Tag: การเรียน

เตรียมตัวไปเรียนจีนกับ Ningbo Supply Chain Innovation Institute China

NSCIIC เป็นสถาบันที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐบาลของ Ningbo ประเทศจีนและสถาบันเทคโนโลยี Massachusetts ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา เป้าหมายขององค์กรคือการเป็นผู้นำในด้านการศึกษาและการวิจัยในด้าน supply chain education and research

เตรียมตัวไปเรียนจีนกับ Ningbo Supply Chain Innovation Institute China

เตรียมตัวไปเรียนจีนกับ Ningbo Supply Chain Innovation Institute China

ซึ่งทาง NSCIIC มีสองโปรแกรมสอนเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ:

  1. MIT-Ningbo Supply Chain Management Program (MNSCM Program)
    ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลก นักเรียนทุกคนจะได้ฝึกงานใน บริษัท คู่ค้าของ NSCIIC เลือกพื้นที่การวิจัยและทำวิทยานิพนธ์ตามโครงการฝึกงานของพวกเขา หลักสูตรนี้รวมหลักสูตรหลักสูตรปริญญาโทสาขาการจัดการซัพพลายเชนที่ MIT เข้ากับหลักสูตร MBA ซึ่งกำหนดโดยคณะกรรมการกำกับดูแลการศึกษา MBA แห่งชาติจีน หลักสูตรนี้สอนเป็นภาษาอังกฤษโดยคณาจารย์ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนานาชาติชั้นนำที่มีประสบการณ์และความชำนาญในวงการอุตสาหกรรมที่หลากหลายรวมทั้งอาจารย์ที่เข้าเยี่ยมชมจาก MIT Global SCALE Networkนอกเหนือจากหลักสูตรที่ท้าทายแล้วโปรแกรมเน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารการฝึกอบรมผู้นำและการติดต่อสื่อสารที่กว้างขวางกับภาคอุตสาหกรรม NSCIIC เข้าร่วมกับ บริษัท ท้องถิ่นและ บริษัท ข้ามชาติหลายแห่งในการริเริ่มต่างๆเช่นการบรรยายในภาคอุตสาหกรรมโครงการวิจัยวิทยานิพนธ์และการรับสมัครนักศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษานักเรียนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสมทบของสมาคมศิษย์เก่า MITและกลายเป็นศิษย์เก่าของเครือข่าย MIT Global SCALE Network

Degree/Certificate:

– Master of Business Administration awarded by Ningbo University.
– Graduate Certificate in Logistics and Supply Chain Management, awarded by MIT Global SCALE Network.

  1. MIT-Zaragoza-Ningbo Master of Engineering in Logistics and Supply Chain Management (The 3C program) เป็นโครงการต้นแบบของ MIT นักศึกษาต้องเรียนใน 3 ทวีปที่แตกต่างกันคือ: MIT Center for Transportation and Logistics (USA), Zaragoza Logistics Center(Spain), and Ningbo Supply Chain Innovation Institute China.

โปรแกรม 3C เป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพสูงซึ่งทำให้ผู้สำเร็จการศึกษามีความสามารถทั้งในการแก้ปัญหาและความเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง หลักสูตรนี้นักเรียนจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำกันโดยการศึกษาจาก 3 ทวีปที่แตกต่างกัน

Fall Term: ZLC, Zaragoza, Spain.
January Term: MIT, Cambridge, USA
Spring Term: NSCIIC, Ningbo, China

CERTIFICATE
University of Zaragoza, ZLC
(MIT-Zaragoza international Logistics Program)
Master of Engineering in Logistics & Supply Chain Management
MIT Global SCALE Network
Graduate Certificate in Logistics and Supply Chain Management

*Tuition fee is RMB 168,000 and EUR 28,000 รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ

อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัวกับครูต่างชาติแท้ๆ

ในเครือโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ Engoo ที่ได้รับความนิยม และยอมรับอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น และในอีก 12 ประเทศทั่วโลก อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัว พลิกโฉมการเรียนภาษาอังกฤษแนวใหม่ที่ทลายทุกข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วยพัฒนารูปแบบผ่านคอร์สออนไลน์กับครูต่างชาติทั่วโลกในแบบตัวต่อตัว โดยสามารถเลือกเรียนในเวลาใดก็ได้วันใดก็ได้แบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน เพื่อการพัฒนาความสามารถด้านภาษาของคนไทยสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ สอดรับการเปิด AEC เนื่องจากการเรียนของอิงกูเป็นการเรียนเพื่อเน้นการพัฒนาทักษะภาษาเพื่อการใช้งานได้จริง

อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัว

อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัว

นายเชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) บริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้เรียนจริงจังเสียทีเนื่องจากมีปัญหาใหญ่ๆ อยู่ 2-3 เรื่องได้แก่ เรื่องของการจัดสรรเวลา ความไม่กล้าพูดคุยกับครูต่างชาติ และเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งการเรียนของอิงกูสามารถเข้ามาตอบโจทย์และทลายข้อจำกัดในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการเรียนของอิงกูเป็นการเรียนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ 100% ที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเวลาเรียนได้เองตามความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้อง ‘หาเวลา’ ให้ตรงกับตารางการสอน หรือ ‘ใช้เวลา’ ไปกับการเดินทางเพื่อออกไปยังสถาบันสอนภาษา และที่สำคัญการเรียนของอิงกูมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ามากๆ สำหรับการเรียน ‘สด’ แบบ ‘ตัวต่อตัว’ กับครูชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์ในการสอนสูง ทำให้ผู้เรียนไม่ต้องเคอะเขิน และกล้าพูดมากขึ้น โดยราคาสำหรับการเรียนกับอิงกูเริ่มต้นที่ 55 บาทต่อครั้งเท่านั้น และยังเปิดให้ทดลองเรียนฟรีได้ 2 ครั้งก่อนการตัดสินใจซื้อคอร์สอีกด้วย
“สาเหตุที่เราสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั้งสัปดาห์เนื่องจากอิงกูมีครูสอนภาษาซึ่งเป็นครูชาวต่างชาติที่ได้รับการคัดเลือกและอบรมจนผ่านมาตรฐานถึงกว่า 5,000 คนจาก 60 ประเทศทั่วโลกให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียน และเลือกครูได้ตามที่ต้องการโดยครูจะมีความถนัดในการสอนแต่ละหัวข้อที่แตกต่างกัน รวมถึงสามารถดูคลิปวีดีโอเพื่อฟังสำเนียงก่อนเลือกเรียนกับครูได้อีกด้วย ซึ่งจุดเด่นอีกประการหนึ่งของอิงกู คือผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อ หรือหลักสูตรที่ต้องการเรียนให้ตรงตามความสนใจของตนเองได้ และยังมีชุดการเรียนการสอนให้ดาวน์โหลดก่อนการเรียนอีกด้วย โดยการเรียนออนไลน์ของอิงกู เป็นการเรียนการสอนแบบสดกับครูต่างชาติผ่านโปรแกรมสไกป์ (Skype) ซึ่งสามารถใช้ได้บนทุก device ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีไมค์และกล้องเท่านั้น” เชาวนนท์ กล่าว
นายเชาวนนท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า จากการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และความคลอบคลุมในการเข้าถึงเข้าถึงเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านทางรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ 4G ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยมีความคุ้นเคยกับการใช้บริการผ่านทางออนไลน์มากขึ้น และมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านทางระบบบออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับความต้องการในการพัฒนาทักษะด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทำให้มีความต้องการในการพัฒนาทักษะด้านภาษาเพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันให้ดีขึ้น เป็นโอกาสให้อิงกูสามารถเติบโตในตลาดประเทศไทยได้ โดยกลุ่มเป้าหมายของอิงกูครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน พนักงานออฟฟิศไปจนถึงผู้บริหาร หรือบุคลากรทางการศึกษา โดยผู้เรียนกลุ่มใหญ่ที่สุดคือกลุ่มวัยทำงาน ตั้งแต่อายุ 25 ปี ขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 59 โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนทำงานตอนต้นไปถึงกลุ่ม Middle Management ที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาเพื่อพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มโอกาสในการทำงาน
“แนวโน้มการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา ไปเป็นการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะในการใช้งานในชีวิตจริงมากขึ้น Engoo จึงได้พัฒนาการวัดระดับความสามารถทางภาษาขึ้นใหม่ในชื่อ “อิงกู เลเวล” เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ดังกล่าว โดยมั่นใจว่าการวัดระดับแบบใหม่นี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนให้ความสนใจ และกระตือรือร้นในการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เนื่องจากจะเข้าใจระดับความสามารถทางภาษาของตนที่เป็นอยู่ และมองเห็นเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น เหมือนกับการเห็นภาพที่เป็นรูปธรรมขึ้นว่าการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อนำไปใช้งานจริงจะใช้อะไรได้บ้าง และต้องพัฒนาขึ้นเท่าใดจึงจะสามารถใช้งานได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งนอกจากการตอบสนองด้านความต้องการในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนรายบุคคลแล้ว อิงกู ยังได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำในประเทศต่างๆ อาทิ กลุ่มการปกครองจังหวัดปัตตานี และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในการเลือกเป็นช่องทางการพัฒนาทักษะภาษอังกฤษของบุคลากรในองค์กรอีกด้วย” เชาวนนท์ กล่าว

เคล็ดลับ เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ทำได้ง่าย

เคยคิดมั้ยว่าการพรีเซ้นท์งาน (Presentation) การขายของให้ลูกค้า (Saler) การทดลองสินค้าต่างๆ (Tester) มากมายเป็นเรื่องเขินอาย และสามารถทำได้ยากจนเราคิดว่าทำไม่ได้แน่ ถ้าเราขี้อายและไม่กล้าแม้แต่ที่จะดีใจกับตัวเองก็คงเป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จ วันนี้เรามีเคล็ดลับ เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ทำได้ง่าย และเมื่อทำบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นความมั่นใจของคุณจริงๆ เชื่อเลยว่าคุณเองก็ทำได้แม้จะไม่คุ้นชิน ซึ่งเคล็ดลับนี้จะไม่ลับอีกต่อไป เพราะเรามาแนะนำให้คุณรู้เดี๋ยวนี้เลยละ

เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ทำได้ง่าย

เคล็ดลับ เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง ทำได้ง่าย

  1. ดูแลตัวเอง
    ประการแรกคุณต้องหมั่นดูแลร่างกายและจิตใจ การออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่เหมาะสมไม่ใช่แค่การรักษาหุ่นเท่านั้น แต่อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย ขณะที่การออกกำลังกายก็จำเป็นต่อทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อคุณรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและออกกำลังกายเป็นประจำ คุณจะรู้สึกดีเนื่องจากคุณกำลังให้ความเคารพร่างกายของตัวเอง
  2. แต่งกายให้เหมาะกับงานที่คุณต้องการ
    คำพูดนี้ชัดเจนมากเนื่องจากเมื่อคุณแต่งกายเพื่อความสำเร็จ คุณจะรู้สึกเข้าใกล้ดวงดาวมากขึ้น แต่ถ้าคุณใส่กางเกงวอร์มทุกวันแม้ว่าจะสบายแค่ไหนแต่มันก็จะทำให้คุณเฉื่อยชาและขี้เกียจ และเมื่อคุณรู้สึกเฉื่อยชาและขี้เกียจคุณก็จะรู้สึกไม่มั่นใจ
  3. มองไปข้างหน้า
    คุณควรมองตรงไปข้างหน้าเสมอทุกครั้งที่ก้าวเดิน แม้ว่าจะดูเหมือนยากเนื่องจากคุณมองต่ำจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว แต่เมื่อใดที่เงยหน้ามอง คุณก็จะมีความมั่นใจในตนเอง จงยืดตัวขึ้นแทนที่จะงอตัวและเอาแต่จ้องมองพื้น
  4. สบตาเสมอ
    ไม่ว่าคุณกำลังคุยอยู่กับใครก็ควรสบตากับคู่สนทนาเสมอ การมองต่ำหรือมองไปที่อื่นขณะที่พูดคุยกับคนอื่นอาจทำให้บรรยากาศแย่ลง เนื่องจากคุณอาจไม่แน่ใจในคำพูดของตัวเองหรือไม่ก็โกหก! เมื่อคุณสบตากับคู่สนทนา คำพูดของคุณจะดูน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ายากเนื่องจากคุณเป็นคนขี้อาย วิธีที่ดีที่สุดก็คือการบังคับตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าง่าย มันก็จะยิ่งง่าย
  5. จับมืออย่างหนักแน่น
    การจับมืออย่างหนักแน่นเป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจในการทำความรู้จักกันครั้งแรก คุณไม่จำเป็นต้องบีบมือ แค่การจับมือเบาๆอย่างสุภาพก็ทำให้อีกฝ่ายคิดว่าคุณเป็นคนที่แข็งแกร่งและมั่นใจในตัวเองได้แล้ว
  6. พูดด้วยความมั่นใจ
    ผู้ที่มีความมั่นใจเสมอมักจะยืนยันความรู้สึกเชื่อมั่นผ่านคำพูดของตัวเอง หากคุณพูดด้วยความรู้สึกเชื่อมั่น คำพูดของคุณก็จะดูมีความสำคัญขึ้นมา
  7. กล้าแสดงออกมากขึ้น
    ผู้ที่มีความนับถือตนเองสูงจะไม่กลัวที่จะลุกขึ้นยืนหรือพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา หากคุณไม่ชอบวิธีการบางอย่างที่เกิดขึ้นก็จงพูดออกมา หรือหากคิดว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่านั้นก็ลองแบ่งปันแนวคิดของคุณ อย่ากลัวที่จะยืนยันความมั่นใจของตัวเองเมื่อจำเป็น
  8. ยอมรับการวิจารณ์ด้วยความระมัดระวัง
    ใช่ว่าคำติชมจะเป็นไปในทางสร้างสรรค์ตลอด สิ่งสำคัญคือจงจำไว้ว่าหากมีใครบางคนต้องการทำลายคุณโดยไม่มีเหตุอันควร ฝ่ายที่ผิดปกติก็คงเป็นคนเหล่านั้นไม่ใช่คุณ แต่เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นคุณก็ต้องขับไล่มันและอย่าปล่อยให้ความมั่นใจของตัวเองแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จงเรียนรู้ถึงความแตกต่างและปฏิบัติอย่างเหมาะสม หากการติชมเป็นไปในทางสร้างสรรค์ก็จงนำคำแนะนำเหล่านั้นมาปรับใช้อย่างแข็งขัน เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นจะสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณได้
  9. เรียนรู้ที่จะรักตัวเองวันละครั้ง
    หลังจากที่ใช้เคล็ดลับเหล่านี้คุณจะเรียนรู้ว่าคุณมีความสำคัญและกลายเป็นคนที่มีความมั่นใจโดยธรรมชาติ อย่างแรกเลยคุณต้องรักและรู้จักเคารพตัวเองเสียก่อน หากคุณรู้สึกว่ามันยากก็ลองฝึกพูดกับตัวเองในเชิงบวกทุกวัน ท้ายที่สุดความมั่นใจของคุณก็จะเพิ่มขึ้น คุณจะกลายเป็นคนที่มีความมั่นใจเต็มร้อยจริงๆ

ความมั่นใจเป็นคุณลักษณะที่มีเสน่ห์แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีโดยธรรมชาติ ต้องอาศัยการฝึกฝนและทำอยู่เป้นประจำให้คุ้นเคยแล้วทุกอย่างจะออกมาดีขึ้น มั่นเอาใจใส่ตัวเองและคอยศึกษาความผิดพลาดและพยายามแก้ไขจุดบอดตัวเองอยู่เสมอจะช่วยให้การสร้างความมั่นใจของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น การมีความมั่นใจในตัวเองจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายที่วางไว้และมีชีวิตในอย่างที่คุณต้องการเสมอ

อย่างไรก็ตามเมื่อมีความมั่นใจก็ถือว่ามีชัยไปครึ่งหนึ่งแล้วล่ะ ซึ่งสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือการแสดงต่างๆ ที่เราต้องโชว์ให้คนอื่นเห็นว่าเรานั้นก้ทำได้ ซึ่งมีหลายอาชีพด้วยกันที่ต้องการความมั่นใจสูงเป็นพิเศษ อาทิ Manager, Senior Manager, Pretty, MC, Sale Specialist, Dancer, Singer, Casting Gamemer หรือกระทั่งหน้าที่สำคัญอย่าง CEO ของบริษัทต่างๆ ก็ตาม

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นผู้ประกอบการ สร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ในรูปแบบของเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน เงินรางวัล โบนัส Incentive คอมมิชชั่น หรืออื่น ๆ ที่แล้วแต่จะเรียกกัน รวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกตอบแทนด้วยเงินไปเสียหมด พนักงานจะมองว่าองค์กรแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน หรือใช้เงินซื้อพนักงาน แล้วเงินสามารถซื้อใจพนักงานได้จริงหรือไม่ และนานแค่ไหน? แล้วนอกจากเงินแล้ว ผู้ประกอบสามารถใช้อะไรสร้างแรงจูงใจให้พนักงานของตนได้อีก

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

  • คำชม – การชื่นชมพนักงาน เป็นของรางวัลที่ไม่มีต้นทุนเลยซักบาท เป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมในฝีมือ และผลงาน ซึ่งอาจจะต่อด้วยการมอบหมายงานที่มีความท้าทายมากขึ้น จะให้ดีก็ควรชื่นชมต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ ด้วย
  • ที่จอดรถ – บริษัทอาจมีการสำรองที่จอดรถในที่จอดรถที่ใกล้ทางเข้าออฟฟิศมากที่สุด เพื่อให้พนักงานมีความรู้สึกว่าบริษัทให้การสนับสนุนพวกเขา และใส่ใจกับเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร
  • สิทธิลาพักร้อน – พนักงานที่มีผลการทำงานดี เป็นที่พึงพอใจ อาจได้พิจารณาวันลาพักร้อนเพิ่ม และให้สิทธิวางแผนวันลาพักร้อนให้ลาติดกันแบบยาว ๆ 1-2 สัปดาห์
  • สิทธิในการซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ – การให้สิทธิซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพนักงาน ซึ่งมีส่วนลดมากกว่าท้องตลาด (อาจตั้งราคาพนักงานลด 50% จากราคาตลาด และจำนวนจำนวนการซื้อ) นอกจากจะเป็นการเพิ่มยอดขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้พนักงานรักในแบรนด์สินค้าของตน สามารถบอกกล่าวคนภายนอกว่าสินค้า/ บริการ ของบริษัทนั้นดีอย่างไร เป็นการสร้าง Employer Branding ทางหนึ่ง
  • รับประทานอาหารในแบบ exclusive – สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยการร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยสถานที่รับประทานอาหารที่ไม่มีโอกาสได้ไปบ่อย ๆ หรืออาจเป็นการปิดห้องอาหาร กินเลี้ยงเฉพาะบริษัทเราเท่านั้น
  • คอร์สอบรมดี ๆ เสริมความเก่ง – ผู้ประกอบการอาจจะมีการสรรหาคอร์สอบรมระยะสั้นให้พนักงานได้เข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านที่ตรงกับสายงานของพนักงานคนนั้น ๆ
  • Lifestyle Rewards – เป็นการให้รางวัลโดยอิงจากไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพราะทุกคนต้องการการพักผ่อน และผ่อนคลาย หาความสนุกสุขสบายให้ตัวเอง รางวัลดังกล่าว อาทิ การได้ชมภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ หรือตั๋วชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ระดับพรีเมี่ยม หรือจะเป็นตั๋วชมคอนเสิร์ตกับศิลปินระดับโลก
  • Healthy Rewards – จัดหาสิทธิพิเศษ หรือดีลกับสถานที่ออกกำลังกาย หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่าง ๆ อาจรวมถึงการจัดหาอาหารออแกนิค ให้พนักงานได้ทาน ปลูกฝังค่านิยมการใส่ใจสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ประกาศคุณงามความดี – ลักษณะคล้ายกับการชื่นชมในข้อแรก แต่เป็นทางการมากกว่า เป็นการสร้างให้พนักงานได้รับรู้ถึงความภาคภูมิใจ และผลของการทำดี ผลของความขยัน รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ อาจมีการจัดพิธีมอบเข็มกลัด มอบโล่เกียรติยศ หรือเป็นการติดภาพและรายชื่อใน Hall of Fame เป็นต้น

ผู้ประกอบการจงอย่าให้เงินเป็นการสร้างแรงจูงใจหนึ่งเดียวของพนักงานในบริษัท เพราะเงินนั้นสามารถซื้อเกือบทุกสิ่งได้ก็จริง แต่การซื้อ “ใจ” พนักงานนั้น เงินอย่างเดียวนั้นไม่มีอิทธิพลมากพออย่างแน่นอน การดูแล เอาใจใส่ และความจริงใจต่างหากที่ยั่งยืน

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

การทำงานเรามักจะหนีไม่พ้นกับงานยุ่งมากมาย หลายคนสั่งเพื่อจะได้งานของตัวเอง ฉะนั้น ความอดทน ในการทำงานเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการทำงาน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ความสามารถด้านอื่น ๆ แต่ความอดทนของแต่ละคนก็มีขีดจำกัดที่ไม่เท่ากัน เพราะแบกกราวน์ และประสบการณ์ก็แตกต่างกันไป ยังไม่เว้นแม้แต่อาชีพ ฟรีแลนซ์ ก็ตาม เราลองมาดูกันสิว่า เราเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความอดทนอยู่ระดับไหน แล้วเราจะจัดการตัวเองอย่างไรดี

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

  • ทนทายาด ระดับความอึดเต็ม 100% : ถ้าคุณเป็นคนที่อะไรก็ยอมได้ ไม่มีปากเสียงกับใครทั้งนั้น จะผิดจะดีจะหวานจะขม จะขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ขอเชิญเข้าแก๊งค์ศรีทนได้ที่ตรงนี้เลย คุณคือคนที่โลกต้องการ เพราะโลกจะเทงานทุกอย่างมาหาคุณ ฟังเผิน ๆ เหมือนจะดี แต่จริง ๆ แล้ว การที่คุณไม่พูด หรือแสดงความไม่พอใจออกไปบ้างเลย อาจเกิดผลเสียแก่ตัวเองได้ คุณจะกลายเป็นผู้ปิดทองหลังพระแบบเก็บกด และอึดอัดที่ต้องแบกทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียว หนำซ้ำจะโดนเอาเปรียบและโดนขโมยผลงานด้วย ทางที่ดี ลดความถึกลง แล้วบ่น ๆ บ้างก็ได้ คนอื่นจะได้เกรงใจบ้างสักนิดนึง
  • ทนสู้ สู้ทน ระดับความอึด 75% : คนประเภทนี้จะออกแนว ปากบ่น มือยังทำ คือก็ยังทำและรับผิดชอบกับงานสัพเพเหระต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาได้เป็นอย่างดี แต่จะบ่น กระปอดกระแปดก่อนแล้วค่อยทำ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ โดยส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มที่มีความอดทนในระดับนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสู้ชีวิต งานหนักทนได้ แต่ถ้าโดนเจออะไรงี่เง่า หรือรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ จะไม่ทน ถือว่าเป็นระดับมนุษย์งานปกติ ที่สามารถต่อสู้กับความอยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง และมักจะมีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ เพราะ handle งานได้ดี และรู้ว่าอะไรได้เปรียบเสียเปรียบ พยายามรักษาระดับไว้ตรงนี้ อย่าให้มากไป น้อยไปนะ รับรองเกิดแน่ ๆ
  • จำต้องทน ระดับความอึด 50% : กลุ่มนี้ ความอดทนเริ่มต่ำลงมาอีก ส่วนใหญ่มักจะเป็นผลของการต่อสู้ ทนถึกมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร แต่ก็ยังรับผิดชอบงานให้ถึงฝั่งฝันได้ตามมอบหมาย เพราะความจำเป็นที่ยังต้องทนอยู่ จึงไม่อยากให้ใครมาว่า ว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบ แต่อยากแนะนำว่า ถ้าความอดทนของคุณตกมาอยู่ระดับนี้เมื่อไหร่ ต้องรีบหาแรงบันดาลใจในการทำงานใหม่ ๆ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงทัศนคติตัวเองด่วน ๆ จะทำให้ปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ทนอยู่ ระดับความอึด 25% : กลุ่มความอดทนระดับสุดท้าย ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ฮิปสเตอร์ในองค์กรไปวัน ๆ หมดแล้วซึ่งไฟในการทำงาน อยู่ไปวัน ๆ เช้าชาม เย็นชาม หัวหน้าขอรีพอร์ทวันนี้พรุ่ง แต่ส่งกลับไปวันมะรืน ใครตำหนิก็ไม่แคร์ตีมึนไปหมด คนแบบนี้ขอเรียกว่าทนอยู่เพื่อรับเงินเดือนไปวัน ๆ จริง ๆ ขอบอกว่าถ้ามาถึงจุดนี้แล้ว หางานใหม่ หรือหาธุรกิจส่วนตัวรองรับเถอะ คุณไม่สมควรจะอยู่ที่เดิมต่อไปแล้ว จิตวิญญาณของคุณกำลังถูกกัดกิน และความสามารถของคุณกำลังโดนทำลาย อย่าทนอยู่แบบนี้เลยนะ มันไม่ดีกับตัวคุณเอง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีลิมิตความอดทนที่ต่างกัน แต่ขอให้รู้จักใช้ความอดทน กับบุคคลหรือสถานการณ์ให้เหมาะสม และควรคู่ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นคนที่เก็บกด อดกลั้นกับทุกสิ่ง และไม่ใช่คนขี้โมโห ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

Holistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

ตอนนี้เริ่มเปิดเทอมใหม่กันแล้วอะไรที่พลาดจากเทอมเก่าก็เก็บไว้เป็นประสบการณ์ที่ดีก็แล้วกัน ในเมื่อเริ่มต้นใหม่แล้วก็หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาทำให้ตัวเราเองเรียนได้เก่งขึ้นดีกว่า วันนี้เราก็มี 8 เทคนิคดีๆ ที่จะทำให้เพื่อนๆ เรียนได้ดีขึ้น เกรด 4 เกรด A จะไม่มาก็ให้มันรู้กันไป!!! ลองมาดูกันเลยว่าเทคนิคที่ว่านี้มาจาก การเรียนรู้แบบองค์รวม หรือ Holistic Learning นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการท่องจำแบบอัดๆ ข้อมูลเข้าไปในหัวสมอง การเรียนรู้แบบองค์รวมจะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างความคิดและข้อมูลต่างๆ ทำให้เราจดจำได้ดีขึ้นในระยะยาว และช่วยเพิ่มทักษะในการคิดวิเคราะห์ด้วยล่ะHolistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

Holistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

  1. แปลงข้อมูลให้เป็นรูปภาพ – สมองคนเราสามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อความ ดังนั้น การแปลงข้อมูลต่างๆ ให้เป็นรูปภาพ จะทำให้เราสามารถจำได้ดีขึ้น ลองฝึกจดแลคเชอร์โดยมีรูปประกอบดู แล้วจะพบว่ามันจำง่ายกว่าข้อความติดกันเป็นพรืดๆ เยอะ
  2. เชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เก่า – ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้พยายามโยงเข้ากับพื้นความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจสิ่งใหม่ที่เรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น เช่น คำว่า ‘sue’ ซึ่งแปลว่า ฟ้องร้อง ออกเสียงคล้ายๆ ‘สู้’ ในภาษาไทย เราก็จำแบบเชื่อมโยงว่า sue คือ สู้กันในศาล = ฟ้องร้อง แบบนี้ก็จะช่วยให้จดจำได้ในระยะยาว
  3. การติวให้เพื่อน – การติวให้คนอื่น นอกจากจะเป็นการทบทวนความรู้ของเราอีกรอบแล้ว ในระหว่างเรียบเรียงเพื่อนำไปอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ สมองของเรายังมีการพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่เรียนรู้ไป ให้มีการจัดวางอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น และทำให้เราเข้าใจความรู้เหล่านั้นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีก!!!
  4. หลีกเลี่ยงการจดโน้ตด้วยข้อความล้วนๆ – เชื่อว่าหลายคนคงเคยหลับคาตำราเรียนเล่มหนาๆ กันมาแล้วไม่มากก็น้อย เพราะตัวหนังสือที่ติดกันยาวๆ อ่านแล้วมันช่างน่าเบื่อสุดๆ ฉะนั้น เวลาที่เราจดโน้ตไว้อ่านทบทวนเอง เราก็ไม่ควรเขียนเฉพาะตัวหนังสือ ลองวาดภาพ เขียนกราฟ เขียนแผนภูมิแทรกลงไปบ้าง จะช่วยให้สนุกขึ้นเวลากลับมาอ่านทบทวน และทำให้จดจำได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย อ้อ! อย่าลืมแทรกความคิดเห็นที่เรามีต่อเรื่องนั้นๆ ลงไปด้วย เพราะมันจะช่วยกระตุ้นให้สมองเกิดการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี
  5. วางรากฐานให้มั่นคง – เวลาเริ่มต้นเรียนใหม่ๆ ส่วนใหญ่เนื้อหาจะง่ายใช่ไหม แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งยากขึ้น และทำให้งุนงงสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนพอไม่เข้าใจจุดหนึ่งก็ปล่อยผ่านไป แล้วข้ามไปอ่านอีกเรื่อง แบบนั้นมักจะยิ่งทำให้งงมากขึ้น เพราะเนื้อหาในบทเรียนส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกัน ฉะนั้น ถ้าอยากจะเข้าใจบทเรียนทั้งหมดได้โดยไม่สับสน การค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละสเต็ปจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
  6. อ่านบทสรุปก่อนเริ่มเรียน – หากวิชาไหนมีบทสรุป ก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหาหรือเรียนในคาบถัดไป แนะนำว่าให้อ่านบทสรุปไปก่อนล่วงหน้าเพราะจะช่วยให้เห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดก่อน และเมื่อย้อนกลับมาไล่อ่านอีกครั้งก็จะทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
  7. ตั้งใจฟังในห้องเรียน – บางคนเวลาเรียนในห้องมักจะชอบก้มหน้าก้มตาจดตามสไลด์ หรือจดตามสิ่งที่อาจารย์สอนแบบทันบ้างไม่ทันบ้าง ซึ่งการจดก็ถือเป็นวิธีช่วยจำที่ดี แต่อย่าลืมเผื่อสมาธิไว้ใช้กับการฟังและคิดวิเคราะห์ตามด้วย บางคนจดมาเยอะก็จริง แต่พอกลับมาอ่านทวนกลับไม่เข้าใจซะงั้น เพราะมัวแต่จดแทบไม่ได้ฟังที่อาจารย์สอนเลย บางทีอาจารย์บอกว่าตรงนี้จะออกสอบหรือเน้นย้ำหัวข้อไหนเป็นพิเศษ ถ้าไม่ได้ตั้งใจฟังเราก็อาจจะพลาดได้
  8. ฝึกจับประเด็น – การจับประเด็นไม่ใช่แค่การย่อความหรือสรุปความนะ แต่เป็นการวิเคราะห์ให้แตกฉานว่าอะไรคือหัวใจหลักของสิ่งที่เขียนอยู่ในหนังสือหรือสิ่งที่อาจารย์พูด ฉะนั้น เวลาอ่านหนังสือจบบทก็อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า หัวใจสำคัญหรือประเด็นหลักของบทนี้คืออะไร

 

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

การเป็นหนุ่มแว่น/สาวแว่นบางทีอาจจะดูเท่เก๋ไก๋ แต่ความจริงแล้วปัญหา สายตาสั้น เป็นอะไรที่น่ารำคาญมากๆ อย่างหนึ่งเลยทีเดียว เกิดจากการที่เราไม่ดูแลตัวเองไม่ว่าจะเล่นเกมส์ อ่านหนังสือ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ การทำงานจ้องตัวเลข และอื่นๆ ที่ทำให้สายตาใช้งานอย่างหนักมากเกินความจำเป็น แม้ปัจจุบันจะมีวิธีรักษาให้หายขาดได้แต่ก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยอย่างการทำ เลสิก (LASIK) เพื่อยืดระยะสายตากลับมาเท่าเดิม

ถือเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างแพงทีเดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีกำลังในการใช้บริการขนาดนั้น แต่เราก็ยังมีทางเลือกอื่นที่ช่วยให้ดวงตาอยู่กับเราไปนานๆ คราวนี้เลยมี 7 วิธีดีๆ ที่จะช่วยบำบัดอาการสายตาสั้นโดยไม่เสียสักแดงเดียวมาฝากกัน รับรองได้เลยว่าหากทำตามเป็นประจำจะช่วยชะลออาการสายตาสั้นลงไปได้ระดับหนึ่งเลยละ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

  1. ใส่แว่นสายตาเฉพาะเวลาที่จำเป็น เพราะการไม่สวมแว่นจะช่วยให้กล้ามเนื้อ และระบบประสาทรอบตัวตาเราจะผ่อนคลายลงได้
  2. พยายามอ่านหนังสือโดยไม่ใส่แว่น และให้หนังสืออยู่ในระยะห่างออกไปขนาดที่ยังสามารถมองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน เมื่อผ่านไปสักระยะจะพบว่าสาารถอ่านตัวหนังสือได้ไกลขึ้น
  3. กระพริบตาบ่อยๆ ประมาณ 1 ครั้งต่อ 10 วินาที กล้ามเนื้อตาจะได้ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด (บ่อยนะจ๊ะ ไม่ใช่ “ถี่” อิอิ)
  4. ฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา โดยการเหลือบมองด้านบน ล่าง ซ้าย และขวา ทำค้างไว้อย่างละประมาณ 5 วินาที เมื่อครบ 1 รอบก็ให้เริ่มที่ข้างบนใหม่ วนเป็นลูป ประมาณวันละ 10 นาทีอย่างสม่ำเสมอ
  5. ใช้น้ำเย็น โดยเตรียมน้ำเย็นใส่กะละมังขนาดพอเหมาะไว้ ก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้ววักน้ำให้กระทบเปลือกตาเบาๆ ทำวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที ซึ่งน้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ผ่อนคลายมากขึ้น
  6. สร้างมโนภาพ โดยการหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง เลือกคำอะไรก็ได้มา 1 คำ และจำรูปร่างตัวอักษรของคำๆ นั้นไว้ จากนั้นยื่นหนังสือออกไปในระยะที่มองเห็นไม่ชัด แล้วพยายามนึกภาพตัวอักษรของคำนั้นๆ ในหัวให้ชัดเจน จะช่วยกล้ามเนื้อตาปรับโฟกัสได้ดีขึ้น ให้เช่นนี้ประมาณวันละ 10 นาทีโดยสม่ำเสมอ
  7. ใช้อุ้งมือ โดยก่อนอื่นให้นอนลงสบายๆ หลับตาลง แล้วใช้อุ้งมือทั้งสองข้างมาปิดตาไว้เบาๆ พอให้ไม่มีแสงลอดเข้ามา ทำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 45 นาที โดยความมืดจะช่วยให้ดวงตารู้สึกผ่อนคลายกว่าปกติ แต่ระวังอย่ากดมือลงไปนะจ๊ะ

ทั้ง 7 วิธีนี้อาจไม่ได้ช่วยให้หายขาดได้ก็จริง แต่ก็ช่วยบำบัด และบริหารกล้ามเนื้อตาได้บ้าง ช่วยให้ดวงตาได้พักและผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาที่อ่อนล้าในแต่ละวันที่ใช้งานมาอย่างหนักหน่วง อย่างการ ขับรถ จ้องตัวเลขหุ้น เขียนบทความ รวมไปถึงงานประเภทเย็บปัก ก็ยังต้องใช้สายตาทั้งนั้นปม้กระทั่งกลับมาที่บ้านดูทีวี อ่าหนังสือเพื่อคลายอารมณ์ตึงเครียดทั้งวัน ต้องมีระยะห่างที่เหมาะสมอีกด้วยไม่อย่างนั้นดวงตาที่รักของเราจะต้องรับภาระกันสุดๆ เลยละ สำหรับใครที่สายตาไม่ดี หรือใช้สายตามากๆ ในแต่ละวันก็อย่าลืมดูแลรักษาดวงตาให้ดีนะจ๊ะ ถ้าเกิดอะไรร้ายแรงกว่าสายตาสั้นขึ้นมาคงแย่เลย!

ควรรู้ 7 สิ่งก่อนเรียน ต่อต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกาและอื่นๆ

น้องๆ ที่ต้องการเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (United States of America) บางคนยกให้เป็นหนึ่งในประเทศในใจอันดับต้นๆ ที่อยากจะสนใจศึกษาต่อที่ต่างประเทศแน่นอน เนื่องด้วย ภาษาพูดคือภาษาอังกฤษที่เราเรียนกันมาโดยพื้นฐานและมีวัฒนธรรมเป็นสากลที่สุดในโลกแล้วละ และสถานที่เค้ามีสภาพอากาศที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน ในเมื่อเรามีความคิดที่จะไปใช้ชีวิตในอเมริกาแล้ว เราพร้อมหรือยังกับการเตรียมตัวเบื้องต้นกับการศึกษาในดินแดนแห่งนี้ว่า ควรจะมีสิ่งใดที่ต้องเตรียมเพื่อการใช้ชีวิตที่นั่นได้อย่างสะดวกสบาย ราบรื่นที่สุดและมีผลเสียกับเราน้อยที่สุดเพื่อความสนุกในการไปเรียนที่นั่น วันนี้ควรรู้ 7 สิ่งก่อนเรียนวางแผนเบื้องต้นก่อนที่จะไปเรียนที่อเมริกากันเถอะ ว่าจะมีอะไรบ้าง แล้วมีผลกับการที่เราเลือกยังไง ควรรู้ 7 สิ่งก่อนเรียนต่อ ต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกาและอื่นๆ

ควรรู้ 7 สิ่งก่อนเรียนต่อ ต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกาและอื่นๆ

  • สถานที่ตั้ง (Location) – รัฐมากถึง 50 รัฐ และแต่ละรัฐก็มีความแตกต่างกันออกไป ลองใช้วิธีแยกแยะด้วยการกำหนดลักษณะของที่ตั้งหอพักหรือมหาวิทยาลัยที่คุณต้องการ เช่น คุณต้องการที่จะอยู่ในเมืองใหญ่ๆหรือเมืองเล็กๆที่เงียบสงบ หรือ คุณต้องการจะเดินทางไปมาอย่างไร หรือ คุณต้องการจะเดินหรือจะใช้บริการระบบขนส่งของเมือง หรือ เพราะการเรียนในอเมริกาไม่เหมือนกับการเรียนที่บ้านเกิดของคุณ ดังนั้นพยายามมองโลกตามความเป็นจริงเข้าไว้ และดูว่าประสบการณ์แบบไหนคือสิ่งที่คุณต้องการ
  • สภาพอากาศ (Weather) – แต่ละรัฐในอเมริกามีลักษณะของสภาพอากาศที่เป็นลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น เช่น Seattle ที่มีฝนตกอยู่สม่ำเสมอ, California ที่มีแสงแดดสาดส่องไม่เว้นวัน หรือ รัฐแห่งพระอาทิตย์ไม่เคยตกในฤดูร้อนและไม่เคยขึ้นในฤดูหนาวอย่าง Alaska เป็นต้น นอกจากนี้การซื้อเสื้อผ้าใหม่เป็นเรื่องสิ้นเปลืองถ้าคุณอาศัยในรัฐที่มีอากาศค่อนข้างร้อน แต่ถ้าคุณอยู่ในรัฐที่หนาวขึ้นก็จะมีราคาถูกลง
  • จำนวนนักเรียน (People) – การเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีปริมาณนักเรียนที่มาก อาจจะทำให้คุณต้องเรียนร่วมกับนักเรียนอีกเป็นร้อยในวิชาแรกของการเรียนของคุณ ในขณะที่มหาวิทยาลัยที่เล็กกว่าก็จะมีนักเรียนเพียงแค่ 20-40 คนต่อวิชา แต่ถึงอย่างนั้น มหาวิทยาลัยใหญ่ๆก็จะมีตัวเลือกของหลักสูตรและสาขาที่มากกว่าในมหาวิทยาลัยเล็กๆ
  • วัฒนธรรมและศาสนา (Religion) – ถ้าคุณเลือกมหาวิทยาลัยที่เน้นศาสนามากๆ คุณก็อาจจำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่ถูกกำหนดไว้ ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ได้ศรัทธาหรือไม่ได้ชื่นชอบในเรื่องเหล่านี้ มันก็อาจจะเกิดปัญหาได้
  • อัตราค่าเล่าเรียน (Tuition Fee) – ค่าเล่าเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยของอเมริกาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละแห่ง เนื่องจากค่าครองชีพที่แตกต่างกัน ต้น แต่เรื่องของค่าเล่าเรียนจะกลายไม่เป็นข้อจำกัดทางเลือกของหลักสูตรที่คุณต้องการหรือไม่ เพราะมันเป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น
  • กิจกรรม (Activity) – เป็นที่รู้กันว่าคนอเมริกันชื่นชอบการเล่นกีฬา เพราะถึงแม้การเรียนจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนในต่างประเทศ แต่เมื่อคุณทำการบ้านเสร็จแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นคนไม่ชื่นชอบกีฬาเลย ก็จะเป็นประโยชน์กว่าถ้าคุณเลือกมหาวิทยาลัยที่เน้นหนักไปที่เรื่องของวิชาการ และคุณก็เข้าร่วมชมรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณสนใจแทน
  • ทางเลือกสำหรับนักเรียนต่างชาติ – ต้องเช็คว่ามหาวิทยาลัยมีตัวเลือก, ตัวช่วย หรือข้อกำหนดอะไรสำหรับคุณบ้าง เช่น การทำงานในระหว่างเรียน หรือ ระดับของผลการเรียนที่คุณจำเป็นจะต้องรักษาไว้ เพื่อที่คุณจะได้เตรียมตัวสำหรับหลักสูตรนั้นๆได้ถูกต้องและเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจำเป็นต้องรู้

หัวข้อที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงแค่สิ่งที่ต้องดูเบื้องต้น โดยเน้นเฉพาะในมุมมองของการศึกษาหรือการใช้ชีวิตเท่านั้นเมื่ออยู่ที่ประเทศนั้นๆ เรื่องความเป็นอยู่ การเดินทาง อาหารในแต่ละที่ ศาสนา จำนวนผู้คนที่เข้าเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัย ล้วนมีผลกระทบต่อเราทั้งสิ้น ทั้งนี้ยังมีมิติที่ลึกที่อาจจะเป็นวัฒนธรรมของเขาที่อาจจะต้องปรับจากประเทศไทยมากขึ้น ในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะปรับเข้าหากันได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งไม่อยากเกินไปแน่นอนสำหรับเราในการปรับตัวเข้าหาเค้า หากเรายังรับธรรมเนียมอื่นได้บ้าง ก็ไม่มีปัญหาแล้วละ

หลักการปฏิบัติ 6 ประการ เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน และเพิ่มพลังความจำ

ในการเรียนการสอนนั้น เรียกได้ว่าต้องอาศัยในเรื่องของความทรงจำ และความเข้าใจเป็นอย่างมาก แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เลยล่ะ สำหรับวันนี้เราก็มีเคล็ดลับดีๆ ด้วย หลักการปฏิบัติ 6 ประการ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนให้กับเพื่อนๆ แถมยังเสริมสร้างความจำให้ดีขึ้นได้กันแบบง่ายๆ เลยล่ะถ้าเพื่อนๆ ทำกันได้จริงๆ ลองมาดูกันได้เลย

หลักการปฏิบัติ 6 ประการ เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน และเพิ่มพลังความจำ

ซึ่งหลักๆ แล้วก็มี หลักการปฏิบัติ 6 ประการ เท่านั้นล่ะ

  • สะสม(Gradual) เรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะสมวันละนิดไม่ใช่หักโหมก่อนสอบ ถึงจะสอบได้คะแนน แต่ความรู้เป็นเพียงความทรงจำระยะสั้นเท่านั้น ละจะเลือนหายไปเร็วมากๆ
  • ทำซํ้า( Repetition) ทบทวน ท่อง และทำแบบฝึกหัดซํ้า ๆ จะเกิดความเคยชิน และความเข้าใจในที่สุด
  • ย้ำรางวัล(Reinforcement) ควรให้รางวัลตัวเองเมื่อ ทำงานสำเร็จในแต่ละครั้งเพื่อให้ขยันขึ้น เป็นเหมือนการสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายระยะสั้น
  • ขยันคิด(Active Learning) จงใส่ใจคิดตามเสมออย่าฟังหรืออ่านไปเรื่อย ๆแต่ไม่คิด เพราะว่าจะเป็นการช่วยให้ความรู้ใหม่เชื่อมโยงกับความรู้เก่า ทำให้ความรู้มีประสิทธิภาพขึ้น
  • ฟิตปฏิบัติ(Practice) ต้องลงมือปฏิบัติให้เกิดความชำนาญไม่ใช่รู้แต่ทฤษฏีอย่างเดียว การลงมือปฏิบัติจริงจะทำให้จำแม่นยำเกิดการถ่ายโยงความจำระยะสั้นให้เป็นระยะยาวได้นั่นเอง
  • หาทางบังคับตัวเอง (Stimulus Control) โดยอาศัยการจัดสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเร่งและกระตุ้น ทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพและส่งผลดีมากขึ้นจ้า

มาดูในส่วนของข้อปฏิบัติที่จะทำให้เพื่อนๆ เป็นผู้เรียนที่ดี ได้ผลจากการเรียนอ่างเต็มที่ เริ่มแรกเลย เวลาฟังอาจารย์สอนหรือเวลาอ่าน ต้องคิดตาม ถาม จด ตลอดเวลา ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้าหรือถามผู้รู้ต่อไป อย่าปล่อยให่หลุดมือไปง่ายๆ

ทำเลก็สำคัญนะครับ หามุมที่ใช้เป็นที่ดูหนังสือหรือทำการบ้านที่จะทำให้มีประสิทธิภาพ เกิดสมาธิอย่างเต็มที่ และควรจัดเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้าสิ่งที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวีเพื่อพักผ่อนบ้าง

และที่สำคัญให้พยายามไปอ่านหนังสือกับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้อธิบายให้กันและกัน จะเป็นการเสริมสร้างความรู้ของเราไปในตัว และที่สำคัญ ฝึกศึกษาด้วยตนเอง มิใช่ต้องเรียนจากครูเพียงอย่างเดียวนะจ๊ะ เพราะความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนเท่านั้น

ส่วนในด้านการเพิ่มทักษะด้านความจำนั้นสามารถทำกันได้แต่ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนเลยว่าเมื่อเวลาผ่านไป หนึ่งวัน คนเราจะจำเรื่องราวที่ตนอ่านไปได้ประมาณ 50% และลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งทุก ๆ 7 วัน จนในที่สุด จะนึกไม่ออกเลยเมื่อผ่านไป 21 วัน!! ทางแก้ไขที่ดีก็คือทบทวนทันทีที่เราเรียนในแต่ละ วันเพื่อมิให้เกิน 24 ชั่วโมง จากนั้นเราทิ้งช่วงไปทบทวนรวบยอดในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ เพื่อมิให้เกิน 7 วัน ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะทบทวนสิ่งที่เรียนมาทั้งสัปดาห์นั่นเอง แน่นอนเสมือนเป็นการตอกย้ำความทรงจำเราให้พอกพูน ความรู้เพิ่มเสริมแกร่งอย่างไม่หยุด แน่นอนครับจะส่งผลดีต่อการเรียนอย่างมากเลยล่ะ และอย่าลืมใช้เทคนิคในการจดโน๊ตช่วยนะจ๊ะ แล้วการทบทวนจะเป็นไปได้ด้วยความเร็ว ไม่เสียเวลาอีกด้วยจ้า

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

สำหรับวันนี้เราก้มีเกร็ดข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษมาฝากกันอีกแล้วล่ะจ้า ว่าแล้วเรามาชมไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่านะครับผม

สิ่งที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ คือการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจ และองค์ประกอบสำคัญของสิ่งนี้ก็คือ การอ่านออกเสียงที่ถูกต้องนั่นเองครับ ถ้าเราออกเสียงไม่ถูกต้องล่ะก็ รับรองว่าต้องงงกันเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียวใช่มั้ยล่ะ และวันนี้เราก็จะพาเพื่อนๆ ไปพบกันกับ 10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่คนไทยมักจะออกเสียงผิดกันบ่อยๆ ครับผม มีคำที่คุ้นๆ เพียบเลยล่ะ มาชมกันได้เลย

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

  1. Chaos (n.)อ่านว่า เค-อ็อส นะครับ ไม่ใช่ชาออส!! มีความหมายว่า ความสับสน วุ่นวาย
  2. Comfortable (adj.) คั๊มฟ-ทะเบิล ไม่ใช่ คอม-ฟอ-เท-เบิ้ล นะครับ อิอิ ผิดกันตั้งแต่อ้อนแต่ออดเลยทีเดียวล่ะ คำนี้มีความหมายว่า ความสะดวกสบาย ครับผม
  3. Effect (n., v.) อิ-เฟ็คท์ ไม่ใช่ เอฟ-เฟค นะครับ แปลว่าผลกระทบ ผลลัพธ์
  4. Etc. (abbr.) ไม่ได้อ่านว่า อี-ที-ซี ที่เป็นวงดนตรีหรอกนะคร้าบบบ ที่จริงแล้วอ่านว่า เอ็ท-เซเทอรา แปลว่า และอื่นๆ ครับผม
  5. Island (n.) ไอ-เลินด์ ไม่ใช่ ไอซ์-แลนด์ นะจ๊ะ (ไม่ออกเสียงตัว S) แปลว่าเกาะครับผม ไม่งั้นอาจงงเป็นประเทศไอซ์แลนด์ได้นะครับ
  6. Jewelry (n.) จูวล์-รี่ แปลว่า เครื่องเพชรพลอย ซึ่งไม่ได้อ่านว่า จิว-เวล-รี่ เหมือนที่เรามักอ่านกันนะครับ
  7. Leopard (n.) เล็พ-เพิร์ด อันนี้เรียกได้ว่าดักโปรกันเลยทีเดียวล่ะครับ ไม่ได้อ่านว่า ลีโอพาร์ด เหมือน ลีโอ ยี่ห้องเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์หรอกนะครับ อิอิ
  8. Salmon (n.) แซ-เมิน ไม่ได้อ่านว่า แซลม่อนนะจ๊ะ ความหมายคงไม่ต้องให้แปล อาหารจานโปรดของทุกคนนั่นเอง อิอิ
  9. Sword (n.) ซอร์ด ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ เราก็มักจะอ่านกันว่า สะ-หวอด กันมาตลอดใช่มั้ยล่ะ ทีนี้มาแก้ให้ถูกกันนะ
  10. Value (n., v.) แฟล-ยิ่ว แปลว่ามูลค่าครับ ไม่ได้อ่านว่า แวลู่ หรือ วาล์ว หรอกนะครับ เพราะว่า V ในภาษาอังกฤษจะอ่านออกเสียงเป็น ฟี แบบสั่นๆ นั่นเอง

ทีนี้เราก็รู้หลักการอ่านคำเหล่านี้กันแล้วนะ ใช้ให้ถูกรับรองสื่อสารได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่แพ้เจ้าของภาษาแน่นอนเลยล่ะจ้า