Tag: ฟรีแลนซ์

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

เด็กใหม่หลายคนอาจจะหางานที่ตัวเองรักและอยากทำได้แล้ว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร งานไหนจะเป็นงานแรกในชีวิตที่ชอบและเหมาะสำหรับตัวเอง หรือจะไปสาย ฟรีแลนซ์ ดีนะ ถึงแบบนั้นการรู้ วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ ก็มีให้เห็นอยู่ค่อนข้างเยอะแต่วันนี้เราจะมาจับกลุ่มและบอกเล่าให้มันน้อยลงเพื่อจะได้จับจุดได้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างกับ 8 เคล็ดลับให้ไว้อ่านเป็นคู่มือในการเลือกงานแรกที่ใช่ เพื่อจะได้เริ่มชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้อย่างสดใส และตั้งต้นในอาชีพได้เร็วมาฝาก

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

1. รู้จักตัวเอง

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในการหางานคือการรู้ว่าตัวเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จุดอ่อน จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน เราควรปรับปรุงอะไรในชีวิตและการทำงาน คนหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ชอบอะไรในชีวิต เขาเหล่านั้นจึงเสียเวลาไปกับการทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด และไม่ชอบไปวัน ๆ ทำงานเพื่อเงิน และไม่ได้รับความสุขจากการทำงาน การค้นหาตัวเองอาจเริ่มจากลองลิสท์สิ่งที่เราชอบทำ เวลาทำแล้วมีความสุข สนุก แล้วลองเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงาน หรือหางานจากสิ่งที่เราชอบทำนั้น น้อง ๆ อาจลองทำหลายๆ สิ่ง หลายๆ กิจกรรมเพื่อดูว่าตัวเรามีความชอบ ความถนัด และความสามารถในการทำสิ่งนั้น ๆ หรือไม่ การค้นหาตัวเองอาจใช้เวลา แต่เชื่อเถอะว่า มันคุ้มค่าที่จะทำ เพราะเมื่อเราทำในสิ่งที่รักทุกๆ วัน เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงาน และชีวิตการทำงานของน้อง ๆ จะเป็นชีวิตที่มีความสุขทุกวัน

2. หาแรงบันดาลใจในการทำงาน

ในการเลือกงานแรก สิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือ งานนั้นควรสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ตื่นไปทำทุกวัน เป็นงานที่เมื่อคิดถึงทีไรก็ทำให้อะดรีนาลีนของเราเดือดพล่าน อยากเข้าไปลุยกับมัน อยากเข้าไปแสดงฝีมือของเราให้เป็นที่ประจักษ์ หรืออาจเป็นงานที่สร้างคุณค่าสร้างประโยชน์ให้ตัวเราและสังคม เป็นงานที่ทำแล้วเรารู้สึกดีก็ได้ เมื่อเราหาแรงบันดาลใจในงานที่เราเลือกจะทำได้แล้ว งานนั้นก็จะเป็นงานที่ใช่สำหรับเราในก้าวแรก

3. เลือกงานที่เราถนัด

เมื่อเรารู้ตัวของเราว่าเราถนัดที่จะทำอะไรแล้ว การเลือกทำงานที่เราถนัด จะทำให้ผลงานของเราออกมาดี เราจะมีแพสชั่นและความกระตือรือร้นในการฝึกฝนทักษะในการทำงานยิ่ง ๆ ขึ้น อยากที่จะใฝ่รู้ในงานตลอดเวลา เวลาทำงานเราจะรู้สึกว่าไม่ต้องฝืน และไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหรือไม่ต้องใช้เวลาในการทำงานอย่างมากเพื่อทำให้ผลงานสำเร็จแต่ละชิ้น การทำงานจะเป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว

4. ทดลองฝึกงานหรือทำงานพิเศษที่หลากหลายก่อนสมัครงาน

ก่อนจะได้งานแรกที่ใช่ น้อง ๆ สามารถ ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามหน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนให้หลากหลายถ้าสามารถทำได้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ก็จะเป็นการช่วยให้เราได้ประสบการณ์ ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น คอนเนคชั่น และได้ไอเดียที่กว้างขวาง หลากหลายและสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากทำมากยิ่งขึ้น การได้ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามที่ต่าง ๆ จะทำให้เรารู้จักตัวเองได้ชัดและเร็วขึ้นจากประสบการณ์ตรง ว่าเราต้องการทำงานอะไร งานอะไรที่ใช่สำหรับเรา

5. ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลาย

การค้นหาข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลายในองค์กรต่าง ๆ ในสาขาคณะที่ตัวเองเรียนหรือนอกสาขาคณะที่เรียน จากทั้งประสบการณ์ตรง ถามรุ่นพี่ หรือถามผู้อื่น การค้นหาทางอินเตอร์เน็ตหรือสื่อต่างๆ จะทำให้เราได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกงานแรกที่ใช่ที่เหมาะกับความชอบและความสามารถของเรามากขึ้น รู้ความแตกต่างของอาชีพต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ ได้ดี และเลือกงานแรกที่ตรงกับความต้องการของเราได้ง่ายขึ้นด้วย

6. วางเป้าหมายในการทำงาน

ลองใช้เวลาบ่ายวันหยุด นั่งวางแผนเป้าหมายในการทำงานของน้อง ๆ ว่า ในอีก 5 ปีหรือ 10 ปี เราอยากเห็นตัวเราเป็นอย่างไร ทำอะไร มีความสุขกับอะไร อาจนั่งนึกภาพตัวเราในอนาคตกับงานที่เราอยากทำ หรืออาจลองเขียน วาดรูป หรือทำแผนภาพชีวิตตัวเองดูก็ได้ เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเติบโตในหน้าที่การงานอะไรแล้ว การเดินตามแผนที่วางไว้ จะทำให้เราเลือกงานแรกได้ง่ายขึ้นและตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ชัดเจน

7. พิจารณาวัฒนธรรมองค์กร

องค์กรหรือสถานที่ที่เราจะทำงานมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกงานของเรา ในการเลือกงานแรกที่เรายังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานใด ๆ มาก่อนเลย การพิจารณาถึงที่ตั้งของหน่วยงาน ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมองค์กรที่เราคิดอยากจะไปทำว่ามีความเหมาะสมกับบุคลิกและสภาพแวดล้อมของเราหรือไม่เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพราะการเลือกสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกจริตกับเรา จะมีผลต่อชีวิตการทำงานของเราในระยะยาว จงศึกษาหาข้อมูลของหน่วยงานที่เราจะไปทำให้มากที่สุดทั้งการถามจากผู้รู้หรือตามสื่อต่าง ๆ จะทำให้เราตัดสินใจเลือกงานแรกได้ดีขึ้น

8. ทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ

หากเรายังไม่แน่ใจว่าตัวเราเหมาะกับงานชนิดไหนแล้ว การทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและเห็นภาพความถนัดและความสามารถทางวิชาชีพของเราได้ชัดเจนขึ้น และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เราจะใช้ในการตัดสินใจเลือกงานแรกที่เหมาะกับเราได้ โดยแบบทดสอบประเมินความสามารถทางวิชาชีพนั้น เราอาจหาได้ตามหนังสือ คู่มือต่าง ๆ และอินเตอร์เน็ต

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

หลายคนมักมีเงินเดือนหมื่นปลายๆ จนถึง เงินเดือน 20000บาท ไปแล้วเริ่มกังวลกับการจ่ายภาษีขึ้นมาว่า เอ๊ะแบบนี้เราถึงยอดที่ต้องจ่ายมั้ยน๊ะ? อย่าว่าแต่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปยังรวมไปถึง ฟรีแลนซ์ ด้วย กลายเป็นปัญหาที่เหล่าเฟรชชี่หน้าใหม่ในโลกทำงานต่างงุนงงและสงสัย รวมทั้งปัญหาการยื่นภาษีเพราะถือว่าเป็นน้องใหม่ในโลกการทำงานซึ่งไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน บ้างก็ว่าเงินเดือนเท่านี้ไม่ต้องเสียภาษีก็ได้มั้ง ในขณะที่บางคนก็แย้งว่าเงินเดือนเท่าไหร่ก็ต้องเสียภาษีนะ เอาเป็นว่าไม่ต้องเถียงกันเขยิบเข้ามาใกล้ ๆ เรามีคำตอบ

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

การเสียภาษีนั้นถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สมาชิกในสังคมต้องปฏิบัติตาม เพราะมีระบุไว้ในกฎหมาย และตามกฏหมายแล้ว ได้ระบุว่าให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือ คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ต้องยื่นแบบเงินได้พึงประเมิน ถ้าบุคคลนั้นมีเงินได้เฉพาะเงินเดือน เกิน 50,000 บาทต่อปีขึ้นไป และแม้ว่ารายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ต้องยื่นแบบเหมือนกัน (แต่ไม่ต้องจ่ายภาษี)

จะยื่นภาษีอย่างไรดี มีอะไรยุ่งยากหรือเปล่า – การยื่นแบบการเสียภาษีนั้นจะต้องยื่นแบบการเสียภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคมของทุกปี ซึ่งการยื่นเสียภาษีนั้นทำได้ง่าย ๆ สองช่องทาง คือ ยื่นเอกสารการเสียภาษีได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านเว็บไซต์ของสรรพากร เอกสารประกอบการยื่นแบบ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวให้ยื่นแบบภ.ง.ด. 91 โดยมีเอกสารประกอบการยื่นดังนี้

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50ทวิ)
  • กรณีที่คุณซื้อประกันชีวิต กองทุนต่าง ๆ (ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้) หรือใบอนุโมทนาบัตรต่าง ๆ ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็ให้ยื่นพร้อมกันด้วยแต่ถ้าไม่มีก็ยื่นแค่ 50ทวิ อย่างเดียวก็ได้

วิธีการคิดภาษีที่ต้องจ่ายเป็นอย่างไร

สำหรับการคำนวณภาษีที่เราต้องจ่ายนั้นมีหลักง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากดังนี้

  • สมมติว่าคุณมีเงินเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท x 12 เดือน (ต้องคิดทั้งปี) = 240,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
  • จากนั้นเราก็ไปดูว่ารายได้สุทธิของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
  • * ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%
ซึ่งตรงนี้รายได้ 0 – 150,000 บาทได้รับการยกเว้นภาษีก็เท่ากับว่าคุณไม่ต้องเสียภาษี ยิ่งเดี๋ยวนี้กรมสรรพากรเปิดช่องทางให้ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านทางออนไลน์ได้ยิ่งสะดวกและรวดเร็วเข้าไปใหญ่ หากไม่เข้าใจก็มีการอธิบายรายละเอียดกำกับไว้ด้วย เพราะฉะนั้นการยื่นเสียภาษีด้วยตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นผู้ประกอบการ สร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ในรูปแบบของเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน เงินรางวัล โบนัส Incentive คอมมิชชั่น หรืออื่น ๆ ที่แล้วแต่จะเรียกกัน รวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกตอบแทนด้วยเงินไปเสียหมด พนักงานจะมองว่าองค์กรแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน หรือใช้เงินซื้อพนักงาน แล้วเงินสามารถซื้อใจพนักงานได้จริงหรือไม่ และนานแค่ไหน? แล้วนอกจากเงินแล้ว ผู้ประกอบสามารถใช้อะไรสร้างแรงจูงใจให้พนักงานของตนได้อีก

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

  • คำชม – การชื่นชมพนักงาน เป็นของรางวัลที่ไม่มีต้นทุนเลยซักบาท เป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมในฝีมือ และผลงาน ซึ่งอาจจะต่อด้วยการมอบหมายงานที่มีความท้าทายมากขึ้น จะให้ดีก็ควรชื่นชมต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ ด้วย
  • ที่จอดรถ – บริษัทอาจมีการสำรองที่จอดรถในที่จอดรถที่ใกล้ทางเข้าออฟฟิศมากที่สุด เพื่อให้พนักงานมีความรู้สึกว่าบริษัทให้การสนับสนุนพวกเขา และใส่ใจกับเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร
  • สิทธิลาพักร้อน – พนักงานที่มีผลการทำงานดี เป็นที่พึงพอใจ อาจได้พิจารณาวันลาพักร้อนเพิ่ม และให้สิทธิวางแผนวันลาพักร้อนให้ลาติดกันแบบยาว ๆ 1-2 สัปดาห์
  • สิทธิในการซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ – การให้สิทธิซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพนักงาน ซึ่งมีส่วนลดมากกว่าท้องตลาด (อาจตั้งราคาพนักงานลด 50% จากราคาตลาด และจำนวนจำนวนการซื้อ) นอกจากจะเป็นการเพิ่มยอดขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้พนักงานรักในแบรนด์สินค้าของตน สามารถบอกกล่าวคนภายนอกว่าสินค้า/ บริการ ของบริษัทนั้นดีอย่างไร เป็นการสร้าง Employer Branding ทางหนึ่ง
  • รับประทานอาหารในแบบ exclusive – สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยการร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยสถานที่รับประทานอาหารที่ไม่มีโอกาสได้ไปบ่อย ๆ หรืออาจเป็นการปิดห้องอาหาร กินเลี้ยงเฉพาะบริษัทเราเท่านั้น
  • คอร์สอบรมดี ๆ เสริมความเก่ง – ผู้ประกอบการอาจจะมีการสรรหาคอร์สอบรมระยะสั้นให้พนักงานได้เข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านที่ตรงกับสายงานของพนักงานคนนั้น ๆ
  • Lifestyle Rewards – เป็นการให้รางวัลโดยอิงจากไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพราะทุกคนต้องการการพักผ่อน และผ่อนคลาย หาความสนุกสุขสบายให้ตัวเอง รางวัลดังกล่าว อาทิ การได้ชมภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ หรือตั๋วชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ระดับพรีเมี่ยม หรือจะเป็นตั๋วชมคอนเสิร์ตกับศิลปินระดับโลก
  • Healthy Rewards – จัดหาสิทธิพิเศษ หรือดีลกับสถานที่ออกกำลังกาย หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่าง ๆ อาจรวมถึงการจัดหาอาหารออแกนิค ให้พนักงานได้ทาน ปลูกฝังค่านิยมการใส่ใจสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ประกาศคุณงามความดี – ลักษณะคล้ายกับการชื่นชมในข้อแรก แต่เป็นทางการมากกว่า เป็นการสร้างให้พนักงานได้รับรู้ถึงความภาคภูมิใจ และผลของการทำดี ผลของความขยัน รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ อาจมีการจัดพิธีมอบเข็มกลัด มอบโล่เกียรติยศ หรือเป็นการติดภาพและรายชื่อใน Hall of Fame เป็นต้น

ผู้ประกอบการจงอย่าให้เงินเป็นการสร้างแรงจูงใจหนึ่งเดียวของพนักงานในบริษัท เพราะเงินนั้นสามารถซื้อเกือบทุกสิ่งได้ก็จริง แต่การซื้อ “ใจ” พนักงานนั้น เงินอย่างเดียวนั้นไม่มีอิทธิพลมากพออย่างแน่นอน การดูแล เอาใจใส่ และความจริงใจต่างหากที่ยั่งยืน

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

น้องๆ ที่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปถึงน้องๆ ที่อยู่ชั้นปี 4 กำลังมองหาที่ฝึกงาน หัดทำงาน หรือศึกษาเรียนรู้ แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแนะนำให้ลองเข้าเว็บไซต์ที่รวมรวบ งานประเภท ฟรีแลนซ์ และสถานที่ฝึกงานมากมาย คือ FreelanceBay นั่นเอง ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่ได้มีแค่ฟรีแลนซ์ หรือสถานที่ฝึกงานเท่านั้น ยังมีการจ้างงานในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการค้นหาตำแหน่งงานที่ต้องการให้กับบริษัทต่างๆ อีกด้วย ทำให้เว็บไซต์เป็นที่นิยมและน่าใช้งานเว็บไซต์นึงเลยละ

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เมื่อได้ลองเข้ามาที่เว็บไซต์จะเห็นได้ถึงหน้าตาที่ใช้งานง่าย สีสันสะดุดตา แถมยังมีฟีเจอร์เลือกใช้งานเพียบ เหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการหางานอย่างแท้จริง ฟีเจอร์ (Features) หลักๆ ที่เห็นอยู่หน้าเว็บไซต์จะเกี่ยวกับการลงประกาศหางานตามตำแหน่งที่ต้องการ ตามมาด้วยการหาฟรีแลนซ์ที่สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพถูกใจคนจ้างงานก็ว่าได้ พร้อมระบบให้คะแนนถูกใจทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างงานด้วย เรียกได้ว่าเครดิตดีสามารถต่อยอดการทำงานและเพิ่มโอกาสการทำงานได้อีกมากเลยละ

อาชีพที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นมีมากมาย แต่ก็ยังมีบางอาชีพที่เป็นที่นิยมและสามารถเข้าถึงได้หลายอาชีพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเมอร์ (Programmer), กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Desingner), สอนภาษาติวเตอร์ (Tutorial), นักพัฒนาเว็บไซต์ (Web Developer), ผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์ค (Network Admin) รวมไปถึงช่างซ่อมบำรุง (Handyman) ก็ยังสามารถค้นหางานที่ต้องการจากเว็บไซต์นี้ได้เลย ส่วนคนที่ต้องการว่าจ้างงานก็เช่นกันสามารถใช้งานจากเว็บไซต์นี้และสามารถให้คะแนนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างเรียกได้ว่าเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเต็มที่เลย

ส่วนขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ต้องการใช้งานสมัคร Username และกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบ ก็สามารถใช้งานได้เลยจะเป็นการหางาน ฟรีแลนซ์ หาที่ฝึกงาน ไม่ยากอย่างที่คิดเลยจริงๆ ซึ่งการสมัครเข้าใช้งานมี 2 ช่องทางให้เลือก คือ การสมัครโดยใช้อีเมล์ (E-mail Address) และแบบโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ที่ให้ความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน แถมไม่ต้องจำรหัสเพิ่มขึ้นอีกด้วย ภายในยังมีให้อัพโหลดรูปภาพส่วนตัว เพื่อประกอบการตัดสินใจจากผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย และในเว็บไซต์ยังเพิ่มฟีเจอร์ทริคการใช้งานในส่วนต่างๆ เป็นอย่างดี เข้ามาปุ๊บไม่หลงทางแน่นอน

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานและลงทะเบียนบนเว็บนี้มากกว่า 36,870 คนที่รับงานแบบฟรีแลนซ์ จากทั้งหมด 36,988 ท่าน และรอทำงานอยู่อีก 27,253 ท่าน ให้คุณเข้ามาว่าจ้างงานทั้งแบบฟรีแลนซ์และแบบงานประจำ พร้อมด้วยผู้ว่าจ้างกว่า 9,639 รายที่เปิดรับให้คุณเข้ามาสมัครในตำแหน่งที่ต้องการ หรือท้าทาย เฟ้นหาคุณสมบัติที่ใช่ในตำแหน่งนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีระบบโปรเจครอประมูลอีก 10 โปรเจคด้วยกันจากทั้งหมด 10,727 โปรเจค และมีการใช้งบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 30,667 นับว่าเยอะมากทีเดียวกับเว็บไซต์ค้นหางานกำลังมาแรง หากมีเว็บไซต์หางานอยู่ในใจแล้วหรือยังไม่มีลองเข้ามาใช้งาน FreelanceBay เพื่อเป็นทางเลือกในการรับงานอีกสักทางดูสิครับ