Tag: FreelanceBay

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

“ทำไมถึงคิดจะลาออกจากที่เดิม” เป็นสุดยอดคำถามนิรันดร์กาล ที่ต้องเจอทุกครั้งตอนลาออกจากที่เก่า หรือตอนไปสัมภาษณ์งานที่ใหม่ ซึ่งก็มีหลายต่อหลายเหตุผลในการลาออกที่จะสามารถเลือกไปตอบได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำตอบเท่านั้น เราต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน แต่ยังรวมถึงการใช้ไหวพริบและการแสดงออกในการตอบคำถามนี้ด้วย รวมถึงฟรีแลนซ์เองก็เช่นกัน ว่าจะทำยังไงให้ยังคงความสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทเก่า รวมทั้งทำยังไงให้บริษัทใหม่สนใจในตัวคุณ จนต้องการให้คุณเข้าไปร่วมงานด้วย มีแนวทางการตอบอย่างมีชั้นเชิงมาฝาก

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

ทำยังไงเมื่อต้องหา เหตุผลดีๆ เมื่อออกจากงาน ให้บริษัทแบบเป็นมิตรที่สุด

1. มองไม่เห็นความไม่ก้าวหน้าในอาชีพ

เมื่อคุณรู้สึกว่างานปัจจุบันที่ทำมันชนกำแพง มองไม่เห็นความก้าวหน้าในอาชีพ แทนที่คุณจะตอบตามความรู้สึกออกไป ให้คุณตอบแบบนี้ดีกว่า…

‘โชคดีที่ฉันได้ทำโปรเจกต์ที่ท้าทายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากับบริษัท ABC มันช่วยให้ฉันได้ฝึกทักษะและเพิ่มความชำนาญในการทำงาน เรื่องการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่เป็นเทคอย่างมากเลยทีเดียว ทำงานที่นี่ ฉันมีความสุขและสนุกกับงานมาก แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะถึงเวลาที่จะลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ จากอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อความเติบโตในอาชีพต่อไป’

2. เข้ากับหัวหน้าไม่ได้

หากคุณอยากลาออกจากงาน เพราะไม่ชอบหัวหน้า เข้ากับหัวหน้าไม่ได้ ทำงานด้วยแล้วต้องมีการปะทะกันตลอด มีมุมมองหรือความคิดเห็นไม่ตรงกัน หัวหน้าไม่ค่อยรับฟังความคิดเห็นใคร หรืออาจมีเหตุผลอื่น ๆ อีก แต่คุณไม่ควรเอาเหตุผลพวกนี้ไปตอบ เพราะจะทำให้คุณดูไม่ดี ดูไม่มืออาชีพ คุณควรตอบคำถามให้เป็นไปในทางบวก จะทำให้คุณดูเป็นคนมีความฉลาดทางอารมณ์ และจะดูมีความน่าสนใจมากกว่าพูดแต่เรื่องร้าย ๆ แย่ ๆ ของหัวหน้า แนวทางการตอบ…

‘ฉันเชื่อว่าสไตล์การทำงานที่เข้ากัน หรือเคมีที่ตรงกันของหัวหน้ากับลูกน้องในทีมเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะจะทำให้งานออกมาดี แถมบรรยากาศในการทำงานก็ดีด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เคมีของทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มไม่ตรงกันแล้ว ฉันคิดว่าปัญหาจะเริ่มเกิด การทำงานจะเริ่มติดขัดและยากขึ้น ฉันเลยอยู่ในสถานการณ์บังคับให้ต้องตัดสินใจ ในการหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ใช่ และเข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง’

3. ต้องการเปลี่ยนสายงาน

เหตุผลในการออกจากงานที่ฟังดูแล้วยากที่จะดึงให้คุณทำงานต่อกับที่ทำงานเก่า คือ คุณต้องการเปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปทำงานที่คุณชอบ งานที่คุณอยากทำ แต่ไม่ได้เลือกเดินสายนั้นมาตั้งแต่ต้น สมมติว่าคุณเรียนจบไอทีมา งานที่เริ่มทำก็เป็นงานด้านไอที แต่ชอบเขียนนั่นเขียนนี่เป็นชีวิตจิตใจ เลยอยากเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียน คุณอาจจะให้เหตุผลประมาณว่า…

‘ฉันอยากลองเปลี่ยนสายงานมาทำงานเขียนดู เพราะฉันชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ตอนนี้ก็มีเขียนเรื่องต่าง ๆ ลงบล็อกของตัวเองอยู่ มันอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ฉันลองค้นหาตัวเองและคิดทบทวนอยู่นานว่าจะเปลี่ยนสายงานดีมั้ย คำตอบคือ ฉันควรลอง เพราะถ้าไม่ลอง ก็ไม่รู้ ว่าฉันก็ทำงานตรงนี้ได้เหมือนกัน’

4. ได้เงินเดือนมากขึ้น

เงินอาจไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราต้องใช้เพื่อดำรงชีวิต การเปลี่ยนงานเพราะที่ใหม่ให้เงินเดือนสูงกว่า ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะเอาเหตุผลนี้มาบอกแบบทื่อ ๆ ตรง ๆ มันก็ดูเหมือนว่า คุณให้ความสำคัญกับเงินมากกว่างานเกินไป คุณลองตอบแบบนี้ น่าจะดูดีกว่า…

‘หลายปีที่ได้ทำงานกับบริษัท ABC ฉันรู้สึกดีที่บริษัทให้โอกาสฉันได้เรียนรู้การทำงานต่าง ๆ ได้พัฒนาทักษะและศักยภาพในการทำงานมากมาย ฉันได้ประสบการณ์การทำงานจากที่นี่เยอะเลย บรรยากาศในการทำงานที่นี่ก็เป็นกันเอง ทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะ ที่ฉันจะได้ลองไปหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่มากขึ้น’

5. มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น

คนที่ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องงาน แต่มีชีวิตด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น คนที่อยากให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น หรือคนที่อยากให้เวลากับตัวเองมาขึ้น หรือคนที่ชอบทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายไม่เคร่งเครียด ก็จะมองหางานที่มีเงื่อนไขการทำงานที่ยืดหยุ่น และนี่คือแนวทางการตอบคำถามของเหตุผลนี้…

‘ฉันเชื่อว่าการทำงานหนัก จะทำให้งานสำเร็จและออกมาดี แต่ฉันคิดว่างานจะดีได้มากขึ้นอีก ถ้าฉันทำงานในสภาพแวดล้อมที่สามารถยืดหยุ่นได้ อย่างเช่นบางวันอาจจะทำงานที่บ้านได้ ทำงานไปด้วย ดูแลลูกเล็กไปด้วย ไม่ต้องมัวพะวงเรื่องลูกเกินไปจนกระทบกับเรื่องงาน หรืออาจจะไปหา co-working space เก๋ ๆ นั่งทำงาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ปิ๊งไอเดียใหม่ ๆ ได้ดีกว่าเดิม หรือจะเป็นการที่มีเวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น ก็เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นแรงบันดาลใจ และกระตุ้นไอเดียในการทำงานได้มากกว่านั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศตลอดทั้งวัน และทุกวัน น่าเสียดายที่บริษัทปัจจุบันที่ทำอยู่ไม่ได้มีนโยบายนี้ ทำให้ฉันมองหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ตอบโจทย์กับตัวฉันเอง’

ไม่ว่าเหตุผลในการออกจากงานของคุณจะเป็นอะไรก็ตาม สิ่งที่คุณตอบจะต้องเป็นไปในทางบวก ต้องไม่พูดกระทบที่ทำงานเก่า และพยายามทำคะแนนกับที่ทำงานใหม่ ถ้าหัวหน้าคุณถาม ให้คุณตอบแบบถนอมน้ำใจเข้าไว้ ให้จากกันด้วยดี เพราะอนาคตคุณอาจเจอกับหัวหน้าคนเก่าในที่ทำงานใหม่ต่อ ๆ ไปก็ได้ หรือถ้า HR ที่ใหม่ถาม ก็ให้คุณใช้ไหวพริบในการตอบ ให้เหตุผลในทางบวก ใส่ชั้นเชิงในการตอบลงไป ทำให้เค้าประทับใจและเทคะแนนให้คุณให้ได้

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

นั่งทำงานมาจนจะครบปี งานบนหน้าตักยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำงานก็พลาดบ่อย นายก็น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานก็ไม่น่าคบ ครั้นจะลาออก เปลี่ยนงานใหม่ก็เสียดายเงินเดือน ทำอย่างไรดีหละ? แม้แต่ทำ ฟรีแลนซ์ เองก็ยังน่าเบื่อเลยที่ต้องเจอปัญหาแบบนี้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียดวันจันทร์ และนั่งทำงานแบบเคาท์ดาวน์รอวันศุกร์ อยากบอกคุณว่า โชคดีแค่ไหนที่คุณมีงานทำ และนี่คือวิธีจุดไฟทำงานในตัวคุณเองได้ง่าย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขให้กับการทำงานของคุณ

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

หาเวลาพักผ่อน

การนั่งทำงานบนความเบื่อหน่ายนาน ๆ ยิ่งทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรีบเคลียร์งานให้เสร็จ ใช้สิทธิวันลาทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่คุณไม่เคยไป พร้อมพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มโปรด และเพลงบนเพลย์ลิสต์ที่ช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย

หากบริษัทของคุณมี flexible benefit (สวัสดิการแบบยืดหยุ่น) ให้ แล้วคุณไม่เคยใช้มันเลย เวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะนำไปใช้ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำสปา ฟิตเนส นวดหน้าทำหน้า ซื้อหนังสือ เสื้อผ้า หรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่คุณอยากได้ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ตามแต่ละบริษัทของคุณ ที่จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและพักผ่อนได้ จะยิ่งเพิ่มความสุขให้คุณขึ้นได้

นึกถึงวันทำงานวันแรก

หลังกลับจากการลาพักร้อนแล้ว หากยังรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ ให้คุณนึกย้อนไปถึงวันแรกที่บริษัทตอบรับคุณเข้าทำงาน ข้อดีต่าง ๆ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมทำงานในบริษัท นึกถึงความตื่นเต้นตอนเจ้านายมอบหมายงานชิ้นแรกให้คุณ ความกระตือรือร้นที่คุณพยายามทำช่วงทดลองงานจนผ่านโปร อาจจะช่วยจุดไฟในตัวคุณได้

มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่บวกจะช่วยทำให้คุณผ่านพ้นความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ลองคิดดูว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีงานทำ ในขณะที่ใครหลายคนกำลังตกงาน ในขณะที่เจ้าของกิจการหลายรายกำลังประสบปัญหาขาดทุน แต่คุณเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน มีเงินส่งเลี้ยงดูพ่อแม่ มีเงินส่งลูกเรียนในโรงเรียนดี ๆ มีเงินซื้อของที่อยากได้ มีเงินท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป

ปิดหูปิดตา

เมื่อต้องเจอกับเจ้านายที่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าคบ ให้คุณมาทำงาน -เลิกงานตามเวลาที่บริษัทกำหนด เดินเข้าออฟฟิศแบบปิดหููปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท ก้มหน้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้ผลงานออกมาตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หรือหากมีโอกาสทำงานใหญ่ คุณอาจรับอาสาทำแบบเงียบ ๆ ตั้งใจทำให้เสร็จ เพื่อผลงานเข้าตาผู้บริหารใหญ่ คุณอาจได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งงาน

ให้รางวัลตัวเอง

เคยคิดบ้างไหมว่าทุกวันนี้ คุณก้มหน้าก้มตาทนทำงานด้วยความเครียดไปเพื่ออะไร? หากคุณยังตอบไม่ได้ คุณลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น “หากชั้นทำงานโปรเจคนี้สำเร็จ ชั้นจะให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมหรู หรือการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาสะพายไปทำงาน และหากคุณมีเงินมากพอ อาจตั้งเป้ารางวัลให้ตัวเองด้วยการนำโบนัสปลายปี ไปซื้อบ้านหลังใหม่ หรือรถยนต์คันใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณสุขสบายมากยิ่งขึ้นก็ได้

หาเวลาพัฒนาตัวเอง

หากงานมันซ้ำซากจำเจมากนัก ลองหาเวลาลงสมัครเรียนคอร์สระยะสั้น หาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ในสายงานที่คุณทำ ให้คุณมีโอกาสมองเห็นโลกที่มันกว้างกว่าสังคมออฟฟิศเดิม ๆ ของคุณ ได้รู้จักเพื่อนร่วมคอร์สเรียนใหม่ ๆ ซึ่งคุณอาจนำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนางานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน หรือมองหาโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ในตำแหน่งสูงขึ้น และผลตอบแทนมากขึ้นได้

หาเวลาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายหลังเลิกงานประมาณ 20 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) และสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยลดระดับความตึงเครียดในร่างกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่ง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง มีไฟที่จะทำงานอีกด้วย

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

หลายคนมักมีเงินเดือนหมื่นปลายๆ จนถึง เงินเดือน 20000บาท ไปแล้วเริ่มกังวลกับการจ่ายภาษีขึ้นมาว่า เอ๊ะแบบนี้เราถึงยอดที่ต้องจ่ายมั้ยน๊ะ? อย่าว่าแต่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปยังรวมไปถึง ฟรีแลนซ์ ด้วย กลายเป็นปัญหาที่เหล่าเฟรชชี่หน้าใหม่ในโลกทำงานต่างงุนงงและสงสัย รวมทั้งปัญหาการยื่นภาษีเพราะถือว่าเป็นน้องใหม่ในโลกการทำงานซึ่งไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน บ้างก็ว่าเงินเดือนเท่านี้ไม่ต้องเสียภาษีก็ได้มั้ง ในขณะที่บางคนก็แย้งว่าเงินเดือนเท่าไหร่ก็ต้องเสียภาษีนะ เอาเป็นว่าไม่ต้องเถียงกันเขยิบเข้ามาใกล้ ๆ เรามีคำตอบ

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

การเสียภาษีนั้นถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สมาชิกในสังคมต้องปฏิบัติตาม เพราะมีระบุไว้ในกฎหมาย และตามกฏหมายแล้ว ได้ระบุว่าให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือ คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ต้องยื่นแบบเงินได้พึงประเมิน ถ้าบุคคลนั้นมีเงินได้เฉพาะเงินเดือน เกิน 50,000 บาทต่อปีขึ้นไป และแม้ว่ารายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ต้องยื่นแบบเหมือนกัน (แต่ไม่ต้องจ่ายภาษี)

จะยื่นภาษีอย่างไรดี มีอะไรยุ่งยากหรือเปล่า – การยื่นแบบการเสียภาษีนั้นจะต้องยื่นแบบการเสียภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคมของทุกปี ซึ่งการยื่นเสียภาษีนั้นทำได้ง่าย ๆ สองช่องทาง คือ ยื่นเอกสารการเสียภาษีได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านเว็บไซต์ของสรรพากร เอกสารประกอบการยื่นแบบ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวให้ยื่นแบบภ.ง.ด. 91 โดยมีเอกสารประกอบการยื่นดังนี้

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50ทวิ)
  • กรณีที่คุณซื้อประกันชีวิต กองทุนต่าง ๆ (ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้) หรือใบอนุโมทนาบัตรต่าง ๆ ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็ให้ยื่นพร้อมกันด้วยแต่ถ้าไม่มีก็ยื่นแค่ 50ทวิ อย่างเดียวก็ได้

วิธีการคิดภาษีที่ต้องจ่ายเป็นอย่างไร

สำหรับการคำนวณภาษีที่เราต้องจ่ายนั้นมีหลักง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากดังนี้

  • สมมติว่าคุณมีเงินเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท x 12 เดือน (ต้องคิดทั้งปี) = 240,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
  • จากนั้นเราก็ไปดูว่ารายได้สุทธิของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
  • * ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%
ซึ่งตรงนี้รายได้ 0 – 150,000 บาทได้รับการยกเว้นภาษีก็เท่ากับว่าคุณไม่ต้องเสียภาษี ยิ่งเดี๋ยวนี้กรมสรรพากรเปิดช่องทางให้ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านทางออนไลน์ได้ยิ่งสะดวกและรวดเร็วเข้าไปใหญ่ หากไม่เข้าใจก็มีการอธิบายรายละเอียดกำกับไว้ด้วย เพราะฉะนั้นการยื่นเสียภาษีด้วยตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นผู้ประกอบการ สร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ในรูปแบบของเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน เงินรางวัล โบนัส Incentive คอมมิชชั่น หรืออื่น ๆ ที่แล้วแต่จะเรียกกัน รวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกตอบแทนด้วยเงินไปเสียหมด พนักงานจะมองว่าองค์กรแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน หรือใช้เงินซื้อพนักงาน แล้วเงินสามารถซื้อใจพนักงานได้จริงหรือไม่ และนานแค่ไหน? แล้วนอกจากเงินแล้ว ผู้ประกอบสามารถใช้อะไรสร้างแรงจูงใจให้พนักงานของตนได้อีก

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

  • คำชม – การชื่นชมพนักงาน เป็นของรางวัลที่ไม่มีต้นทุนเลยซักบาท เป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมในฝีมือ และผลงาน ซึ่งอาจจะต่อด้วยการมอบหมายงานที่มีความท้าทายมากขึ้น จะให้ดีก็ควรชื่นชมต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ ด้วย
  • ที่จอดรถ – บริษัทอาจมีการสำรองที่จอดรถในที่จอดรถที่ใกล้ทางเข้าออฟฟิศมากที่สุด เพื่อให้พนักงานมีความรู้สึกว่าบริษัทให้การสนับสนุนพวกเขา และใส่ใจกับเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร
  • สิทธิลาพักร้อน – พนักงานที่มีผลการทำงานดี เป็นที่พึงพอใจ อาจได้พิจารณาวันลาพักร้อนเพิ่ม และให้สิทธิวางแผนวันลาพักร้อนให้ลาติดกันแบบยาว ๆ 1-2 สัปดาห์
  • สิทธิในการซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ – การให้สิทธิซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพนักงาน ซึ่งมีส่วนลดมากกว่าท้องตลาด (อาจตั้งราคาพนักงานลด 50% จากราคาตลาด และจำนวนจำนวนการซื้อ) นอกจากจะเป็นการเพิ่มยอดขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้พนักงานรักในแบรนด์สินค้าของตน สามารถบอกกล่าวคนภายนอกว่าสินค้า/ บริการ ของบริษัทนั้นดีอย่างไร เป็นการสร้าง Employer Branding ทางหนึ่ง
  • รับประทานอาหารในแบบ exclusive – สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยการร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยสถานที่รับประทานอาหารที่ไม่มีโอกาสได้ไปบ่อย ๆ หรืออาจเป็นการปิดห้องอาหาร กินเลี้ยงเฉพาะบริษัทเราเท่านั้น
  • คอร์สอบรมดี ๆ เสริมความเก่ง – ผู้ประกอบการอาจจะมีการสรรหาคอร์สอบรมระยะสั้นให้พนักงานได้เข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านที่ตรงกับสายงานของพนักงานคนนั้น ๆ
  • Lifestyle Rewards – เป็นการให้รางวัลโดยอิงจากไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพราะทุกคนต้องการการพักผ่อน และผ่อนคลาย หาความสนุกสุขสบายให้ตัวเอง รางวัลดังกล่าว อาทิ การได้ชมภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ หรือตั๋วชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ระดับพรีเมี่ยม หรือจะเป็นตั๋วชมคอนเสิร์ตกับศิลปินระดับโลก
  • Healthy Rewards – จัดหาสิทธิพิเศษ หรือดีลกับสถานที่ออกกำลังกาย หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่าง ๆ อาจรวมถึงการจัดหาอาหารออแกนิค ให้พนักงานได้ทาน ปลูกฝังค่านิยมการใส่ใจสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ประกาศคุณงามความดี – ลักษณะคล้ายกับการชื่นชมในข้อแรก แต่เป็นทางการมากกว่า เป็นการสร้างให้พนักงานได้รับรู้ถึงความภาคภูมิใจ และผลของการทำดี ผลของความขยัน รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ อาจมีการจัดพิธีมอบเข็มกลัด มอบโล่เกียรติยศ หรือเป็นการติดภาพและรายชื่อใน Hall of Fame เป็นต้น

ผู้ประกอบการจงอย่าให้เงินเป็นการสร้างแรงจูงใจหนึ่งเดียวของพนักงานในบริษัท เพราะเงินนั้นสามารถซื้อเกือบทุกสิ่งได้ก็จริง แต่การซื้อ “ใจ” พนักงานนั้น เงินอย่างเดียวนั้นไม่มีอิทธิพลมากพออย่างแน่นอน การดูแล เอาใจใส่ และความจริงใจต่างหากที่ยั่งยืน

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

น้องๆ ที่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปถึงน้องๆ ที่อยู่ชั้นปี 4 กำลังมองหาที่ฝึกงาน หัดทำงาน หรือศึกษาเรียนรู้ แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแนะนำให้ลองเข้าเว็บไซต์ที่รวมรวบ งานประเภท ฟรีแลนซ์ และสถานที่ฝึกงานมากมาย คือ FreelanceBay นั่นเอง ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่ได้มีแค่ฟรีแลนซ์ หรือสถานที่ฝึกงานเท่านั้น ยังมีการจ้างงานในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการค้นหาตำแหน่งงานที่ต้องการให้กับบริษัทต่างๆ อีกด้วย ทำให้เว็บไซต์เป็นที่นิยมและน่าใช้งานเว็บไซต์นึงเลยละ

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เมื่อได้ลองเข้ามาที่เว็บไซต์จะเห็นได้ถึงหน้าตาที่ใช้งานง่าย สีสันสะดุดตา แถมยังมีฟีเจอร์เลือกใช้งานเพียบ เหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการหางานอย่างแท้จริง ฟีเจอร์ (Features) หลักๆ ที่เห็นอยู่หน้าเว็บไซต์จะเกี่ยวกับการลงประกาศหางานตามตำแหน่งที่ต้องการ ตามมาด้วยการหาฟรีแลนซ์ที่สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพถูกใจคนจ้างงานก็ว่าได้ พร้อมระบบให้คะแนนถูกใจทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างงานด้วย เรียกได้ว่าเครดิตดีสามารถต่อยอดการทำงานและเพิ่มโอกาสการทำงานได้อีกมากเลยละ

อาชีพที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นมีมากมาย แต่ก็ยังมีบางอาชีพที่เป็นที่นิยมและสามารถเข้าถึงได้หลายอาชีพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเมอร์ (Programmer), กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Desingner), สอนภาษาติวเตอร์ (Tutorial), นักพัฒนาเว็บไซต์ (Web Developer), ผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์ค (Network Admin) รวมไปถึงช่างซ่อมบำรุง (Handyman) ก็ยังสามารถค้นหางานที่ต้องการจากเว็บไซต์นี้ได้เลย ส่วนคนที่ต้องการว่าจ้างงานก็เช่นกันสามารถใช้งานจากเว็บไซต์นี้และสามารถให้คะแนนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างเรียกได้ว่าเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเต็มที่เลย

ส่วนขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ต้องการใช้งานสมัคร Username และกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบ ก็สามารถใช้งานได้เลยจะเป็นการหางาน ฟรีแลนซ์ หาที่ฝึกงาน ไม่ยากอย่างที่คิดเลยจริงๆ ซึ่งการสมัครเข้าใช้งานมี 2 ช่องทางให้เลือก คือ การสมัครโดยใช้อีเมล์ (E-mail Address) และแบบโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ที่ให้ความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน แถมไม่ต้องจำรหัสเพิ่มขึ้นอีกด้วย ภายในยังมีให้อัพโหลดรูปภาพส่วนตัว เพื่อประกอบการตัดสินใจจากผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย และในเว็บไซต์ยังเพิ่มฟีเจอร์ทริคการใช้งานในส่วนต่างๆ เป็นอย่างดี เข้ามาปุ๊บไม่หลงทางแน่นอน

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานและลงทะเบียนบนเว็บนี้มากกว่า 36,870 คนที่รับงานแบบฟรีแลนซ์ จากทั้งหมด 36,988 ท่าน และรอทำงานอยู่อีก 27,253 ท่าน ให้คุณเข้ามาว่าจ้างงานทั้งแบบฟรีแลนซ์และแบบงานประจำ พร้อมด้วยผู้ว่าจ้างกว่า 9,639 รายที่เปิดรับให้คุณเข้ามาสมัครในตำแหน่งที่ต้องการ หรือท้าทาย เฟ้นหาคุณสมบัติที่ใช่ในตำแหน่งนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีระบบโปรเจครอประมูลอีก 10 โปรเจคด้วยกันจากทั้งหมด 10,727 โปรเจค และมีการใช้งบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 30,667 นับว่าเยอะมากทีเดียวกับเว็บไซต์ค้นหางานกำลังมาแรง หากมีเว็บไซต์หางานอยู่ในใจแล้วหรือยังไม่มีลองเข้ามาใช้งาน FreelanceBay เพื่อเป็นทางเลือกในการรับงานอีกสักทางดูสิครับ