อาการ Burnout Syndrome ภาวะสุดฮิตของคนวัยทำงาน

เคยเป็นกันบ้างมั้ย ที่อยู่ ๆ ก็รู้สึก เครียด หดหู่ ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ไม่มีสมาธิ รู้สึกล้มเหลว เบื่อ ร่างการอ่อนแรง ไปจนถึงหงุดหงิด โกรธง่าย อะไร ๆ ก็ไม่ถูกใจซักอย่าง จนเกิดสงสัยว่า “นี่เรากำลังเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่า?” เพราะอาการที่ว่ามานี้ เป็นอาการใกล้เคียงกับโรคซึมเศร้ามาก แต่อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะคุณอาจกำลังตกอยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) ภาวะสุดฮิตที่คนวัยทำงานหลาย ๆ คนก็เป็นกัน ลองมาดู 5 วิธีแก้อาการ Burnout Syndrome กัน

Burnout Syndrome หรือ “ภาวะหมดไฟในการทำงาน” คือ ภาวะที่คนทำงานรู้สึกเหนื่อยล้า ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ จากการทำงาน จนส่งผลให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เหนื่อย หมดแรง ขาดแรงบันดาลใจในการทำงาน และมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการทำงานในสภาวะที่มีความเครียดและกดดันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน งานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน การไม่ได้รับความยอมรับในความสามารถหรือผลงานที่ทำไป ได้ทำงานที่ไม่ได้มีความสนใจ หรือไม่ได้มี Passion ที่จะทำ การได้ค่าตอบแทนที่น้อยเกินไป ไปจนถึงปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงาน ปัญหาความไม่ยุติธรรมในบริษัท หรืออาจจะเป็นคนประเภท Perfectionism ที่มีมาตรฐานในการทำงานสูงเกินไป คาดหวังสูง ไม่ยืดหยุ่น กดดันตัวเอง จนทำให้เกิดความเครียดสะสม กลายมาเป็น ภาวะ Burnout Syndrome ซึ่งถ้าเป็นหนักเข้าอาจจะพัฒนากลายเป็นภาวะซึมเศร้าได้

วิธีสังเกตว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะ Burnout อยู่รึเปล่า สามารถทำได้ด้วยการประเมินอาการผิดปกติ ดังนี้

อาการทางกาย

รู้สึกเหนื่อย หมดแรง ร่างการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ไปจนถึงอาการป่วยง่าย เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อบ่อย ไม่อยากอาหารหรือทานอาหารมากเกินไป ปวดท้อง คลื่นไส้ มีความสามารถในการจำและการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อาการทางใจ

รู้สึกล้มเหลว หดหู่ เบื่อ ขาดแรงจูงใจ ไม่มีความสุขในการทำงาน มองโลกในแง่ร้าย โกรธและหงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ พร้อมจะขัดแย้งกับคนรอบข้างได้ง่าย สงสัยในตัวเองและคนอื่นตลอดเวลา รู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ไม่มีใครเข้าใจ ไม่พอใจในตัวเอง และรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จ

อาการทางด้านพฤติกรรม

พูดคุยกับคนรอบตัวน้อยลง ชอบแยกตัวไม่สุงสิงกับใคร ไม่อยากตื่นมาทำงาน มาทำงานสายแต่กลับบ้านเร็ว เริ่มขี้เกียจมากขึ้น ไม่กระตือรือร้น ผัดวันประกันพรุ่ง ทำงานไปตามหน้าที่ ไม่มีความคิดอยากพัฒนาที่ทำอยู่ ไปจนถึงเริ่มใช้สิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่ ในบางคน

ถ้าหากว่าคุณเริ่มมีอาหารเหล่านี้แล้ว แสดงว่าคุณเข้าข่ายจะอยู่ในภาวะ Burnout เข้าแล้ว ควรรีบจัดการปรับสมดุลในการใช้ชีวิตส่วนตัวกับการทำงานอย่างเร่งด่วน ลองมาดู 5 วิธีแก้อาการ Burnout กัน

1. พักผ่อน กลับมาดูแลร่างกายให้ดี

เริ่มจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ พยายามเลี่ยงสิ่งเสพติด ไม่ว่าจะเป็น เหล้า บุหรี่ หรือว่ากาแฟ อาจจะลองลาพักผ่อนเป็นช่วยสั้น ๆ เพื่อให้ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของคุณได้รีเฟรชและคืนความสมดุลกลับมา ไม่แน่ คุณอาจจะได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ กลับมาก็ได้

2. จัดระเบียบชีวิตให้มีคุณภาพ

ลองจัดลำดับความสำคัญของงานและเวลาในการใช้ชีวิตและทำงานของคุณใหม่ เลือกโฟกัสงานตามความสำคัญ จัดตารางเวลาในชีวิตประจำวันให้ชัดเจน เช่น ตื่นเวลาเดิมทุกวัน กำหนดเวลาในการทำงานให้ชัดเจน ไม่ทำงานตอนที่เลยเวลางานแล้ว

3. ลดการใช้มือถือ แท็ปเลต และหาทางผ่อนคลายด้วยวิธีอื่น

ลดการเล่นมือถือและใช้โซเชียลมีเดีย อย่าง เฟซบุ๊ค หรือ อินสตาแกรม ออนไลน์ให้น้อยลง และลองหาวิธีผ่อนคลายทางอื่น เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย ปลูกต้นไม้ หรือเที่ยวในสถานที่ใหม่ ๆ อะไรก็ได้ทำคุณชอบ และพอได้ทำแล้วก็รู้สึกมีความสุข หรือจะลองนั่งสมาธิ ก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีและยังช่วยฝึกจิตใจให้สงบสุขอีกด้วย

4. ปรับทัศนคติในการทำงาน เรียนรู้ความสามารถของตัวเอง

สังเกตและกลับมาทบทวนว่าคุณมีความสามารถในการทำงานอย่างไร ทำอะไรได้ดี อะไรที่ต้องพัฒนา งานแบบไหนที่เราชอบหรือไม่ชอบ ลองกลับมาทำความเข้าใจตัวเองอีกครั้ง และพยายามมองทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น รวมถึงความเครียด ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของภาวะหมดไฟ ลองมองความเครียดในแง่ใหม่ มองว่าเป็นธรรมชาติของการทำงาน เป็นสิ่งที่สามารถมีได้ เพราะการมีความเครียดในระดับที่พอดี จะทำให้คุณมีความใส่ใจในการทำงาน ทำให้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจ

5. ปรึกษาคนอื่น

ถ้าคุณยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของภาวะ Burnout อาจจะลองคุยกับเพื่อนหรือคนรอบข้างดูก่อนก็ได้ ลองเลือกคนที่มองโลกในแง่ดี มีทัศนะคติที่ดีในการใช้ชีวิต มองเห็นคุณค่าในตัวผู้อื่น และคุณพร้อมจะเปิดใจคุยกับเค้า หรือถ้ายังรู้สึกไม่อยากคุยกับคนรอบตัวอยู่ อาจจะลองไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อย่างจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาดูก็ได้ เพราะบุคคลเหล่านี้มักจะเจอคนที่มีปัญหาคล้าย ๆ คุณเข้ามาปรึกษาอยู่เสมอ ที่สำคัญเค้าสามารถให้คำแนะนำ จนคุณกลับมาเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจ มีไฟในการทำงานอย่างเต็มเปี่ยมอีกครั้ง