Category: บทความน่าสนใจ

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

เด็กใหม่หลายคนอาจจะหางานที่ตัวเองรักและอยากทำได้แล้ว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร งานไหนจะเป็นงานแรกในชีวิตที่ชอบและเหมาะสำหรับตัวเอง หรือจะไปสาย ฟรีแลนซ์ ดีนะ ถึงแบบนั้นการรู้ วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ ก็มีให้เห็นอยู่ค่อนข้างเยอะแต่วันนี้เราจะมาจับกลุ่มและบอกเล่าให้มันน้อยลงเพื่อจะได้จับจุดได้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างกับ 8 เคล็ดลับให้ไว้อ่านเป็นคู่มือในการเลือกงานแรกที่ใช่ เพื่อจะได้เริ่มชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้อย่างสดใส และตั้งต้นในอาชีพได้เร็วมาฝาก

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

1. รู้จักตัวเอง

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในการหางานคือการรู้ว่าตัวเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จุดอ่อน จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน เราควรปรับปรุงอะไรในชีวิตและการทำงาน คนหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ชอบอะไรในชีวิต เขาเหล่านั้นจึงเสียเวลาไปกับการทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด และไม่ชอบไปวัน ๆ ทำงานเพื่อเงิน และไม่ได้รับความสุขจากการทำงาน การค้นหาตัวเองอาจเริ่มจากลองลิสท์สิ่งที่เราชอบทำ เวลาทำแล้วมีความสุข สนุก แล้วลองเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงาน หรือหางานจากสิ่งที่เราชอบทำนั้น น้อง ๆ อาจลองทำหลายๆ สิ่ง หลายๆ กิจกรรมเพื่อดูว่าตัวเรามีความชอบ ความถนัด และความสามารถในการทำสิ่งนั้น ๆ หรือไม่ การค้นหาตัวเองอาจใช้เวลา แต่เชื่อเถอะว่า มันคุ้มค่าที่จะทำ เพราะเมื่อเราทำในสิ่งที่รักทุกๆ วัน เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงาน และชีวิตการทำงานของน้อง ๆ จะเป็นชีวิตที่มีความสุขทุกวัน

2. หาแรงบันดาลใจในการทำงาน

ในการเลือกงานแรก สิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือ งานนั้นควรสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ตื่นไปทำทุกวัน เป็นงานที่เมื่อคิดถึงทีไรก็ทำให้อะดรีนาลีนของเราเดือดพล่าน อยากเข้าไปลุยกับมัน อยากเข้าไปแสดงฝีมือของเราให้เป็นที่ประจักษ์ หรืออาจเป็นงานที่สร้างคุณค่าสร้างประโยชน์ให้ตัวเราและสังคม เป็นงานที่ทำแล้วเรารู้สึกดีก็ได้ เมื่อเราหาแรงบันดาลใจในงานที่เราเลือกจะทำได้แล้ว งานนั้นก็จะเป็นงานที่ใช่สำหรับเราในก้าวแรก

3. เลือกงานที่เราถนัด

เมื่อเรารู้ตัวของเราว่าเราถนัดที่จะทำอะไรแล้ว การเลือกทำงานที่เราถนัด จะทำให้ผลงานของเราออกมาดี เราจะมีแพสชั่นและความกระตือรือร้นในการฝึกฝนทักษะในการทำงานยิ่ง ๆ ขึ้น อยากที่จะใฝ่รู้ในงานตลอดเวลา เวลาทำงานเราจะรู้สึกว่าไม่ต้องฝืน และไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหรือไม่ต้องใช้เวลาในการทำงานอย่างมากเพื่อทำให้ผลงานสำเร็จแต่ละชิ้น การทำงานจะเป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว

4. ทดลองฝึกงานหรือทำงานพิเศษที่หลากหลายก่อนสมัครงาน

ก่อนจะได้งานแรกที่ใช่ น้อง ๆ สามารถ ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามหน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนให้หลากหลายถ้าสามารถทำได้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ก็จะเป็นการช่วยให้เราได้ประสบการณ์ ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น คอนเนคชั่น และได้ไอเดียที่กว้างขวาง หลากหลายและสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากทำมากยิ่งขึ้น การได้ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามที่ต่าง ๆ จะทำให้เรารู้จักตัวเองได้ชัดและเร็วขึ้นจากประสบการณ์ตรง ว่าเราต้องการทำงานอะไร งานอะไรที่ใช่สำหรับเรา

5. ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลาย

การค้นหาข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลายในองค์กรต่าง ๆ ในสาขาคณะที่ตัวเองเรียนหรือนอกสาขาคณะที่เรียน จากทั้งประสบการณ์ตรง ถามรุ่นพี่ หรือถามผู้อื่น การค้นหาทางอินเตอร์เน็ตหรือสื่อต่างๆ จะทำให้เราได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกงานแรกที่ใช่ที่เหมาะกับความชอบและความสามารถของเรามากขึ้น รู้ความแตกต่างของอาชีพต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ ได้ดี และเลือกงานแรกที่ตรงกับความต้องการของเราได้ง่ายขึ้นด้วย

6. วางเป้าหมายในการทำงาน

ลองใช้เวลาบ่ายวันหยุด นั่งวางแผนเป้าหมายในการทำงานของน้อง ๆ ว่า ในอีก 5 ปีหรือ 10 ปี เราอยากเห็นตัวเราเป็นอย่างไร ทำอะไร มีความสุขกับอะไร อาจนั่งนึกภาพตัวเราในอนาคตกับงานที่เราอยากทำ หรืออาจลองเขียน วาดรูป หรือทำแผนภาพชีวิตตัวเองดูก็ได้ เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเติบโตในหน้าที่การงานอะไรแล้ว การเดินตามแผนที่วางไว้ จะทำให้เราเลือกงานแรกได้ง่ายขึ้นและตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ชัดเจน

7. พิจารณาวัฒนธรรมองค์กร

องค์กรหรือสถานที่ที่เราจะทำงานมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกงานของเรา ในการเลือกงานแรกที่เรายังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานใด ๆ มาก่อนเลย การพิจารณาถึงที่ตั้งของหน่วยงาน ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมองค์กรที่เราคิดอยากจะไปทำว่ามีความเหมาะสมกับบุคลิกและสภาพแวดล้อมของเราหรือไม่เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพราะการเลือกสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกจริตกับเรา จะมีผลต่อชีวิตการทำงานของเราในระยะยาว จงศึกษาหาข้อมูลของหน่วยงานที่เราจะไปทำให้มากที่สุดทั้งการถามจากผู้รู้หรือตามสื่อต่าง ๆ จะทำให้เราตัดสินใจเลือกงานแรกได้ดีขึ้น

8. ทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ

หากเรายังไม่แน่ใจว่าตัวเราเหมาะกับงานชนิดไหนแล้ว การทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและเห็นภาพความถนัดและความสามารถทางวิชาชีพของเราได้ชัดเจนขึ้น และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เราจะใช้ในการตัดสินใจเลือกงานแรกที่เหมาะกับเราได้ โดยแบบทดสอบประเมินความสามารถทางวิชาชีพนั้น เราอาจหาได้ตามหนังสือ คู่มือต่าง ๆ และอินเตอร์เน็ต

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

มีคำคมในยุคสมัยหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ทำให้ชวนคิดกันมาโดยตลอดว่า ความสุขจากการทำงานนั้น หมายถึง “เงิน” อย่างเดียวเลยหรือ? แล้วถ้าเรา เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน รวมถึงองค์ประกอบของความสุขในชีวิตเราในด้านอื่น ๆ ควรจะถูกคำนึงถึงด้วยหรือไม่ และควรถูกคำนึงถึงมากน้อยเพียงไร?

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

ถ้าจะพูดกันแบบตรง ๆ ไม่ใช่พวกโลกสวย คงต้องยอมรับว่าค่าตอบแทน หรือเงินค่าจ้าง นั้นสำคัญมากในการทำงาน ก็แน่ล่ะสิ เราทำงานเพื่อให้ได้เงินไม่ใช่ไปทำการกุศล ถึงจะได้เท่าไหร่ก็รับมาแบบไม่คิดอะไร แต่ความสุขที่ได้จากการทำงานในทุกวันก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะเราคงไม่สามารถจะมีความสุขได้แค่วันเงินเดือนออกเพียงวันเดียว! แล้วเราจะพิจารณาจากอะไรเป็นสำคัญถ้าเจองานที่ใช่ แต่เงินไม่ไหวจะเคลียร์ หรือ งานที่ค่าตอบแทนสูงลิบลิ่ว แต่ต้องทนนั่งหน้านิ่วเพราะความเครียด ลองมาดูกันดีกว่า ถ้าเราเจอกับภาวะแบบนี้ จะตัดสินใจจากอะไรดี

1. ความจำเป็นของ “เงิน” ต่อการดำรงชีพของคุณ

ความชอบเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจเรา เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข และมีแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ แต่เงินก็ไม่ใช่ไม่จำเป็น ถ้าคุณไม่ได้เดือดร้อนอะไรในชีวิต บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ หนี้สินไม่มีให้ผ่อน แล้วจะคิดอะไรมาก งานที่ใช่ ทำให้คุณรู้คุณค่าของชีวิต ทำให้เรามีแรงตื่นขึ้นไปทำงาน ทำให้เราไม่กลัววันจันทร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย เลือกงานที่ใช่ไปเลยอย่าคิดมาก แต่ถ้าคุณมีภาระเยอะ ต้องรับผิดชอบชีวิตคนที่อยู่ข้างหลังหลายคน อาจต้องลองค่อย ๆ คิดทบทวน ว่างานที่ใช่จะสามารถ cover ในส่วนที่คุณต้องจ่ายได้หรือไม่ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เงินก็ต้องมาก่อน ก็ต้องรับสภาพไป ความจนมันน่ากลัว

2. ระดับความชอบของคุณที่มีต่องานที่ได้รับข้อเสนอ

คำว่าใช่ ก็หมายถึงความชอบในปริมาณที่มากพอที่มีต่อสิ่งนั้น และก็ต้องชอบในเกือบทุกสิ่งอย่างด้วย แบบประมาณว่า โอ้ ช่างคลิกเหลือเกิน คิดง่าย ๆ งานก็เหมือนแฟน เวลาที่เราเจอคนที่ใช่ เราจะรู้สึกได้ทันที งานก็เช่นกัน ถ้าเรารู้สึกได้ถึงเคมีกับงานไหนเป็นพิเศษ ก็อย่ารอช้า ถึงค่าตอบแทนอาจน้อยกว่าที่ต้องการไปเสียหน่อย แต่ถ้าเราได้ทำงานที่ใช่ เรามักจะทำได้ดี แล้วพอเราทำได้ดี ความก้าวหน้าจะมาหาเราทันที ดีกว่าไปเลือกงานที่เงินเยอะแต่เราไม่มี passion ด้วย ทำไปวัน ๆ เช้าชามเย็นชาม สุดท้ายก็คงไม่ก้าวหน้าไปไหน ช่วงแรกได้เยอะ แต่ไม่ขยับขึ้นอีกเลยก็ไม่ไหวนะยู เราต้องคิดถึงอนาคตด้วย

3. ความก้าวหน้าในอนาคต

ความก้าวหน้าในการทำงาน เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้น ๆ ของการเลือกงานไม่แพ้ความชอบ และค่าตอบแทน ถ้างานที่เราชอบ เงินไม่น้อยจนน่าเกลียด อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และประเมินดูว่ามีอนาคต แนะนำว่าให้เลือกงานที่ใช่ก่อนค่าตอบแทนที่มากกว่าในช่วงแรก เพราะถ้าคุณได้ทำงานที่ใช่ ความเจ๋งในตัวคุณจะส่องประกายออกมาเอง ในเวลาไม่นาน คุณจะได้รับโอกาส และค่าตอบแทนที่มากขึ้นแน่นอน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างจะดีเอง

4. ต่อรองเพิ่มเติม

ถ้ารู้สึกว่าเจองานที่ใช่จริง ๆ แต่ติดที่เรทค่าตอบแทน ลองเจรจาต่อรองอีกสักตั้งกับทางต้นสังกัดก็ไม่เสียหาย แต่ก็อย่าต่อรองในเรทที่เกินจริงมากไป จนองค์กรรู้สึกว่าคุณกำลังโก่งค่าตัว วิธีที่ดูโอเคอีกวิธีก็ยกตัวอย่างเช่น คุณจะขอพิสูจน์ฝีมือและความสามารถในตำแหน่งนี้ในระยะทดลองงาน ถ้าหากว่าผลงานเข้าตากรรมการแล้วจะขอขยับขึ้นอีกก็ว่ากันไปให้เหมาะสมกับผลงาน

5. ขอรับเป็น freelance

ถ้าชอบมาก แต่เงินไม่สู้จริง ๆ แล้วทางนายจ้างก็ชอบคุณ ลองหาทางออกอื่น ๆ ร่วมกันอีก เผื่อจะมีความเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น การจ้างงานแบบฟรีแลนซ์เป็นจ็อบ ๆ ไป แล้วคุณก็เอาเวลาที่เหลือไปหางานเพิ่มอีก เพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่คุณคิดว่าจะสามารถดำรงชีพได้แบบไม่ลำบาก และยังได้มีโอกาสทำงานที่ใช่ไปในคราวเดียวกันอีกด้วย แต่วิธีการนี้ไม่ได้ใช้ได้กับทุกบริษัท อาจจะต้องลองลุ้น ลองคุยกันเป็นกรณี ๆ ไป เพราะส่วนใหญ่องค์กรจะอยากได้คนที่สามารถให้เวลางานกับองค์กรได้อย่างเต็มอัตรามากกว่าที่จะจ้างเป็นลักษณะฟรีแลนซ์ เว้นแต่ว่างานนั้น ๆ สามารถทำได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลองคุยดูก่อนก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว อย่าไปกลัว

6. ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สุดท้าย ถ้าเลือกไม่ได้จริง ๆ ระหว่างแค่ 2 หัวข้อ อันได้แก่ ความชอบ และเงิน ก็ขอให้พิจารณาถึงปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิเช่น วัฒนธรรมองค์กร ทีมงาน และหรือระยะทางระหว่างที่พักถึงอาคารที่ทำงาน ฯลฯ บ่อยครั้ง ปัจจัยอื่น ๆ ก็ส่งผลกระทบต่อความชอบของเราที่มีต่อตัวงานนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น งานนี้ชอบมาก แม้ค่าตอบแทนน้อยก็พอไหว แต่พิจารณาอีกนิด โอ๊ยตายแล้ว บ้านเราอยู่ฝั่งธน แต่ต้องไปทำงานที่รามอินทรา จะไหวมั้ย ถามใจตัวเองดู เป็นต้น