Tag: พนักงาน

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

นั่งทำงานมาจนจะครบปี งานบนหน้าตักยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำงานก็พลาดบ่อย นายก็น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานก็ไม่น่าคบ ครั้นจะลาออก เปลี่ยนงานใหม่ก็เสียดายเงินเดือน ทำอย่างไรดีหละ? แม้แต่ทำ ฟรีแลนซ์ เองก็ยังน่าเบื่อเลยที่ต้องเจอปัญหาแบบนี้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียดวันจันทร์ และนั่งทำงานแบบเคาท์ดาวน์รอวันศุกร์ อยากบอกคุณว่า โชคดีแค่ไหนที่คุณมีงานทำ และนี่คือวิธีจุดไฟทำงานในตัวคุณเองได้ง่าย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขให้กับการทำงานของคุณ

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

ความน่าเบื่อของการทำงาน ที่ต้องเจอทุกวันทั้งนายจ้าง เพื่อนร่วมงานและเนื้องาน

หาเวลาพักผ่อน

การนั่งทำงานบนความเบื่อหน่ายนาน ๆ ยิ่งทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรีบเคลียร์งานให้เสร็จ ใช้สิทธิวันลาทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่คุณไม่เคยไป พร้อมพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มโปรด และเพลงบนเพลย์ลิสต์ที่ช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย

หากบริษัทของคุณมี flexible benefit (สวัสดิการแบบยืดหยุ่น) ให้ แล้วคุณไม่เคยใช้มันเลย เวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะนำไปใช้ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำสปา ฟิตเนส นวดหน้าทำหน้า ซื้อหนังสือ เสื้อผ้า หรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่คุณอยากได้ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ตามแต่ละบริษัทของคุณ ที่จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและพักผ่อนได้ จะยิ่งเพิ่มความสุขให้คุณขึ้นได้

นึกถึงวันทำงานวันแรก

หลังกลับจากการลาพักร้อนแล้ว หากยังรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ ให้คุณนึกย้อนไปถึงวันแรกที่บริษัทตอบรับคุณเข้าทำงาน ข้อดีต่าง ๆ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมทำงานในบริษัท นึกถึงความตื่นเต้นตอนเจ้านายมอบหมายงานชิ้นแรกให้คุณ ความกระตือรือร้นที่คุณพยายามทำช่วงทดลองงานจนผ่านโปร อาจจะช่วยจุดไฟในตัวคุณได้

มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่บวกจะช่วยทำให้คุณผ่านพ้นความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ลองคิดดูว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีงานทำ ในขณะที่ใครหลายคนกำลังตกงาน ในขณะที่เจ้าของกิจการหลายรายกำลังประสบปัญหาขาดทุน แต่คุณเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน มีเงินส่งเลี้ยงดูพ่อแม่ มีเงินส่งลูกเรียนในโรงเรียนดี ๆ มีเงินซื้อของที่อยากได้ มีเงินท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป

ปิดหูปิดตา

เมื่อต้องเจอกับเจ้านายที่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าคบ ให้คุณมาทำงาน -เลิกงานตามเวลาที่บริษัทกำหนด เดินเข้าออฟฟิศแบบปิดหููปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท ก้มหน้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้ผลงานออกมาตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หรือหากมีโอกาสทำงานใหญ่ คุณอาจรับอาสาทำแบบเงียบ ๆ ตั้งใจทำให้เสร็จ เพื่อผลงานเข้าตาผู้บริหารใหญ่ คุณอาจได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งงาน

ให้รางวัลตัวเอง

เคยคิดบ้างไหมว่าทุกวันนี้ คุณก้มหน้าก้มตาทนทำงานด้วยความเครียดไปเพื่ออะไร? หากคุณยังตอบไม่ได้ คุณลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น “หากชั้นทำงานโปรเจคนี้สำเร็จ ชั้นจะให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมหรู หรือการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาสะพายไปทำงาน และหากคุณมีเงินมากพอ อาจตั้งเป้ารางวัลให้ตัวเองด้วยการนำโบนัสปลายปี ไปซื้อบ้านหลังใหม่ หรือรถยนต์คันใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณสุขสบายมากยิ่งขึ้นก็ได้

หาเวลาพัฒนาตัวเอง

หากงานมันซ้ำซากจำเจมากนัก ลองหาเวลาลงสมัครเรียนคอร์สระยะสั้น หาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ในสายงานที่คุณทำ ให้คุณมีโอกาสมองเห็นโลกที่มันกว้างกว่าสังคมออฟฟิศเดิม ๆ ของคุณ ได้รู้จักเพื่อนร่วมคอร์สเรียนใหม่ ๆ ซึ่งคุณอาจนำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนางานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน หรือมองหาโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ในตำแหน่งสูงขึ้น และผลตอบแทนมากขึ้นได้

หาเวลาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายหลังเลิกงานประมาณ 20 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) และสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยลดระดับความตึงเครียดในร่างกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่ง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง มีไฟที่จะทำงานอีกด้วย

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

มีคำคมในยุคสมัยหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ทำให้ชวนคิดกันมาโดยตลอดว่า ความสุขจากการทำงานนั้น หมายถึง “เงิน” อย่างเดียวเลยหรือ? แล้วถ้าเรา เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน รวมถึงองค์ประกอบของความสุขในชีวิตเราในด้านอื่น ๆ ควรจะถูกคำนึงถึงด้วยหรือไม่ และควรถูกคำนึงถึงมากน้อยเพียงไร?

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

ถ้าจะพูดกันแบบตรง ๆ ไม่ใช่พวกโลกสวย คงต้องยอมรับว่าค่าตอบแทน หรือเงินค่าจ้าง นั้นสำคัญมากในการทำงาน ก็แน่ล่ะสิ เราทำงานเพื่อให้ได้เงินไม่ใช่ไปทำการกุศล ถึงจะได้เท่าไหร่ก็รับมาแบบไม่คิดอะไร แต่ความสุขที่ได้จากการทำงานในทุกวันก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะเราคงไม่สามารถจะมีความสุขได้แค่วันเงินเดือนออกเพียงวันเดียว! แล้วเราจะพิจารณาจากอะไรเป็นสำคัญถ้าเจองานที่ใช่ แต่เงินไม่ไหวจะเคลียร์ หรือ งานที่ค่าตอบแทนสูงลิบลิ่ว แต่ต้องทนนั่งหน้านิ่วเพราะความเครียด ลองมาดูกันดีกว่า ถ้าเราเจอกับภาวะแบบนี้ จะตัดสินใจจากอะไรดี

1. ความจำเป็นของ “เงิน” ต่อการดำรงชีพของคุณ

ความชอบเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจเรา เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข และมีแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ แต่เงินก็ไม่ใช่ไม่จำเป็น ถ้าคุณไม่ได้เดือดร้อนอะไรในชีวิต บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ หนี้สินไม่มีให้ผ่อน แล้วจะคิดอะไรมาก งานที่ใช่ ทำให้คุณรู้คุณค่าของชีวิต ทำให้เรามีแรงตื่นขึ้นไปทำงาน ทำให้เราไม่กลัววันจันทร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย เลือกงานที่ใช่ไปเลยอย่าคิดมาก แต่ถ้าคุณมีภาระเยอะ ต้องรับผิดชอบชีวิตคนที่อยู่ข้างหลังหลายคน อาจต้องลองค่อย ๆ คิดทบทวน ว่างานที่ใช่จะสามารถ cover ในส่วนที่คุณต้องจ่ายได้หรือไม่ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เงินก็ต้องมาก่อน ก็ต้องรับสภาพไป ความจนมันน่ากลัว

2. ระดับความชอบของคุณที่มีต่องานที่ได้รับข้อเสนอ

คำว่าใช่ ก็หมายถึงความชอบในปริมาณที่มากพอที่มีต่อสิ่งนั้น และก็ต้องชอบในเกือบทุกสิ่งอย่างด้วย แบบประมาณว่า โอ้ ช่างคลิกเหลือเกิน คิดง่าย ๆ งานก็เหมือนแฟน เวลาที่เราเจอคนที่ใช่ เราจะรู้สึกได้ทันที งานก็เช่นกัน ถ้าเรารู้สึกได้ถึงเคมีกับงานไหนเป็นพิเศษ ก็อย่ารอช้า ถึงค่าตอบแทนอาจน้อยกว่าที่ต้องการไปเสียหน่อย แต่ถ้าเราได้ทำงานที่ใช่ เรามักจะทำได้ดี แล้วพอเราทำได้ดี ความก้าวหน้าจะมาหาเราทันที ดีกว่าไปเลือกงานที่เงินเยอะแต่เราไม่มี passion ด้วย ทำไปวัน ๆ เช้าชามเย็นชาม สุดท้ายก็คงไม่ก้าวหน้าไปไหน ช่วงแรกได้เยอะ แต่ไม่ขยับขึ้นอีกเลยก็ไม่ไหวนะยู เราต้องคิดถึงอนาคตด้วย

3. ความก้าวหน้าในอนาคต

ความก้าวหน้าในการทำงาน เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้น ๆ ของการเลือกงานไม่แพ้ความชอบ และค่าตอบแทน ถ้างานที่เราชอบ เงินไม่น้อยจนน่าเกลียด อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และประเมินดูว่ามีอนาคต แนะนำว่าให้เลือกงานที่ใช่ก่อนค่าตอบแทนที่มากกว่าในช่วงแรก เพราะถ้าคุณได้ทำงานที่ใช่ ความเจ๋งในตัวคุณจะส่องประกายออกมาเอง ในเวลาไม่นาน คุณจะได้รับโอกาส และค่าตอบแทนที่มากขึ้นแน่นอน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างจะดีเอง

4. ต่อรองเพิ่มเติม

ถ้ารู้สึกว่าเจองานที่ใช่จริง ๆ แต่ติดที่เรทค่าตอบแทน ลองเจรจาต่อรองอีกสักตั้งกับทางต้นสังกัดก็ไม่เสียหาย แต่ก็อย่าต่อรองในเรทที่เกินจริงมากไป จนองค์กรรู้สึกว่าคุณกำลังโก่งค่าตัว วิธีที่ดูโอเคอีกวิธีก็ยกตัวอย่างเช่น คุณจะขอพิสูจน์ฝีมือและความสามารถในตำแหน่งนี้ในระยะทดลองงาน ถ้าหากว่าผลงานเข้าตากรรมการแล้วจะขอขยับขึ้นอีกก็ว่ากันไปให้เหมาะสมกับผลงาน

5. ขอรับเป็น freelance

ถ้าชอบมาก แต่เงินไม่สู้จริง ๆ แล้วทางนายจ้างก็ชอบคุณ ลองหาทางออกอื่น ๆ ร่วมกันอีก เผื่อจะมีความเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น การจ้างงานแบบฟรีแลนซ์เป็นจ็อบ ๆ ไป แล้วคุณก็เอาเวลาที่เหลือไปหางานเพิ่มอีก เพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่คุณคิดว่าจะสามารถดำรงชีพได้แบบไม่ลำบาก และยังได้มีโอกาสทำงานที่ใช่ไปในคราวเดียวกันอีกด้วย แต่วิธีการนี้ไม่ได้ใช้ได้กับทุกบริษัท อาจจะต้องลองลุ้น ลองคุยกันเป็นกรณี ๆ ไป เพราะส่วนใหญ่องค์กรจะอยากได้คนที่สามารถให้เวลางานกับองค์กรได้อย่างเต็มอัตรามากกว่าที่จะจ้างเป็นลักษณะฟรีแลนซ์ เว้นแต่ว่างานนั้น ๆ สามารถทำได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลองคุยดูก่อนก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว อย่าไปกลัว

6. ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สุดท้าย ถ้าเลือกไม่ได้จริง ๆ ระหว่างแค่ 2 หัวข้อ อันได้แก่ ความชอบ และเงิน ก็ขอให้พิจารณาถึงปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิเช่น วัฒนธรรมองค์กร ทีมงาน และหรือระยะทางระหว่างที่พักถึงอาคารที่ทำงาน ฯลฯ บ่อยครั้ง ปัจจัยอื่น ๆ ก็ส่งผลกระทบต่อความชอบของเราที่มีต่อตัวงานนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น งานนี้ชอบมาก แม้ค่าตอบแทนน้อยก็พอไหว แต่พิจารณาอีกนิด โอ๊ยตายแล้ว บ้านเราอยู่ฝั่งธน แต่ต้องไปทำงานที่รามอินทรา จะไหวมั้ย ถามใจตัวเองดู เป็นต้น