Tag: นักเรียน

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

การทำงานเป็นทีมได้ดีเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่บริษัทต่างก็มองหาในตัวพนักงาน เพราะพลังจากการร่วมแรงร่วมใจนั้นสามารถเพิ่มทั้งความรวดเร็ว การ ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่ หรือ ฟรีแลนซ์ เองก็ตามช่วยในการตัดสินใจและยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในผลงานได้เป็นอย่างดี แต่การเป็นพนักงานหน้าใหม่ที่ต้องมาร่วมงานกับรุ่นพี่นั้น บางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของทีมทันทีที่เริ่มงาน อาจเจอปัญหาหลายแบบไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ยังไม่ยอมรับในความสามารถ เพื่อนร่วมงานทำงานคนละแบบคนละแนวทาง และอื่นๆ หากใครที่กำลังสับสนและไม่รู้จะเริ่มตรงไหนเรามีวิธีต่อไปนี้สามารถช่วยฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมให้คุณได้

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

รู้จุดแข็งของตัวเอง

ในแต่ละทีมงานย่อมประกอบไปด้วยหลายหน้าที่ แต่ละหน้าที่ต่างก็ต้องการความสามารถหรือทักษะที่แตกต่างกันออกไป หากคุณรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งด้านใด คุณจะสามารถเสนอตัวช่วยรับผิดชอบในส่วนนั้นได้ ความสามารถนี้อาจจะเป็นความรู้ทางด้านเทคนิค การติดต่อประสานงาน การค้นคว้าหาข้อมูลหรือด้านใดก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่องาน เมื่อได้ทำในสิ่งที่ตนเองถนัดก็ย่อมสร้างผลงานออกมาได้ดีและทำให้ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นอีกด้วย

ข้อแนะนำ : หากยังไม่มั่นใจกับความสามารถของตัวเอง อาจจะลองเริ่มจากเสนอตัวช่วยในงานชิ้นเล็กให้สำเร็จก่อนเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

รู้จักเพื่อนร่วมทีม

ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีนั้นสามารถส่งผลให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้เสมอ อย่ารู้จักกันแค่เฉพาะเวลางาน หาโอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมในเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากงานบ้าง ทำความรู้จักและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีอย่างจริงใจ คอยสนับสนุนช่วยเหลือในยามที่พวกเขาต้องการ สิ่งนี้จะช่วยให้การทำงานเป็นทีมง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

ข้อแนะนำ : นอกจากความสัมพันธ์กันแบบ “เพื่อนร่วมงาน” แล้ว เราควรเป็น “เพื่อน” กับทุกคนในทีมได้ด้วย

รู้จักและเข้าใจความแตกต่าง

สมาชิคแต่ละคนในทีมย่อมมาจากต่างประสบการณ์ ต่างครอบครัว ทั้งนิสัยและการทำงานย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ควรพยายามเรียนรู้สไตล์การทำงานของแต่ละคน จากนั้นทำความเข้าใจและยอมรับในรูปแบบที่พวกเขาเป็น แทนที่จะมัวแต่หงุดหงิดกับการทำงานที่ไม่ได้ดังใจตัวเอง เราควรหาวิธีสร้างความร่วมมือและผลงานให้ได้ดีที่สุดจากความแตกต่างนี้

ข้อแนะนำ : อย่าใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินผู้อื่น แต่ให้สังเกตและเรียนรู้พวกเขาด้วยใจเป็นกลาง

รู้เวลา

การทำงานเป็นทีมนั้น ความล่าช้าที่เกิดจากคนหนึ่งคนสามารถส่งผลถึงทั้งทีมได้ ดังนั้นความตรงต่อเวลาจึงสำคัญมาก หากได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งควรประเมินเบื้องต้นก่อนว่าจะทำได้สำเร็จตามเวลาที่ได้รับมอบหมายมาหรือไม่ และทำการเจรจาต่อรองจนได้ระยะเวลาที่ทั้งทีมรับได้และตัวเราเองก็มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานให้ได้ดีด้วย

ข้อแนะนำ : หากรับงานมาแล้วพบในภายหลังว่าไม่สามารถทำตามเวลาที่กำหนดได้ ให้รีบแจ้งเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันทีเพื่อจะได้ช่วยกันหาทางออก อย่ารอจนถึงนาทีสุดท้าย หรือกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราไม่มีความสามารถ การที่เรารับปากแล้วทำตามไม่ได้แต่ยังไม่รีบหาทางออกนั้นส่งผลเสียกว่ากันมาก

รู้จักฟังและมีการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม

รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างเปิดใจ แต่ก็อย่าเป็นผู้ฟังอย่างเดียวจนเอาแต่นั่งเงียบในที่ประชุมเพราะจะทำให้เหมือนกับไม่ให้ความร่วมมือ หากมีไอเดียใดที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่องานก็ควรนำเสนอต่อทีมหรือที่ประชุม หรือหากมีความคิดเห็นที่แตกต่างก็สามารถโต้แย้งได้อย่างสุภาพและใช้เหตุผลในการพูดคุยกัน

ข้อแนะนำ : หากไม่รู้จะเสนออะไรหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นไม่มากพอ ควรทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลก่อนเข้าประชุมทุกครั้ง

รู้และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติสำหรับชีวิตมนุษย์ ไม่ต่างกับชีวิตของการทำงาน ยิ่งเป็นการทำงานที่มีผู้คนเกี่ยวข้องแล้วนั้น ในบางครั้งเราอาจต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากเพื่อนร่วมงานที่ลาออกกระทันหัน หรือโปรเจคอาจถูกเปลี่ยนมือไปให้คนใหม่ อะไรต่างก็เกิดขึ้นได้เสมอ จงเตรียมใจให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติและปรับตัวตามให้ดีที่สุด

ข้อแนะนำ : ถ้ารู้สึกว่ายังไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ ควรปลีกตัวออกไปสงบสติสักพักก่อนกลับมารับมือกับความเปลี่ยนแปลง

แม้จะเป็นพนักงานหน้าใหม่ แต่เราก็สามารถเป็นสมาชิกยอดเยี่ยมของทีมได้ ขอเพียงความตั้งใจจริงและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทำงานเป็นทีมถือเป็นทักษะระดับต้นๆ ที่คุณควรมียิ่งเราทำงานหลายอย่างการมีทีมคอยเชื่อเหลือจะทำให้การทำงานของคุณง่ายยิ่งขึ้นด้วย วิธีที่แนะนำไปคุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือวัยทำงานยาวไปจนถึงวัยเกษียณแล้วก็ตาม เชื่อเลยว่ายังไม่มีทางได้วางมือง่ายๆ เพราะการทำงานไม่เคยหยุดนิ่ง หากมีโอกาสได้รับมอบหมายงานหรือโปรเจคใดที่แม้จะดูยาก ขอให้มองเป็นความท้าทาย เป็นโอกาสให้ฝึกฝนและแสดงฝีมือ เพราะยิ่งทำมากเราก็จะยิ่งได้เรียนรู้มากและเก่งขึ้นตามไปด้วย

โมบายล์มันนี่ จะส่งผลกระทบต่อตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศ

น้องที่กำลังเรียนอยู่น่าจะเคยมใช้งานพวก โมบายล์มันนี่ (Mobile Money) ที่อำนวยความสะดวก ทั้งในการเช็คยอดเงิน โอนเงิน และอื่น ในธุรกรรมของตัวเองผ่านมือถือ โดยไม่จำเป็นต้องไปธนาคารให้เสียเวลา ล่าสุดมีผลสำรวจความเห็นของลูกค้าเกี่ยวกับช่องทางการโอนเงินระหว่างประเทศ โดยธนาคารโลก หรือ World Bank เผยว่าในปีนี้ ตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศมีแนวโน้มที่จะมีมูลค่าสูงถึง 310,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 11 ล้านล้านบาท ซึ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ให้บริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ

โมบายล์มันนี่ จะส่งผลกระทบต่อตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศ

โมบายล์มันนี่ จะส่งผลกระทบต่อตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศ

ผลวิจัยเผยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่(82 เปอร์เซนต์)ที่ใช้บริการโอนเงินผ่านผู้ให้บริการ (MTO) หรือธนาคารในปัจจุบัน นั้นไม่พึงพอใจในบริการ โดย 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และเยอรมนี เผยว่ายินดีที่จะโอนเงินข้ามประเทศผ่านโทรศัพท์มือถือ หากบริการดังกล่าวปลอดภัย, สะดวกรวดเร็ว และราคาน่าสนใจกว่าบริการที่มีอยู่ในตลาด
การสำรวจดังกล่าวถูกจัดทำโดย แอมดอกซ์ และดำเนินงานโดย บริษัท จูนิเปอร์ รีเสิร์ช ได้สอบถามผู้ใช้บริการโอนเงินระหว่างประเทศกว่า 3,000 ราย ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดได้ย้ายจากถิ่นฐานเดิมไปยังสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และเยอรมนี โดยมุ่งเน้นไปที่เส้นทางการโอนเงินระหว่างประเทศ 7 เส้นทางหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา – เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา – ลาตินอเมริกาและอเมริกากลาง (CALA), สหรัฐอเมริกา – ฟิลิปปินส์, สหรัฐอเมริกา – เวียดนาม, สหราชอาณาจักร – ไนจีเรีย และ เยอรมนี – ตุรกี

โดยเส้นทางที่ได้กล่าวมานั้นมีมูลค่ากว่า 78,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 28 ล้านล้านบาทต่อปี1 เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ยอดการโอนเงินระหว่างประเทศนั้นสูงกว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 288,300 ล้านบาทต่อปี โดยจำนวนเงินที่โอนเข้าประเทศนั้นอยู่ที่ 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) และจำนวนเงินที่โอนออกนอกประเทศนั้นอยู่ที่ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 93,000 ล้านบาท) เงินที่โอนเข้าประเทศไทยนั้นมาจากสหรัฐอเมริกาเสียเป็นส่วนมาก หรือกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 53,000 ล้านบาท)
ประเด็นสำคัญของรายงาน:

  • ลูกค้าไม่พึงพอใจในบริการโอนเงินระหว่างประเทศรูปแบบเก่า และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการโอนเงินอื่นๆ: กว่า 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามเปิดเผยว่าตนเองโอนเงินระหว่างประเทศผ่านผู้ให้บริการ หรือ Money Transfer Operators (MTO) โดยส่วนมากไม่พึงพอใจกับบริการที่ได้รับ (82%) เนื่องจากราคาสูงและดำเนินการช้า โดย 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มองว่าปัญหาหลักของการโอนเงินระหว่างประเทศคือระยะเวลาดำเนินการ ประกอบไปด้วย 48% จากกลุ่มที่โอนเงินผ่าน MTO, 49% จากกลุ่มที่โอนเงินผ่านธนาคาร และ 46% จากกลุ่มที่โอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่แจ้งว่าอัตราค่าบริการเป็นเหตุผลหลักที่พวกเขาไม่พึงพอใจในบริการนั้นโอนเงินผ่าน MTO ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางที่แพงที่สุด แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้บริการไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางการโอนเงินระหว่างประเทศช่องทางอื่นๆ ที่ราคาย่อมเยา, รวดเร็ว และปลอดภัยกว่าการใช้บริการของ MTO
  • ผู้ใช้บริการยินดีที่จะโอนเงินข้ามประเทศผ่านโทรศัพท์มือถือ: กว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามเผยว่ายินดีที่จะโอนเงินข้ามประเทศผ่านโทรศัพท์มือถือแทนช่องทางเดิมๆ และเมื่อนับกลุ่มผู้ใช้บริการ MTO ด้วยแล้ว จะทำให้ตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้นเป็น 92% เลยทีเดียว จึงแสดงให้เห็นว่า หากผู้ให้บริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือวางแผนการตลาดอย่างแม่นยำ จะส่งผลกระทบต่อตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศในปัจจุบันได้อย่างไม่ต้องสงสัย
  • ผู้ใช้บริการสนใจการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านโทรศัพท์มือถือ หากค่าบริการเฉลี่ยนอยู่ที่ 5 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 180 บาท): ผลสำรวจรายงานว่า 41% ของกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ยอมรับการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านโทรศัพท์มือถือเผยว่า พวกเขาต้องการจ่ายค่าบริการจำนวน 4 เหรียญสหรัฐเท่านั้น (ประมาณ 143 บาท) ในขณะที่อีก 21% ยินดีที่จะจ่าย5 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 180 บาท)
  • อัตราค่าบริการและความปลอดภัย คือปัจจัยหลักในการเลือกช่องทางการโอนเงิน: กว่า 1 ส่วน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามเผยว่าอัตราค่าบริการและความปลอดภัย คือปัจจัยหลักในการเลือกช่องทางการโอนเงิน 50% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเส้นทางการโอนเงินจากเยอรมนีไปยังตุรกีแจ้งว่า ความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักในการเลือกผู้ให้บริการ ในขณะที่ 22% มองว่าอัตราค่าบริการสำคัญกว่า เส้นทางการโอนเงินดังกล่าว ให้ความสำคัญเกี่ยวกับค่าบริการน้อยกว่าเส้นทางอื่นเพราะมีค่าบริการที่ย่อมเยากว่าเส้นทางอื่น – เฉลี่ยอยู่ที่ 5 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 180 บาท)ต่อการโอนหนึ่งครั้ง นอกจากสองปัจจัยที่กล่าวถึงแล้ว ลูกค้ายังให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและระยะเวลาดำเนอนการอีกด้วย

ดร. วินด์เซอร์ โฮลด์เดน, หัวหน้าฝ่ายคาดการณ์และปรึกษาธุรกิจ, จูนิเปอร์ รีเสิร์ช กล่าวว่า “ผลการสำรวจแสดงให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ให้บริการทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อสร้างการแข่งขันในตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ลูกค้าส่วนหนึ่งมองว่าอัตราค่าบริการเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกช่องทางการโอนเงิน จึงทำให้บริการที่ราคาย่อมเยากว่าสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และก้าวสู่ช่องทางการโอนเงินที่ลูกค้ายอมรับอย่างแพร่หลาย”
แพทริค แมคโกรรี่, รองประธานฝ่ายธุรกิจบริการรูปแบบใหม่, แอมดอกซ์ “ผู้ให้บริการที่สามารถนำเสนอโซลูชั่นที่แปลกใหม่, สะดวกสบาย และราคาย่อมเยา จะสามารถเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า และแข่งขันกับผู้เล่นในตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ โซลูชั่นทางด้านการเงินบนโทรศัพท์มือถือของแอมดอกซ์ จะเป็นตัวช่วยสำหรับผู้ให้บริการทางด้านโทรคมนาคมและผู้ให้บริการทางด้านการชำระเงิน ในการพัฒนาระบบและบริการเพื่อรองรับการโอนเงินระหว่างประเทศ โดยการนำเสนอบริการที่สะดวก, ปลอดภัย, ใช้งานได้ผ่านหลายช่องทาง และราคาไม่สูงเกินไป ซึ่งจะช่วงดึงลอยัลตี้ของลูกค้าได้ โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน The New World of Customer Experience™ จากแอมดอกซ์”

Holistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

ตอนนี้เริ่มเปิดเทอมใหม่กันแล้วอะไรที่พลาดจากเทอมเก่าก็เก็บไว้เป็นประสบการณ์ที่ดีก็แล้วกัน ในเมื่อเริ่มต้นใหม่แล้วก็หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาทำให้ตัวเราเองเรียนได้เก่งขึ้นดีกว่า วันนี้เราก็มี 8 เทคนิคดีๆ ที่จะทำให้เพื่อนๆ เรียนได้ดีขึ้น เกรด 4 เกรด A จะไม่มาก็ให้มันรู้กันไป!!! ลองมาดูกันเลยว่าเทคนิคที่ว่านี้มาจาก การเรียนรู้แบบองค์รวม หรือ Holistic Learning นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการท่องจำแบบอัดๆ ข้อมูลเข้าไปในหัวสมอง การเรียนรู้แบบองค์รวมจะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างความคิดและข้อมูลต่างๆ ทำให้เราจดจำได้ดีขึ้นในระยะยาว และช่วยเพิ่มทักษะในการคิดวิเคราะห์ด้วยล่ะHolistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

Holistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

  1. แปลงข้อมูลให้เป็นรูปภาพ – สมองคนเราสามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อความ ดังนั้น การแปลงข้อมูลต่างๆ ให้เป็นรูปภาพ จะทำให้เราสามารถจำได้ดีขึ้น ลองฝึกจดแลคเชอร์โดยมีรูปประกอบดู แล้วจะพบว่ามันจำง่ายกว่าข้อความติดกันเป็นพรืดๆ เยอะ
  2. เชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เก่า – ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้พยายามโยงเข้ากับพื้นความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจสิ่งใหม่ที่เรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น เช่น คำว่า ‘sue’ ซึ่งแปลว่า ฟ้องร้อง ออกเสียงคล้ายๆ ‘สู้’ ในภาษาไทย เราก็จำแบบเชื่อมโยงว่า sue คือ สู้กันในศาล = ฟ้องร้อง แบบนี้ก็จะช่วยให้จดจำได้ในระยะยาว
  3. การติวให้เพื่อน – การติวให้คนอื่น นอกจากจะเป็นการทบทวนความรู้ของเราอีกรอบแล้ว ในระหว่างเรียบเรียงเพื่อนำไปอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ สมองของเรายังมีการพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่เรียนรู้ไป ให้มีการจัดวางอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น และทำให้เราเข้าใจความรู้เหล่านั้นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีก!!!
  4. หลีกเลี่ยงการจดโน้ตด้วยข้อความล้วนๆ – เชื่อว่าหลายคนคงเคยหลับคาตำราเรียนเล่มหนาๆ กันมาแล้วไม่มากก็น้อย เพราะตัวหนังสือที่ติดกันยาวๆ อ่านแล้วมันช่างน่าเบื่อสุดๆ ฉะนั้น เวลาที่เราจดโน้ตไว้อ่านทบทวนเอง เราก็ไม่ควรเขียนเฉพาะตัวหนังสือ ลองวาดภาพ เขียนกราฟ เขียนแผนภูมิแทรกลงไปบ้าง จะช่วยให้สนุกขึ้นเวลากลับมาอ่านทบทวน และทำให้จดจำได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย อ้อ! อย่าลืมแทรกความคิดเห็นที่เรามีต่อเรื่องนั้นๆ ลงไปด้วย เพราะมันจะช่วยกระตุ้นให้สมองเกิดการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี
  5. วางรากฐานให้มั่นคง – เวลาเริ่มต้นเรียนใหม่ๆ ส่วนใหญ่เนื้อหาจะง่ายใช่ไหม แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งยากขึ้น และทำให้งุนงงสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนพอไม่เข้าใจจุดหนึ่งก็ปล่อยผ่านไป แล้วข้ามไปอ่านอีกเรื่อง แบบนั้นมักจะยิ่งทำให้งงมากขึ้น เพราะเนื้อหาในบทเรียนส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกัน ฉะนั้น ถ้าอยากจะเข้าใจบทเรียนทั้งหมดได้โดยไม่สับสน การค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละสเต็ปจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
  6. อ่านบทสรุปก่อนเริ่มเรียน – หากวิชาไหนมีบทสรุป ก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหาหรือเรียนในคาบถัดไป แนะนำว่าให้อ่านบทสรุปไปก่อนล่วงหน้าเพราะจะช่วยให้เห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดก่อน และเมื่อย้อนกลับมาไล่อ่านอีกครั้งก็จะทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
  7. ตั้งใจฟังในห้องเรียน – บางคนเวลาเรียนในห้องมักจะชอบก้มหน้าก้มตาจดตามสไลด์ หรือจดตามสิ่งที่อาจารย์สอนแบบทันบ้างไม่ทันบ้าง ซึ่งการจดก็ถือเป็นวิธีช่วยจำที่ดี แต่อย่าลืมเผื่อสมาธิไว้ใช้กับการฟังและคิดวิเคราะห์ตามด้วย บางคนจดมาเยอะก็จริง แต่พอกลับมาอ่านทวนกลับไม่เข้าใจซะงั้น เพราะมัวแต่จดแทบไม่ได้ฟังที่อาจารย์สอนเลย บางทีอาจารย์บอกว่าตรงนี้จะออกสอบหรือเน้นย้ำหัวข้อไหนเป็นพิเศษ ถ้าไม่ได้ตั้งใจฟังเราก็อาจจะพลาดได้
  8. ฝึกจับประเด็น – การจับประเด็นไม่ใช่แค่การย่อความหรือสรุปความนะ แต่เป็นการวิเคราะห์ให้แตกฉานว่าอะไรคือหัวใจหลักของสิ่งที่เขียนอยู่ในหนังสือหรือสิ่งที่อาจารย์พูด ฉะนั้น เวลาอ่านหนังสือจบบทก็อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า หัวใจสำคัญหรือประเด็นหลักของบทนี้คืออะไร

 

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

น้องๆ ที่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปถึงน้องๆ ที่อยู่ชั้นปี 4 กำลังมองหาที่ฝึกงาน หัดทำงาน หรือศึกษาเรียนรู้ แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแนะนำให้ลองเข้าเว็บไซต์ที่รวมรวบ งานประเภท ฟรีแลนซ์ และสถานที่ฝึกงานมากมาย คือ FreelanceBay นั่นเอง ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่ได้มีแค่ฟรีแลนซ์ หรือสถานที่ฝึกงานเท่านั้น ยังมีการจ้างงานในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการค้นหาตำแหน่งงานที่ต้องการให้กับบริษัทต่างๆ อีกด้วย ทำให้เว็บไซต์เป็นที่นิยมและน่าใช้งานเว็บไซต์นึงเลยละ

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เมื่อได้ลองเข้ามาที่เว็บไซต์จะเห็นได้ถึงหน้าตาที่ใช้งานง่าย สีสันสะดุดตา แถมยังมีฟีเจอร์เลือกใช้งานเพียบ เหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการหางานอย่างแท้จริง ฟีเจอร์ (Features) หลักๆ ที่เห็นอยู่หน้าเว็บไซต์จะเกี่ยวกับการลงประกาศหางานตามตำแหน่งที่ต้องการ ตามมาด้วยการหาฟรีแลนซ์ที่สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพถูกใจคนจ้างงานก็ว่าได้ พร้อมระบบให้คะแนนถูกใจทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างงานด้วย เรียกได้ว่าเครดิตดีสามารถต่อยอดการทำงานและเพิ่มโอกาสการทำงานได้อีกมากเลยละ

อาชีพที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นมีมากมาย แต่ก็ยังมีบางอาชีพที่เป็นที่นิยมและสามารถเข้าถึงได้หลายอาชีพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเมอร์ (Programmer), กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Desingner), สอนภาษาติวเตอร์ (Tutorial), นักพัฒนาเว็บไซต์ (Web Developer), ผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์ค (Network Admin) รวมไปถึงช่างซ่อมบำรุง (Handyman) ก็ยังสามารถค้นหางานที่ต้องการจากเว็บไซต์นี้ได้เลย ส่วนคนที่ต้องการว่าจ้างงานก็เช่นกันสามารถใช้งานจากเว็บไซต์นี้และสามารถให้คะแนนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างเรียกได้ว่าเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเต็มที่เลย

ส่วนขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ต้องการใช้งานสมัคร Username และกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบ ก็สามารถใช้งานได้เลยจะเป็นการหางาน ฟรีแลนซ์ หาที่ฝึกงาน ไม่ยากอย่างที่คิดเลยจริงๆ ซึ่งการสมัครเข้าใช้งานมี 2 ช่องทางให้เลือก คือ การสมัครโดยใช้อีเมล์ (E-mail Address) และแบบโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ที่ให้ความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน แถมไม่ต้องจำรหัสเพิ่มขึ้นอีกด้วย ภายในยังมีให้อัพโหลดรูปภาพส่วนตัว เพื่อประกอบการตัดสินใจจากผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย และในเว็บไซต์ยังเพิ่มฟีเจอร์ทริคการใช้งานในส่วนต่างๆ เป็นอย่างดี เข้ามาปุ๊บไม่หลงทางแน่นอน

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานและลงทะเบียนบนเว็บนี้มากกว่า 36,870 คนที่รับงานแบบฟรีแลนซ์ จากทั้งหมด 36,988 ท่าน และรอทำงานอยู่อีก 27,253 ท่าน ให้คุณเข้ามาว่าจ้างงานทั้งแบบฟรีแลนซ์และแบบงานประจำ พร้อมด้วยผู้ว่าจ้างกว่า 9,639 รายที่เปิดรับให้คุณเข้ามาสมัครในตำแหน่งที่ต้องการ หรือท้าทาย เฟ้นหาคุณสมบัติที่ใช่ในตำแหน่งนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีระบบโปรเจครอประมูลอีก 10 โปรเจคด้วยกันจากทั้งหมด 10,727 โปรเจค และมีการใช้งบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 30,667 นับว่าเยอะมากทีเดียวกับเว็บไซต์ค้นหางานกำลังมาแรง หากมีเว็บไซต์หางานอยู่ในใจแล้วหรือยังไม่มีลองเข้ามาใช้งาน FreelanceBay เพื่อเป็นทางเลือกในการรับงานอีกสักทางดูสิครับ

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

สำหรับวันนี้เราก้มีเกร็ดข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษมาฝากกันอีกแล้วล่ะจ้า ว่าแล้วเรามาชมไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่านะครับผม

สิ่งที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ คือการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจ และองค์ประกอบสำคัญของสิ่งนี้ก็คือ การอ่านออกเสียงที่ถูกต้องนั่นเองครับ ถ้าเราออกเสียงไม่ถูกต้องล่ะก็ รับรองว่าต้องงงกันเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียวใช่มั้ยล่ะ และวันนี้เราก็จะพาเพื่อนๆ ไปพบกันกับ 10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่คนไทยมักจะออกเสียงผิดกันบ่อยๆ ครับผม มีคำที่คุ้นๆ เพียบเลยล่ะ มาชมกันได้เลย

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

  1. Chaos (n.)อ่านว่า เค-อ็อส นะครับ ไม่ใช่ชาออส!! มีความหมายว่า ความสับสน วุ่นวาย
  2. Comfortable (adj.) คั๊มฟ-ทะเบิล ไม่ใช่ คอม-ฟอ-เท-เบิ้ล นะครับ อิอิ ผิดกันตั้งแต่อ้อนแต่ออดเลยทีเดียวล่ะ คำนี้มีความหมายว่า ความสะดวกสบาย ครับผม
  3. Effect (n., v.) อิ-เฟ็คท์ ไม่ใช่ เอฟ-เฟค นะครับ แปลว่าผลกระทบ ผลลัพธ์
  4. Etc. (abbr.) ไม่ได้อ่านว่า อี-ที-ซี ที่เป็นวงดนตรีหรอกนะคร้าบบบ ที่จริงแล้วอ่านว่า เอ็ท-เซเทอรา แปลว่า และอื่นๆ ครับผม
  5. Island (n.) ไอ-เลินด์ ไม่ใช่ ไอซ์-แลนด์ นะจ๊ะ (ไม่ออกเสียงตัว S) แปลว่าเกาะครับผม ไม่งั้นอาจงงเป็นประเทศไอซ์แลนด์ได้นะครับ
  6. Jewelry (n.) จูวล์-รี่ แปลว่า เครื่องเพชรพลอย ซึ่งไม่ได้อ่านว่า จิว-เวล-รี่ เหมือนที่เรามักอ่านกันนะครับ
  7. Leopard (n.) เล็พ-เพิร์ด อันนี้เรียกได้ว่าดักโปรกันเลยทีเดียวล่ะครับ ไม่ได้อ่านว่า ลีโอพาร์ด เหมือน ลีโอ ยี่ห้องเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์หรอกนะครับ อิอิ
  8. Salmon (n.) แซ-เมิน ไม่ได้อ่านว่า แซลม่อนนะจ๊ะ ความหมายคงไม่ต้องให้แปล อาหารจานโปรดของทุกคนนั่นเอง อิอิ
  9. Sword (n.) ซอร์ด ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ เราก็มักจะอ่านกันว่า สะ-หวอด กันมาตลอดใช่มั้ยล่ะ ทีนี้มาแก้ให้ถูกกันนะ
  10. Value (n., v.) แฟล-ยิ่ว แปลว่ามูลค่าครับ ไม่ได้อ่านว่า แวลู่ หรือ วาล์ว หรอกนะครับ เพราะว่า V ในภาษาอังกฤษจะอ่านออกเสียงเป็น ฟี แบบสั่นๆ นั่นเอง

ทีนี้เราก็รู้หลักการอ่านคำเหล่านี้กันแล้วนะ ใช้ให้ถูกรับรองสื่อสารได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่แพ้เจ้าของภาษาแน่นอนเลยล่ะจ้า

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

สำหรับช่วงนี้นั้นก็มีพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะพิธีรับปริญญา (Congratulation) ซึ่งช่วงนี้มีมากมายจริงๆ แต่วันนี้เราก็จะพามาเปลี่ยนบรรยากาศไปพบกับพิธีนี้ที่ต่างประเทศกันบ้างนะครับ และก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ไหนไกลเลย ประเทศญี่ปุ่นนี่แหละ ที่ประเทศญี่ปุ่น (Japan) นั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการรับปริญญาก็จะเป็นที่รู้กันว่ามักจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมของทุกปี ไม่ใช่แค่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น พิธีรับประกาศนียบัตรของโรงเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม ก็จะจัดขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเดือนที่มีภาพลักษณ์ของการเป็น ฤดูกาลจบการศึกษา กันเลยทีเดียวล่ะ

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ซึ่งการรับปริญญาของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะส่งตัวแทนนักเรียนหรือประธานนักเรียน (Student Representatives) ขึ้นรับประกาศนียบัตรจากอธิการบดี (หรือไม่ก็ให้ตัวแทนแต่ละคณะขึ้นรับจากคณบดี) ดังนั้นถึงแม้ทุกๆมหาวิทยาลัยจะจัดพิธีในปลายเดือนมีนาคมพร้อมกัน ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะว่าไม่ต้องรับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ (Royalty) ทีละคนนั่นเอง

พิธีรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยคันไซกะกุอิน (Congratulations)

อีกอย่างพิธีดังกล่าวไม่ใช่การรับทีละคน ดังนั้นพิธีก็จะไม่กินเวลายาวนาน เผลอแป๊ปเดียวก็จบสิ้นพิธีการแล้ว แต่พิธีการของประเทศไทยนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติมากเพราะได้รับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ทีละคนซึ่งต่างจากที่ญี่ปุ่นมาก ดังนั้นคนญี่ปุ่นหลายคนเลยค่อนข้างตกใจ ที่ก่อนมีพิธีการคนไทยต้องมีงานซ้อมใหญ่เพื่อฝึกฝนทบทวนท่าทางการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะว่าดูเป็นทางการมากกว่าที่ญี่ปุ่นมากๆ นั่นเอง และหลังจากนั้น หลายๆ คนก็นำเอารูปถ่ายตอนที่ตัวเองรับพระราชทานปริญญาบัตรประดับตกแต่งที่บ้านด้วย ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ของบ้านเราแหล่ะครับ

การถ่ายภาพ (Photo)

ในยุคสมัยนี้ก็คงจะไม่พ้นเรื่องนี้กันนะครับ โดยเฉพาะที่โซเชียลมีเดีย (SocialMedia or SocialNetwork)เฟื่องฟู และโดยเฉพาะความเป็นคนไทยที่ชอบการถ่ายรูปเอาซะมากๆ โดยที่ในญี่ปุ่นเพียงแค่ให้ญาติๆ สลับกันถ่ายหรือว่าให้เพื่อนถ่ายเท่านั้น แต่การถ่ายภาพรับปริญญาแบบจ้างช่างภาพมืออาชีพ ค่าตัวแพงๆ วันละหลายพันบาทอย่างกะ Pre-wedding นี้ทำเอาชาวญี่ปุ่นหลายๆ คนงงเป็นไก่ตาแตกเลยล่ะ

ชุดครุยของมหาวิทยาลัยต่างๆ (The Uniform)

ในส่วนของเครื่องแต่งกายของไทยและญี่ปุ่นก็ต่างกันมาก ของไทยเรานั้นจะเป็นชุดกาวน์ที่เรียกว่า “ชุดครุย” ใส่คลุมไว้ด้านนอก ชุดครุยนี้แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีรูปแบบที่คล้ายกัน แต่ละคณะก็มีสีสันแตกต่างกันออกไป แต่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่มีเครื่องแบบนักศึกษา ดังนั้นก็ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าต้องใส่ชุดอะไร แต่ที่นิยมใส่กันในหมู่นักศึกษาชายก็เห็นจะเป็นชุดสูท ของนักศึกษาหญิงก็ใส่ชุดฮาคามะกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าจะใส่สูทก็ไม่ถือว่าผิดกติกาครับ

และอีกอย่างก็คือที่ญี่ปุ่นสำหรับคนที่เรียนจบแล้วทำงานทันที ส่วนใหญ่จะเริ่มงานกันในวันที่1เมษายนหลังจากจบการศึกษาเลยล่ะ งนั้นหลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับปริญญาในเดือนมีนาคมแล้ว ที่ญี่ปุ่นจึงไม่มีการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับปริญญา แต่ทว่าที่ประเทศไทยการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นเรื่องปกติมากๆ คิดว่านี่เป็นจุดหนึ่งทางวัฒนธรรมที่ประเทศไทยต่างจากชาวญี่ปุ่น

ซึ่งถ้าลองมาคิดดูกันดีๆ แล้ว งานรับปริญญาของไทยก็เป็นโอกาสที่ดีที่เพื่อนๆสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจะได้มารวมตัวกัน คนที่จะเข้ารับปริญญาในรุ่นต่อๆไป แม้ว่าต้องลางาน อย่างไรก็จะต้องไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรให้ได้ เห็นได้ชัดว่าคนไทยเห็นงานนี้สำคัญกว่าคนญี่ปุ่นมากๆ เลยก็ว่าได้ครับ แต่ก็ว่าอ่ะเนอะ…ครั้งเดียวในชีวิต ขอจัดเต็มหน่อยละกัน ไม่งั้นคงเสียดายแย่ ที่จะมีรูปสวยๆ หล่อๆ ไว้ดูตอนทำงานเพื่อเป็นกำลังใจสำคัญเลยนะเนี่ย

ขอบคุณบทควาดีๆ จาก http://www.scholarship.in.th/

มือใหม่เริ่มทำงาน ก็สามารถใช้ทักษะในห้องเรียนช่วยได้

นิสิต นักศึกษาที่กำลังจะเป็นบัณฑิตใหม่ และก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบแล้วค่อยหางาน ส่งใบสมัครงานไปแล้ว กว่าจะเรียกสัมภาษณ์งาน กว่าจะได้สัมภาษณ์รอบหนึ่ง รอบสอง กว่าจะรอฟังผล ใช้เวลารวมๆ กันแล้วนานเป็นเดือนเลยทีเดียว หากคิดจะทำงานก็ต้องเริ่มขยับตัวเองบ้างแล้ว เรื่องการหางานไม่ยากเพียงพยายามส่งใบส่งสมัครไปเรื่อยๆ ซึ่งมันจะประจวบเหมาะพอดี กับตอนที่เราจบ ก็พร้อมทำงานเลย

ดังนั้นหากคุณมั่นใจว่าจะจบในเทอมนี้แน่นอน ให้เริ่มมองหางานที่สนใจ เริ่มเขียนเรซูเม่ และเริ่มส่งใบสมัครงานได้แล้ว เพื่อที่ว่าเมื่อคุณจบมาจะได้มีงานรองรับทันที ไม่ต้องเสียเวลาเตะฝุ่น แถมยังได้เงินเดือนเดือนแรกให้พ่อแม่ภูมิใจก่อนใครอีกด้วย

มือใหม่เริ่มทำงาน ก็สามารถใช้ทักษะในห้องเรียนช่วยได้

มือใหม่เริ่มทำงาน ก็สามารถใช้ทักษะในห้องเรียนช่วยได้

แต่น้อง มือใหม่เริ่มทำงาน อาจจะเป็นกังวลว่าเพิ่งเรียนจบยังไม่มีประสบการณ์การทำงานเลยจะนำเสนอตัวเองอย่างไรให้น่าสนใจ ขอบอกว่าไม่ยากเลย นำประสบการณ์ที่น้องๆ ได้จากห้องเรียน หรือการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนี่แหละมาเป็นจุดเด่นในการหางาน เช่น

ทำงานภายใต้ความกดดันได้ และเสร็จในเวลาที่กำหนด
ความสามารถในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ทันเวลาทุกครั้ง คือทักษะการทำงานที่สำคัญสำหรับคุณ เพราะในโลกของการทำงานคุณต้องพบกันความกดดันหลายทิศทาง และมักจะมีกำหนดส่งงานที่กระชั้นมาก ๆ ซึ่งหากคุณทำได้ดีมาก่อน ในอนาคตก็น่าจะสามารถทำได้ดีเช่นกัน

จัดการงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้
ตอนที่คุณเรียนหนังสือแล้วอาจารย์พร้อมใจกัน ให้การบ้าน งานกลุ่ม งานเดี่ยว ไหนจะต้องเตรียมตัวสอบย่อย ในอาทิตย์ถัดไป แถมต้องทำกิจกรรมไปด้วย มีอะไรต้องทำมากมายขนาดนี้ คุณผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้อย่างไร ความสามารถในการบริหารเวลาทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันนี่เอง ที่จะทำให้นายจ้างสนใจคุณ

ตั้งเป้าหมายและทำให้สำเร็จได้
คุณเคยตั้งเป้าหมายหรือไม่ว่า คุณอยากได้ A วิชาอะไรบ้างในแต่ละเทอม อยากได้เกรดเฉลี่ยสูง ๆ หรือได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง อันดับสอง เมื่อคุณมีเป้าหมาย คุณได้เพิ่มความพยายามมากขึ้น เพื่อไปถึงจุดหมายนั้น และเมื่อคุณทำสำเร็จ คุณสามารถนำมาใช้กับการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการทำงานได้เช่นกันหางาน

ปรับตัวได้ เข้ากับคนง่าย
เวลาที่ต้องทำงานกลุ่ม เรามักจะพบเพื่อนที่กินแรงคนอื่น เป็นตัวปัญหา ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มเสมอ คนที่มีลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่ต้องการในสังคมการทำงานเช่นกัน หากคุณเป็นคนปรับตัวเก่ง สามารถทำงานเป็นทีมเวิร์กได้ดี นี่คือสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดในการนำเสนอ

สำหรับตำแหน่งงานที่ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่ นายจ้างมีความต้องการรับผู้ไม่มีประสบการณ์เข้ามาฝึกอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวลไป ว่าจะหางานไม่ได้ เพียงแค่คุณเป็นคนรักการเรียนรู้ และสามารถนำประสบการณ์จากห้องเรียนมาใช้กับการทำงานได้ก็เป็นต่อแล้ว ฉะนั้นแล้วนายจ้างส่วนใหญ่มักจะมองหานักศึกษาจบใหม่เข้ามาทำงานเพื่อการฝึกฝน การเรียนรู้งานภายในองค์กรค่อนข้างง่าย และเป็นไปได้ราบรื่นมากๆ

ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับ ตัวบุคคลของแต่ละคนเอง ว่ามีความสามารถและสักยภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวเราเป็นคนที่รู้ดีที่สุด และสิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ งานที่เราเลือกและคิดจะทำต้องเป็นงานที่เรารักและเอาใจใส่ ไม่ใช่ทำเพื่อหมดไปวันๆ หากเป็นแบบนั้นแล้วละก็เตรียม หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มไฟให้กับงานของเราได้เลย

5 เหตุผลของคนที่ อยากเรียนต่อปริญญาโท

สำหรับวันนี้จะหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่อยากเรียนต่อในระดับปริญญาโทกัน ว่าเค้าคิดอะไรกันอยู่บ้าง สำหรับหลายๆ คนที่กำลังอยากจะเรียนต่อในระดับปริญญาโทนั้น อาจจะมีเหตุผลที่แตกต่างกันต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางด้าน ความรู้ การตัดสินใจไม่ถูก หรือด้านการงาน ซึ่งหลักๆ แล้วก็เป็นความต้องการในด้านการงานนั่นแหละ

หลายคนมักจะให้ความสำคัญกับการเรียนต่อแต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ อยากเรียนต่อปริญญาโท ซึ่งมีเหตุผลมากมายแล้วแต่ละคนก็มีที่มาต่างกันไป อะไรทีทำให้เลือกเป็นแบบนั้น เลือกที่จะเรียนหรือเลือกที่จะศึกษาต่อตามสถานที่ต่างๆ แม้แต่คนรอบๆ ตัวเราเองก็ยังมีอีกมากมายที่บ่นว่า อยากเรียนแต่ไม่ได้เรียน ไม่ว่างบ้าง ไม่มีเงินหรือทุนการศึกษาบ้าง มันก็แล้วแต่สภาพคล่องของแต่ละคนกันไป แต่ที่หนักหน่อยคงจะเป็นอยากเรียนแต่ทำงาน เลยไม่ได้ไปซึ่งมันก็เป้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระดิกไม่ได้เช่นกัน

แต่อย่างไรแล้วทุกคนก็ล้วนมีเหตุผลของตนเองกันทั้งนั้น แต่การเรียนที่กดดันมักจะไม่มีผลดีกับใครแน่นอน ที่สำคัญการต่อปริญญาโทนั้นก็ใช้เงินค่อนข้างเยอะมาก ควรวางแผนการใช้ชีวิต การทำงาน สภาพการเงินให้ดีๆ หากเรียนแล้วมีปัญหาขึ้นมา รับรองได้ว่ามันไม่คุ้มกับเราแน่ๆ ทีนี้เราลองมาดูกันซิว่า เหตุผลอะไรที่ทำให้หลายๆ คนอยากเรียนต่อกันในระดับปริญญาโทที่แสนอยากจะเรียนกันนักหนานั้นคืออะไรและจะมีอะไรบ้างเรามาดูกันดีกว่า

5 เหตุผลของคนที่ อยากเรียนต่อปริญญาโท

 

5 เหตุผลของคนที่ อยากเรียนต่อปริญญาโท

  • ความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน – การเรียนจบในระดับปริญญาโทนั้น มีผลต่อความน่าเชื่อถือที่จะได้รับจากเจ้านายหรือลูกน้อง แต่ต้องมั่นใจจริงๆ นะว่าเวลาไปเรียนได้อะไรกลับมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ได้มาแค่ปริญญาเท่านั้น เพราะหากไม่มีความรู้ความสามารถที่มากพอก็ไม่มีใครยอมรับเช่นกัน ฉะนั้นการเรียนก็เป็นดาบสองคมเช่นกัน คิดให้ดีก่อนจะเรียนถ้าแค่เรียนๆ เล่นๆ ไปเรื่อยเพื่อความสนุกผลตอบแทนที่คุณได้อาจไม่คุ้มค่ากับที่คิดไว้แน่นอน
  • ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ – สำหรับบางคนที่มีเวลาว่างๆ จากการทำงานเยอะๆ หรือยังไม่ได้ทำอะไร ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์นั่นเอง ซึ่งช่วยเพิ่มพูนความรู้จากสิ่งที่ไม่เคยเรียนรู้จากที่อื่นหรืออาจเป็นกับบางคนในกรณีที่อยากเรียนแต่ไม่มีโอกาสได้ศึกษาเองสักที ครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้คุณมีเวลาและความตั้งใจมากขึ้น
  • หาแฟน – อาจฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อนะ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นความคิดเห็นของคนที่อยากได้คนที่มีภูมิความรู้ในระดับเดียวกัน เข้าใจกันง่ายขึ้นนั่นเอง แต่ก็นั่นแหละครับต้องรอดูกันอีกที ว่าจะเข้ากันได้มากน้อยแค่ไหน และเผลอๆ อาจจะไม่ได้เลยก็มี ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับดวง สถานะสภาพ ความสามารถของแต่ละคนในการเรียนรู้และความเข้ากันได้มากถึงมากที่สุดอีกด้วย ถือว่าน่าลุ้นดีนะ
  • เพิ่งจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ไม่อยากทำงาน อยากเรียนต่อ – ระหว่างรอที่ต้องแข่งขันกับเด็กจบใหม่ทั่วประเทศเป็นแสนต่อปีงานที่เราต้องการก็มีไม่พอ คู่แข่งเยอะความสามารถใครไม่เด่นพอหรือไม่มีเส้นสายก็จบกัน จึงอยากที่จะเรียนต่อป.โท เพื่อเพิ่มโปรไฟล์ใก้กับตัวเอง นับเป็นทางเลือกที่ดีอีกเส้นทางนึง แต่อยากไรก็ดีก็ต้องเรียนให้เก่งและโปรไฟล์สวยงามพอสมควร จึงจะทำให้มีโอกาสก้าวไปไกลกว่าคนอื่นอีกมากมาย
  • ครอบครัวผลักดันให้ต้องเรียน – แน่นอนครับว่าบางบ้านนั้นชอบที่จะสนับสนุนให้ลูกเรียนสูงๆ ซึ่งทำให้บางคนที่ถูกบังคับให้ไปเรียนถึงกับอึดอัดกันเลยก็มีนะ ทางที่ดีทำความชอบของลูกๆ ดีกว่าเพ่อจได้ไม่เป็ปัญหาในภายหลังเนื่องจากการโดนกดดันให้เรียนนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่ากลัวมากที่เดียว บางคนถึงขั้นเสียอนาคตเพราะเรียนหนักเกินไป กดดันจากครอบรัวจนเป็นบ้า หรือติดยาเสพติด ถ้าขั้นโคม่คงไม่พ้นการฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่มีใครแฮปปี้กันอยู่ล้ว ฉะนั้นก็ควรให้พอดีถึงจะดีที่สุดแล้วละ

อย่าลืมนะสำหรับเพื่อนๆ กับการเลือกคณะและสาขาวิชานั้น ควรเลือกที่ตนสนใจจริงๆ และใช้ในชีวิตได้จริงๆ เพื่อที่นำไปประยุคต์และปรับเข้ากับความสามารถของตนเองไดอย่างเต็มทีเพื่องานที่รักและชีวิตที่ดีขึ้น แน่นอนมันเป็นเหมือนเ้นทางอีกก้าวหนึ่งของคุณให้เดินไปอย่างปลอดภัยเม่อถงที่หมาย และเมื่ออยู่ ณ จุดนั้นแล้วคุไดทำในสิ่งที่ชอบ มีความสุขกับมันไม่ว่าจะด้านการทำงาน การใช้ชีวิตก็จะประสบความสำเร็จโดยที่ตัวคุณเองก็ยังภาคภูมิใจอย่างเต็มที่อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขอฝากการเรียนแบบประกาศนียบัตรเฉพาะทางกันไว้สักนิดนะ ไว้เป็นทางเลือกใ้กับหลายๆ คนที่กำลังต้องการจะศึกษาต่อกันด้วย