผลิตภัณฑ์ต่อทีมพัฒนา เพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพต่อไป โดยในงานนี้ทางเสียวหมี่ได้คัดเลือก Mi Fans ทั้งหมด 20 ราย จากสเปน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี โปแลนด์ และยูเครน ให้ได้เข้าร่วมจับ Mi 9 ก่อนใคร และนำพาพวกเค้าเหล่านี้ไปร่วมงานเปิดตัว Global Launch ในเมือง Barcelona ประเทศสเปน รวมถึงงาน Mobile World Congress 2019 ในครั้งนี้ด้วย