Tag: ประเทศญี่ปุ่น

10 เมืองใหญ่น่าเรียน ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2016

น้องๆ คนไหนที่กำลังมองหาประเทศน่าเรียนอยู่ต้องมาอ่านบทความนี้เลย เนื่องจากเราได้รวบรวม 10 เมืองใหญ่น่าเรียน เรียกได้ว่าดีที่สุดในโลกประจำปี 2016 นี้เลย แต่ละประเทศก็เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ อีกด้วยนะ

10 เมืองใหญ่น่าเรียน ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2016

10 เมืองใหญ่น่าเรียน ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2016

  • อันดับ 1 : ปารีส (Paris) ประเทศฝรั่งเศส – “นครปารีส” ดินแดนแห่งแฟชั่น น้ำหอม และหอไอเฟล แชมป์เก่าหลายสมัยที่ยังไม่มีเมืองไหนโค่นได้ โดยในปี 2016 มีจำนวนมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดอันดับโดย QS ทั้งสิ้น 18 แห่ง และมหาวิทยาลัย “Ecole normale supérieure” ติดอันดับโลกสูงสุดในอันดับที่ 23 และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก(Global Liveability Ranking) อันดับที่ 29 เมื่อปี 2015 อีกด้วย
  • อันดับ 2 : เมลเบิร์น (Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย – เมืองใหญ่อันดับสอง ของประเทศออสเตรเลีย เมลเบิร์นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษา และเมืองแห่งศิลปะ บรรยากาศดี มีชายหาดและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนมากมาย อันดับ 1 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก (Global Liveability Ranking) ประจำปี 2015 และเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลกอันดับที่ 185 นั่นเอง
  • อันดับ 3 : โตเกียว (Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น – อันดับ 3 ในปีนี้ตกเป็นของ “เมืองโตเกียว” จากประเทศญี่ปุ่น ที่ไต่อันดับขึ้นมาจากปีที่แล้วในอันดับที่ 7 และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับที่ 15 แม้จะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ถ้ารวมกับหลายองค์ประกอบแล้วโตเกียวยังเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา
  • อันดับ 4 : ซิดนีย์ (Sydney) ประเทศออสเตรเลีย – เมืองที่สองสำหรับประเทศออสเตรเลียที่สามารถคงอันดับเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา ในปี 2016 และยังเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับที่ 7 เมืองยอดฮิตที่เหล่านักเรียนนักศึกษานิยมไปเรียนต่อมากที่สุดในโลกอยู่ในอันดับที่ 3 อีกด้วย
  • อันดับ 5 : ลอนดอน (London) ประเทศอังกฤษ – เมืองลอนดอน ในปี 2016 ตกลงมาจากอันดับที่ 3 จากปี 2015 มีมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ในอันดับโลกมากที่สุดถึง 19 แห่ง “UCL (University College London)” ติดอยู่ในอันดับที่ 7 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก
  • อันดับ 6 : สิงคโปร์ (Singapore) – ประเทศสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ในการจัดอันดับโดย QS เพียง 3 แห่ง และ “National University of Singapore” ติดอยู่ในอันดับที่ 12 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก 2016 นอกจากนี้ประเทศสิงคโปร์ยังมีความโดดเด่นในด้านเมืองที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลกอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก และยังเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูงอันดับที่ 11 ของโลกอีกด้วย
  • อันดับ 7 : มอนทรีออล (Montréal) ประเทศแคนาดา – มอนทรีออล จากประเทศแคนาดา เมืองสวย บรรยากาศดี การศึกษาเยี่ยม อันดับที่ 14 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดโลก มีคะแนนโดดเด่นในเรื่องของความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษาต่างชาติ ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง และมอนทรีออลยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดในโลก รองจากปารีส
  • อันดับ 8 : ฮ่องกง (Hong Kong) – ฮ่องกง เมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก อยู่ในอันดับที่ 2 และยังมีความโดดเด่นในเรื่องของความปลอดภัยทุกคนเคารพกฎหมาย อยู่ในอันดับที่ 21 เมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และเป็นเมืองที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดอันดับที่ 15 ของโลกอีกด้วย
  • อันดับ 9 : เบอร์ลิน (Berlin) ประเทศเยอรมนี – ครั้งนี้เบอร์ลินกลับมาอีกครั้งในอันดับที่ 9 ของโลกเลยทีเดียว โดยมีมหาวิทยาลัยติดอันดับโลกด้วยกันทั้งหมด 3 แห่ง และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับที่ 20 มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดติดอันดับ 12 ของโลกอีกด้วย สิ่งสำคัญที่ช่วยในการส่งเสริมให้เบอร์ลินกลายเป็นเมืองแห่งการศึกษาก็คือ มหาวิทยาลัยของรัฐบาลส่วนใหญ่จะไม่เก็บค่าเล่าเรียน ทั้งนักศึกษาในท้องถิ่น และนักศึกษาชาวต่างชาติ (ยกเว้นหลักสูตรปริญญาโทบางส่วน)
  • อันดับ 10 : โซล (Seoul) ประเทศเกาหลีใต้ – อีกหนึ่งเมืองจากเอเชียที่ติดอยู่ในอันดับ Top10 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา ประจำปี 2106 “กรุงโซล” จากประเทศเกาหลีใต้ ที่ยังคงตำแหน่งเดิมจากปี 2015 โดยมีมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ในอันดับโลกทั้งหมด 18 แห่ง มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดคือ “Seoul National University” อยู่ในอันดับที่ 36 ของโลก แต่โซลก็ยังคงเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงติดอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลกเลยทีเดียว

สำรวจงานน่าทำ รายได้ดี เมื่อคิดจะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับประเทศญี่ปุ่นเรียกได้่าเป็นสวรรค์ของนักท่อเงที่ยวเลยหล่ะ มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม วัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีบรรยากาศที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวและอยู่อาศัย จนทำให้นักท่องเที่ยวบางรายคิดจะไปหางานทำกันเลยหล่ะ ในวันนี้เราจึงจะพาเพื่อนๆไปพบทำความรู้จักกับอาชีพสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการจะไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ตามไปดูกันเลย

สำรวจงานน่าทำ รายได้ดี เมื่อคิดจะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

สำรวจงานน่าทำ รายได้ดี เมื่อคิดจะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

  • นักวิจัย – เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วหล่ะ เพราะในปัจจุบันญี่ปุ่นใช้งบประมาณวิจัยและพัฒนาสูงถึง 144,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ทำให้ญี่ปุ่นมีความต้องการนักวิจัยและพัฒนาที่สูงมาก
  • วิศวกร – ก็อย่างที่รู้ๆกันครับ ว่าญี่ปุ่นมีบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมหนักอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโตโยตา ฮอนดา ฯลฯ ทำให้มีความต้องการวิศกรเป็นอย่างมาก ซึ่งเขาก็เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติด้วยนะจ๊ะ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศ – จากรายงานของสำนักงาน Information-Technology Promotion Agency (IPA) ประจำปี 2557 พบว่าบริษัทเอกชนในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะกิจการขนาดกลางขนาดเล็กและ Venture Business กำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางด้าน IT เพิ่มขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะรับผู้ชำนาญการด้าน IT ที่เป็นชาวต่างชาติมากขึ้นด้วยเช่นกัน
  • ธุรกิจขนาดเล็ก – ญี่ปุ่นติดอยู่ในอันดับที่ 20 ประเทศที่เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่สุดในโลกจาก World Bank’s Ease of Doing Business Index ถึงแม้ว่าชาวต่างชาติอาจจะไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่น แต่หากลองทำอาจจะประสบความสำเร็จก็เป็นได้
  • ดารา/นางแบบ – เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจเลยหล่ะครับ ถ้าหากคุณคิดว่ารูปร่างหน้าตาดีพอใช้ได้ อีกทั้งในปัจจุบันเค้ายังเปิดรับชาวต่างชาติเยอะมากด้วยนะ ค่าตอบแทนก็สูงมาก แต่ก็ต้องระวังดีๆ เพราะมีการหลอกลวงเยอะอยู่เหมือนกัน
  • บาร์และร้านอาหาร – ถือได้ว่าเป็นงานยอดฮิตสำหรับชาวต่าชาติกันเลยทีเดียว โดยในประเทศญี่ปุ่นจะมีอัตราค่าจ้างชั่วโมงละ 1200 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 334 บาท แต่เป็นงานที่หนักพอสมควร เพราะต้องทำงานถึง 12 ชั่วโมง ส่วนการทำงานที่ไนท์คลับนั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดไว้
  • วาณิชธนกิจ – เรียกง่ายๆคือ ที่ปรึกษาทางการเงิน โดยส่วนมากไม่จำเป็นต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้ เนื่องจากงานสวนใหญ่ที่จะรับชาวต่างชาติจะเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะมีการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกัน
  • ครูสอนภาษา – ในปัจจุบันการเป็นครูสอนภาษาก็ยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และครูสอนภาษาไทย
  • ล่ามแปลภาษา – ตามองค์กรบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศญี่ปุ่นยังต้องการคนที่มีความสามารถทางด้านภาษาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นได้มีการขยายเครือข่ายไปยังหลายประเทศทั่วโลก ยิ่งถ้าเรียนจบมาในสาขาเฉพาะอย่างเช่น วิทยาศาสตร์, กฎหมาย, วิศวกรรม และอื่นๆ ก็จะยิ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ใหญ่มาก เนื่องจากจะรู้ศัพท์เฉพาะทางได้ดีกว่าคนที่จบสายภาษามาอย่างเดียว แต่ส่วนใหญ่ในตำแหน่งนี้มักจะรับคนที่มีประสบการณ์มาก่อน

สำหรับใครที่คิดจะทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นยังไงกันบ้างครับ เพื่อนๆ สำหรับอาชีพต่างๆ เพื่อนๆ คนไหนสนใจอาชีพไหนก็ต้องลองไปทำกันดูหล่ะครับงานนี้ แต่ละงานค่าตอบแทนก็สูงๆ ทั้งนั้นจนเพื่อนๆ คงพอใจกับงานเหล่านี้แน่

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

สำหรับช่วงนี้นั้นก็มีพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะพิธีรับปริญญา (Congratulation) ซึ่งช่วงนี้มีมากมายจริงๆ แต่วันนี้เราก็จะพามาเปลี่ยนบรรยากาศไปพบกับพิธีนี้ที่ต่างประเทศกันบ้างนะครับ และก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ไหนไกลเลย ประเทศญี่ปุ่นนี่แหละ ที่ประเทศญี่ปุ่น (Japan) นั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการรับปริญญาก็จะเป็นที่รู้กันว่ามักจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมของทุกปี ไม่ใช่แค่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น พิธีรับประกาศนียบัตรของโรงเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม ก็จะจัดขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเดือนที่มีภาพลักษณ์ของการเป็น ฤดูกาลจบการศึกษา กันเลยทีเดียวล่ะ

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ซึ่งการรับปริญญาของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะส่งตัวแทนนักเรียนหรือประธานนักเรียน (Student Representatives) ขึ้นรับประกาศนียบัตรจากอธิการบดี (หรือไม่ก็ให้ตัวแทนแต่ละคณะขึ้นรับจากคณบดี) ดังนั้นถึงแม้ทุกๆมหาวิทยาลัยจะจัดพิธีในปลายเดือนมีนาคมพร้อมกัน ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะว่าไม่ต้องรับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ (Royalty) ทีละคนนั่นเอง

พิธีรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยคันไซกะกุอิน (Congratulations)

อีกอย่างพิธีดังกล่าวไม่ใช่การรับทีละคน ดังนั้นพิธีก็จะไม่กินเวลายาวนาน เผลอแป๊ปเดียวก็จบสิ้นพิธีการแล้ว แต่พิธีการของประเทศไทยนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติมากเพราะได้รับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ทีละคนซึ่งต่างจากที่ญี่ปุ่นมาก ดังนั้นคนญี่ปุ่นหลายคนเลยค่อนข้างตกใจ ที่ก่อนมีพิธีการคนไทยต้องมีงานซ้อมใหญ่เพื่อฝึกฝนทบทวนท่าทางการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะว่าดูเป็นทางการมากกว่าที่ญี่ปุ่นมากๆ นั่นเอง และหลังจากนั้น หลายๆ คนก็นำเอารูปถ่ายตอนที่ตัวเองรับพระราชทานปริญญาบัตรประดับตกแต่งที่บ้านด้วย ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ของบ้านเราแหล่ะครับ

การถ่ายภาพ (Photo)

ในยุคสมัยนี้ก็คงจะไม่พ้นเรื่องนี้กันนะครับ โดยเฉพาะที่โซเชียลมีเดีย (SocialMedia or SocialNetwork)เฟื่องฟู และโดยเฉพาะความเป็นคนไทยที่ชอบการถ่ายรูปเอาซะมากๆ โดยที่ในญี่ปุ่นเพียงแค่ให้ญาติๆ สลับกันถ่ายหรือว่าให้เพื่อนถ่ายเท่านั้น แต่การถ่ายภาพรับปริญญาแบบจ้างช่างภาพมืออาชีพ ค่าตัวแพงๆ วันละหลายพันบาทอย่างกะ Pre-wedding นี้ทำเอาชาวญี่ปุ่นหลายๆ คนงงเป็นไก่ตาแตกเลยล่ะ

ชุดครุยของมหาวิทยาลัยต่างๆ (The Uniform)

ในส่วนของเครื่องแต่งกายของไทยและญี่ปุ่นก็ต่างกันมาก ของไทยเรานั้นจะเป็นชุดกาวน์ที่เรียกว่า “ชุดครุย” ใส่คลุมไว้ด้านนอก ชุดครุยนี้แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีรูปแบบที่คล้ายกัน แต่ละคณะก็มีสีสันแตกต่างกันออกไป แต่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่มีเครื่องแบบนักศึกษา ดังนั้นก็ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าต้องใส่ชุดอะไร แต่ที่นิยมใส่กันในหมู่นักศึกษาชายก็เห็นจะเป็นชุดสูท ของนักศึกษาหญิงก็ใส่ชุดฮาคามะกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าจะใส่สูทก็ไม่ถือว่าผิดกติกาครับ

และอีกอย่างก็คือที่ญี่ปุ่นสำหรับคนที่เรียนจบแล้วทำงานทันที ส่วนใหญ่จะเริ่มงานกันในวันที่1เมษายนหลังจากจบการศึกษาเลยล่ะ งนั้นหลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับปริญญาในเดือนมีนาคมแล้ว ที่ญี่ปุ่นจึงไม่มีการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับปริญญา แต่ทว่าที่ประเทศไทยการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นเรื่องปกติมากๆ คิดว่านี่เป็นจุดหนึ่งทางวัฒนธรรมที่ประเทศไทยต่างจากชาวญี่ปุ่น

ซึ่งถ้าลองมาคิดดูกันดีๆ แล้ว งานรับปริญญาของไทยก็เป็นโอกาสที่ดีที่เพื่อนๆสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจะได้มารวมตัวกัน คนที่จะเข้ารับปริญญาในรุ่นต่อๆไป แม้ว่าต้องลางาน อย่างไรก็จะต้องไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรให้ได้ เห็นได้ชัดว่าคนไทยเห็นงานนี้สำคัญกว่าคนญี่ปุ่นมากๆ เลยก็ว่าได้ครับ แต่ก็ว่าอ่ะเนอะ…ครั้งเดียวในชีวิต ขอจัดเต็มหน่อยละกัน ไม่งั้นคงเสียดายแย่ ที่จะมีรูปสวยๆ หล่อๆ ไว้ดูตอนทำงานเพื่อเป็นกำลังใจสำคัญเลยนะเนี่ย

ขอบคุณบทควาดีๆ จาก http://www.scholarship.in.th/