Tag: พนักงาน

คิดกันหรือไม่? ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

หลายคนมักเจอสภาพเลือกงานไม่ถูกจะทำงานแบบไหนดี ตำแหน่งละ แล้วองค์กรละ? คำถามที่ตอบใจตัวเองยากมากๆ แต่ไม่ต้องห่วงแม้แต่ ฟรีแลนซ์ เอง วันนี้ลองทบทวนตัวเองดูสิว่า ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแบบไหนเล็กหรือใหญ่ และเฟ้นหาที่ชอบจากใจตัวเองจริงๆ

คิดกันหรือไม่ ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

คิดกันหรือไม่? ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

1. องค์กรแบบ Startups

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบความอิสระ และเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำงานในองค์กรแบบ Startup เพราะองค์กรแบบนี้ เหมาะกับคนที่ต้องการเวทีในการแสดงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่นคุณลักษณะของเด็กจบใหม่ หรือคนยุคใหม่ในตอนนี้ ส่วนคนทำงานที่มีประสบการณ์ ที่อยากทำงานในองค์กรแบบ Startups จะเหมาะกับคนที่สนใจในเรื่องการให้คำปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า องค์กรแบบ Startups จะมีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ทำให้มีอิสระในการทำงาน สร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่ หากคุณเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรแบบ Startups คุณจะเจอกับปัญหามากมาย ต้องทำงานได้ในหลาย ๆ หน้าที่ และทำงานไม่เป็นเวลา เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และให้องค์กรเป็นที่รู้จัก ลองถามตัวเองค่ะ ว่าคุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และมีความสนใจกับการทำงานในองค์กรแบบนี้หรือเปล่า

2. องค์กรแบบ SMEs

องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) เป็นองค์กรที่อยู่ตรงกลางระหว่างองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ การทำงานในองค์กรแบบ SMEs อาจจะมีความสุขมากกว่าการทำงานในองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ก็เป็นได้ เพราะคุณจะได้ทำงานและเติบโตไปพร้อม ๆ กับองค์กรคล้าย ๆ กับการทำงานในองค์กรแบบ Startups แต่คุณจะมีเวลาการทำงานที่แน่นอน เนื่องจากในองค์กรแบบ SMEs มีโครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบมากขึ้น มีทีมคนทำงานที่มากกว่าองค์กรแบบ Startups จึงสามารถกระจายงานได้มากขึ้น ทำให้คุณสามารถจัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้มากกว่า หรือถึงแม้ว่าการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่จะมีความมั่นคง แต่การทำงานในองค์กรแบบ SMEs ก็ทำให้คุณรู้สึกว่าการมีสิทธิ์ มีเสียง หรือความคิดเห็นของคุณมีค่า อาจทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในสายงานขึ้นไปได้ เพราะเป็นองค์กรแบบ SMEs เป็นองค์กรเล็ก ๆ คนทำงานไม่เยอะ การแข่งขันเลยน้อย การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจึงง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับเด็กจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่ต้องการมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่สมดุล น่าจะเหมาะที่จะทำงานในองค์กรแบบ SMEs ค่ะ

3. องค์กรขนาดใหญ่

สำหรับคนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง อาจเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศหรือรู้จักกันทั่วโลกก็ตาม หรือคนหางานที่ต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่คุณต้องตัดสินใจให้ดี ว่าคุณจะรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าคุณทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนเป็นปลาตัวเล็ก ๆ ในบ่อใหญ่ก็ได้ คือคุณเป็นกำลังสำคัญในการทำงานก็จริง แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่ส่วนน้อยนิดถ้าเทียบกับทั้งหมดในองค์กร เนื่องจากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ โครงสร้างขององค์กรก็จะมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน บทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างที่จะชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานก็จะทำได้อย่างไม่เต็มที่ เพราะมีข้อบังคับต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีองค์กรแบบไหนที่จะให้ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ได้ดีเท่า สำหรับคนที่ต้องการมีความมั่นคงด้านการเงิน และมีความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจน ควรเลือกทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และอาจดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้ จะเหมาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วหลายปี แต่จริง ๆ แล้วองค์กรขนาดใหญ่ ก็ต้องการเด็กจบใหม่เข้าร่วมงานอยู่เหมือนกัน

4. องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

สำหรับคนหางานที่มีใจรักการบริการ และมีจิตกุศล สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้ เป็นสายงานที่ใช่ และเหมาะสมกับคุณ เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร การทำงานในองค์กรรูปแบบนี้ จะมีขอบเขตที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็ก ไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ งานที่คุณทำในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้จะมีความสำคัญในทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำงานได้ไม่นาน หรือเป็นคนที่ทำงานมาหลายปีแล้ว

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นผู้ประกอบการ สร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ในรูปแบบของเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน เงินรางวัล โบนัส Incentive คอมมิชชั่น หรืออื่น ๆ ที่แล้วแต่จะเรียกกัน รวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกตอบแทนด้วยเงินไปเสียหมด พนักงานจะมองว่าองค์กรแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน หรือใช้เงินซื้อพนักงาน แล้วเงินสามารถซื้อใจพนักงานได้จริงหรือไม่ และนานแค่ไหน? แล้วนอกจากเงินแล้ว ผู้ประกอบสามารถใช้อะไรสร้างแรงจูงใจให้พนักงานของตนได้อีก

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

  • คำชม – การชื่นชมพนักงาน เป็นของรางวัลที่ไม่มีต้นทุนเลยซักบาท เป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมในฝีมือ และผลงาน ซึ่งอาจจะต่อด้วยการมอบหมายงานที่มีความท้าทายมากขึ้น จะให้ดีก็ควรชื่นชมต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ ด้วย
  • ที่จอดรถ – บริษัทอาจมีการสำรองที่จอดรถในที่จอดรถที่ใกล้ทางเข้าออฟฟิศมากที่สุด เพื่อให้พนักงานมีความรู้สึกว่าบริษัทให้การสนับสนุนพวกเขา และใส่ใจกับเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร
  • สิทธิลาพักร้อน – พนักงานที่มีผลการทำงานดี เป็นที่พึงพอใจ อาจได้พิจารณาวันลาพักร้อนเพิ่ม และให้สิทธิวางแผนวันลาพักร้อนให้ลาติดกันแบบยาว ๆ 1-2 สัปดาห์
  • สิทธิในการซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ – การให้สิทธิซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพนักงาน ซึ่งมีส่วนลดมากกว่าท้องตลาด (อาจตั้งราคาพนักงานลด 50% จากราคาตลาด และจำนวนจำนวนการซื้อ) นอกจากจะเป็นการเพิ่มยอดขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้พนักงานรักในแบรนด์สินค้าของตน สามารถบอกกล่าวคนภายนอกว่าสินค้า/ บริการ ของบริษัทนั้นดีอย่างไร เป็นการสร้าง Employer Branding ทางหนึ่ง
  • รับประทานอาหารในแบบ exclusive – สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยการร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยสถานที่รับประทานอาหารที่ไม่มีโอกาสได้ไปบ่อย ๆ หรืออาจเป็นการปิดห้องอาหาร กินเลี้ยงเฉพาะบริษัทเราเท่านั้น
  • คอร์สอบรมดี ๆ เสริมความเก่ง – ผู้ประกอบการอาจจะมีการสรรหาคอร์สอบรมระยะสั้นให้พนักงานได้เข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านที่ตรงกับสายงานของพนักงานคนนั้น ๆ
  • Lifestyle Rewards – เป็นการให้รางวัลโดยอิงจากไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพราะทุกคนต้องการการพักผ่อน และผ่อนคลาย หาความสนุกสุขสบายให้ตัวเอง รางวัลดังกล่าว อาทิ การได้ชมภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ หรือตั๋วชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ระดับพรีเมี่ยม หรือจะเป็นตั๋วชมคอนเสิร์ตกับศิลปินระดับโลก
  • Healthy Rewards – จัดหาสิทธิพิเศษ หรือดีลกับสถานที่ออกกำลังกาย หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่าง ๆ อาจรวมถึงการจัดหาอาหารออแกนิค ให้พนักงานได้ทาน ปลูกฝังค่านิยมการใส่ใจสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ประกาศคุณงามความดี – ลักษณะคล้ายกับการชื่นชมในข้อแรก แต่เป็นทางการมากกว่า เป็นการสร้างให้พนักงานได้รับรู้ถึงความภาคภูมิใจ และผลของการทำดี ผลของความขยัน รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ อาจมีการจัดพิธีมอบเข็มกลัด มอบโล่เกียรติยศ หรือเป็นการติดภาพและรายชื่อใน Hall of Fame เป็นต้น

ผู้ประกอบการจงอย่าให้เงินเป็นการสร้างแรงจูงใจหนึ่งเดียวของพนักงานในบริษัท เพราะเงินนั้นสามารถซื้อเกือบทุกสิ่งได้ก็จริง แต่การซื้อ “ใจ” พนักงานนั้น เงินอย่างเดียวนั้นไม่มีอิทธิพลมากพออย่างแน่นอน การดูแล เอาใจใส่ และความจริงใจต่างหากที่ยั่งยืน