Tag: การศึกษา

อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัวกับครูต่างชาติแท้ๆ

ในเครือโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ Engoo ที่ได้รับความนิยม และยอมรับอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น และในอีก 12 ประเทศทั่วโลก อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัว พลิกโฉมการเรียนภาษาอังกฤษแนวใหม่ที่ทลายทุกข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วยพัฒนารูปแบบผ่านคอร์สออนไลน์กับครูต่างชาติทั่วโลกในแบบตัวต่อตัว โดยสามารถเลือกเรียนในเวลาใดก็ได้วันใดก็ได้แบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน เพื่อการพัฒนาความสามารถด้านภาษาของคนไทยสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ สอดรับการเปิด AEC เนื่องจากการเรียนของอิงกูเป็นการเรียนเพื่อเน้นการพัฒนาทักษะภาษาเพื่อการใช้งานได้จริง

อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัว

อิงกูพลิกโฉมการเรียน ภาษา เปิดออนไลน์ตัวต่อตัว

นายเชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) บริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้เรียนจริงจังเสียทีเนื่องจากมีปัญหาใหญ่ๆ อยู่ 2-3 เรื่องได้แก่ เรื่องของการจัดสรรเวลา ความไม่กล้าพูดคุยกับครูต่างชาติ และเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งการเรียนของอิงกูสามารถเข้ามาตอบโจทย์และทลายข้อจำกัดในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการเรียนของอิงกูเป็นการเรียนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ 100% ที่ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเวลาเรียนได้เองตามความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้อง ‘หาเวลา’ ให้ตรงกับตารางการสอน หรือ ‘ใช้เวลา’ ไปกับการเดินทางเพื่อออกไปยังสถาบันสอนภาษา และที่สำคัญการเรียนของอิงกูมีค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่ามากๆ สำหรับการเรียน ‘สด’ แบบ ‘ตัวต่อตัว’ กับครูชาวต่างชาติที่มีประสบการณ์ในการสอนสูง ทำให้ผู้เรียนไม่ต้องเคอะเขิน และกล้าพูดมากขึ้น โดยราคาสำหรับการเรียนกับอิงกูเริ่มต้นที่ 55 บาทต่อครั้งเท่านั้น และยังเปิดให้ทดลองเรียนฟรีได้ 2 ครั้งก่อนการตัดสินใจซื้อคอร์สอีกด้วย
“สาเหตุที่เราสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั้งสัปดาห์เนื่องจากอิงกูมีครูสอนภาษาซึ่งเป็นครูชาวต่างชาติที่ได้รับการคัดเลือกและอบรมจนผ่านมาตรฐานถึงกว่า 5,000 คนจาก 60 ประเทศทั่วโลกให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียน และเลือกครูได้ตามที่ต้องการโดยครูจะมีความถนัดในการสอนแต่ละหัวข้อที่แตกต่างกัน รวมถึงสามารถดูคลิปวีดีโอเพื่อฟังสำเนียงก่อนเลือกเรียนกับครูได้อีกด้วย ซึ่งจุดเด่นอีกประการหนึ่งของอิงกู คือผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อ หรือหลักสูตรที่ต้องการเรียนให้ตรงตามความสนใจของตนเองได้ และยังมีชุดการเรียนการสอนให้ดาวน์โหลดก่อนการเรียนอีกด้วย โดยการเรียนออนไลน์ของอิงกู เป็นการเรียนการสอนแบบสดกับครูต่างชาติผ่านโปรแกรมสไกป์ (Skype) ซึ่งสามารถใช้ได้บนทุก device ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่มีไมค์และกล้องเท่านั้น” เชาวนนท์ กล่าว
นายเชาวนนท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า จากการเติบโตของจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และความคลอบคลุมในการเข้าถึงเข้าถึงเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านทางรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ 4G ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนไทยมีความคุ้นเคยกับการใช้บริการผ่านทางออนไลน์มากขึ้น และมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านทางระบบบออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับความต้องการในการพัฒนาทักษะด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทำให้มีความต้องการในการพัฒนาทักษะด้านภาษาเพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันให้ดีขึ้น เป็นโอกาสให้อิงกูสามารถเติบโตในตลาดประเทศไทยได้ โดยกลุ่มเป้าหมายของอิงกูครอบคลุมตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน พนักงานออฟฟิศไปจนถึงผู้บริหาร หรือบุคลากรทางการศึกษา โดยผู้เรียนกลุ่มใหญ่ที่สุดคือกลุ่มวัยทำงาน ตั้งแต่อายุ 25 ปี ขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 59 โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนทำงานตอนต้นไปถึงกลุ่ม Middle Management ที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาเพื่อพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มโอกาสในการทำงาน
“แนวโน้มการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา ไปเป็นการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะในการใช้งานในชีวิตจริงมากขึ้น Engoo จึงได้พัฒนาการวัดระดับความสามารถทางภาษาขึ้นใหม่ในชื่อ “อิงกู เลเวล” เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ดังกล่าว โดยมั่นใจว่าการวัดระดับแบบใหม่นี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนให้ความสนใจ และกระตือรือร้นในการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เนื่องจากจะเข้าใจระดับความสามารถทางภาษาของตนที่เป็นอยู่ และมองเห็นเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจนขึ้น เหมือนกับการเห็นภาพที่เป็นรูปธรรมขึ้นว่าการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อนำไปใช้งานจริงจะใช้อะไรได้บ้าง และต้องพัฒนาขึ้นเท่าใดจึงจะสามารถใช้งานได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งนอกจากการตอบสนองด้านความต้องการในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนรายบุคคลแล้ว อิงกู ยังได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำในประเทศต่างๆ อาทิ กลุ่มการปกครองจังหวัดปัตตานี และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในการเลือกเป็นช่องทางการพัฒนาทักษะภาษอังกฤษของบุคลากรในองค์กรอีกด้วย” เชาวนนท์ กล่าว

แรงดึงดูดที่ทำให้ เด็กจบใหม่ อยากมาทำงานกับบริษัทคุณ

ในแต่ละปี มีบัณฑิตจบการศึกษาที่พ้นรั้วมหาวิทยาลัยมากมาย และสิ่งที่บัณฑิตต้องทำแน่ ๆ หลังเรียนจบก็ได้แก่ การสร้างงาน สร้างอาชีพ รวมถึง ฟรีแลนซ์ ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาหางานทำเป็นหลักแหล่ง ขณะเดียวกันองค์กร บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ก็ต้องการ recruit พนักงานที่มีคุณภาพเข้ามาขับเคลื่อนองค์กรของตนทั้งสิ้น ต้องบอกว่าไม่ง่ายนัก ในยุคที่คนรุ่นใหม่มีทางเลือกเป็นของตัวเองที่หลากหลายกว่าคนรุ่นพ่อแม่ แล้วองค์กรต่าง ๆ จะทำเช่นไรเพื่อดึดดูดใจแรงงานคุณภาพให้เข้ามาเป็นบุคลากร ผลสำรวจ สุดยอดองค์กรที่น่าร่วมงานด้วยมากที่สุดปี 2016 ปัจจัยที่คนรุ่นใหม่มองหามากที่สุดในการหางานได้แก่ ปัจจัยใดบ้าง มาดูกันเลย

แรงดึงดูดที่ทำให้ เด็กจบใหม่ อยากมาทำงานกับบริษัทคุณ

แรงดึงดูดที่ทำให้ เด็กจบใหม่ อยากมาทำงานกับบริษัทคุณ

1. ความมั่นคงในอาชีพสูง

ในยุคเศรษฐกิจผันผวนเช่นปัจจุบัน ธุรกิจตามเทรนด์เปิดขึ้นมาใหม่ ๆ มากมายในยามที่มีปัจจัยเอื้อ แต่ก็ปิดไปไวเช่นกันหากไม่สามารถทำรายได้ได้อย่างที่คิดไว้ ดังนั้นความมั่นคงก็เป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ คงไม่มีใครอยากเปลี่ยนงานบ่อย ๆ โดยไม่จำเป็นอย่างแน่นอน

2. โอกาสในการฝึกอบรม และพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ความรู้เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาโดยตลอด องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้พนักงานอยู่เสมอ มักเป็นองค์กรที่น่าใฝ่ฝันของคนโดยทั่วไป คอร์สการอบรมเรียนรู้หลายคอร์สมักมีราคาสูง ดังนั้นการที่องค์จัดให้มีการพัฒนาความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่องนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญกับ Man power ของตัวเองอย่างจริงจัง แล้วแบบนี้ใครล่ะ จะไม่อยากร่วมงานด้วย

3. ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีขึ้น (เงินจูงใจ โบนัส ค่ารักษาพยาบาล)

นอกจากเงินเดือนทั่วไปแล้ว โบนัส และสวัสดิการเพิ่มเติมอื่น ๆ ขององค์กรคืออันดับแรกที่พนักงานจะให้ความสำคัญ หลายคนมักจะเอาโบนัสไปบวกรวมกับเงินเดือนแล้วหารด้วยจำนวนเดือนใน 1 ปี เพื่อจะดูรายได้รวมทั้งหมดต่อปีเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย ส่วนค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย คลอดบุตร วันลาพักร้อน ก็เป็นสิ่งสำคัญ พนักงานก็อยากจะได้ความเอื้ออาทรจากองค์กรด้วย นี่คนนะไม่ใช่เครื่องจักร ชีวิตไม่ได้คิดแต่เรื่องงานกับเงินอย่างเดียวเน้อ จะสนใจกันแต่ตอนทำงานอย่างเดียวคงจะใจดำเกินไปนะ

4. องค์กรมีชื่อเสียง

ผู้คนจะมองว่ากว่าคุณจะแทรกตัวเองเข้าไปในองค์กรที่มีชื่อเสียงได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นคุณย่อมต้องมีของดีอะไรอยู่ในตัวเองแน่ ๆ ดังนั้นใคร ๆ ก็อยากทำงานในบริษัทที่มีชื่อเสียง พูดไปใคร ๆ ก็ร้องอ๋อ การได้ทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียงถือเป็นใบเบิกทางชั้นดีของชีวิตการทำงาน

5. มีโอกาสในการได้รับการโปรโมทพัฒนาสายอาชีพ

ความก้าวหน้าเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งสำหรับคนเพิ่งจบใหม่กำลังร้อนวิชา ต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่สมัยนี้มีความสามารถที่หลากหลายขึ้น สามารถเรียนรู้ได้เร็ว แต่ในกลับกันก็กระหายความสำเร็จที่จะได้รับในเวลาอันสั้น และขี้เบื่อ พร้อมลาออกเสมอ องค์กรที่แช่แข็งพนักงาน มักทำให้พนักงานเบื่อหน่าย เพราะไม่รู้สึกถึงความเป็นธรรม และการประเมินผลงานอย่างที่ควรจะเป็น องค์กรที่ชอบแช่แข็งพนักงานก็อย่าคาดหวังว่าจะได้พนักงานไฟแรง มีคุณภาพมาเข้าร่วม

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

สำหรับวันนี้เราก้มีเกร็ดข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษมาฝากกันอีกแล้วล่ะจ้า ว่าแล้วเรามาชมไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่านะครับผม

สิ่งที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ คือการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจ และองค์ประกอบสำคัญของสิ่งนี้ก็คือ การอ่านออกเสียงที่ถูกต้องนั่นเองครับ ถ้าเราออกเสียงไม่ถูกต้องล่ะก็ รับรองว่าต้องงงกันเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียวใช่มั้ยล่ะ และวันนี้เราก็จะพาเพื่อนๆ ไปพบกันกับ 10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่คนไทยมักจะออกเสียงผิดกันบ่อยๆ ครับผม มีคำที่คุ้นๆ เพียบเลยล่ะ มาชมกันได้เลย

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

  1. Chaos (n.)อ่านว่า เค-อ็อส นะครับ ไม่ใช่ชาออส!! มีความหมายว่า ความสับสน วุ่นวาย
  2. Comfortable (adj.) คั๊มฟ-ทะเบิล ไม่ใช่ คอม-ฟอ-เท-เบิ้ล นะครับ อิอิ ผิดกันตั้งแต่อ้อนแต่ออดเลยทีเดียวล่ะ คำนี้มีความหมายว่า ความสะดวกสบาย ครับผม
  3. Effect (n., v.) อิ-เฟ็คท์ ไม่ใช่ เอฟ-เฟค นะครับ แปลว่าผลกระทบ ผลลัพธ์
  4. Etc. (abbr.) ไม่ได้อ่านว่า อี-ที-ซี ที่เป็นวงดนตรีหรอกนะคร้าบบบ ที่จริงแล้วอ่านว่า เอ็ท-เซเทอรา แปลว่า และอื่นๆ ครับผม
  5. Island (n.) ไอ-เลินด์ ไม่ใช่ ไอซ์-แลนด์ นะจ๊ะ (ไม่ออกเสียงตัว S) แปลว่าเกาะครับผม ไม่งั้นอาจงงเป็นประเทศไอซ์แลนด์ได้นะครับ
  6. Jewelry (n.) จูวล์-รี่ แปลว่า เครื่องเพชรพลอย ซึ่งไม่ได้อ่านว่า จิว-เวล-รี่ เหมือนที่เรามักอ่านกันนะครับ
  7. Leopard (n.) เล็พ-เพิร์ด อันนี้เรียกได้ว่าดักโปรกันเลยทีเดียวล่ะครับ ไม่ได้อ่านว่า ลีโอพาร์ด เหมือน ลีโอ ยี่ห้องเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์หรอกนะครับ อิอิ
  8. Salmon (n.) แซ-เมิน ไม่ได้อ่านว่า แซลม่อนนะจ๊ะ ความหมายคงไม่ต้องให้แปล อาหารจานโปรดของทุกคนนั่นเอง อิอิ
  9. Sword (n.) ซอร์ด ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ เราก็มักจะอ่านกันว่า สะ-หวอด กันมาตลอดใช่มั้ยล่ะ ทีนี้มาแก้ให้ถูกกันนะ
  10. Value (n., v.) แฟล-ยิ่ว แปลว่ามูลค่าครับ ไม่ได้อ่านว่า แวลู่ หรือ วาล์ว หรอกนะครับ เพราะว่า V ในภาษาอังกฤษจะอ่านออกเสียงเป็น ฟี แบบสั่นๆ นั่นเอง

ทีนี้เราก็รู้หลักการอ่านคำเหล่านี้กันแล้วนะ ใช้ให้ถูกรับรองสื่อสารได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่แพ้เจ้าของภาษาแน่นอนเลยล่ะจ้า

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

สำหรับช่วงนี้นั้นก็มีพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะพิธีรับปริญญา (Congratulation) ซึ่งช่วงนี้มีมากมายจริงๆ แต่วันนี้เราก็จะพามาเปลี่ยนบรรยากาศไปพบกับพิธีนี้ที่ต่างประเทศกันบ้างนะครับ และก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ไหนไกลเลย ประเทศญี่ปุ่นนี่แหละ ที่ประเทศญี่ปุ่น (Japan) นั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการรับปริญญาก็จะเป็นที่รู้กันว่ามักจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมของทุกปี ไม่ใช่แค่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น พิธีรับประกาศนียบัตรของโรงเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม ก็จะจัดขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเดือนที่มีภาพลักษณ์ของการเป็น ฤดูกาลจบการศึกษา กันเลยทีเดียวล่ะ

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ซึ่งการรับปริญญาของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะส่งตัวแทนนักเรียนหรือประธานนักเรียน (Student Representatives) ขึ้นรับประกาศนียบัตรจากอธิการบดี (หรือไม่ก็ให้ตัวแทนแต่ละคณะขึ้นรับจากคณบดี) ดังนั้นถึงแม้ทุกๆมหาวิทยาลัยจะจัดพิธีในปลายเดือนมีนาคมพร้อมกัน ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะว่าไม่ต้องรับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ (Royalty) ทีละคนนั่นเอง

พิธีรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยคันไซกะกุอิน (Congratulations)

อีกอย่างพิธีดังกล่าวไม่ใช่การรับทีละคน ดังนั้นพิธีก็จะไม่กินเวลายาวนาน เผลอแป๊ปเดียวก็จบสิ้นพิธีการแล้ว แต่พิธีการของประเทศไทยนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติมากเพราะได้รับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ทีละคนซึ่งต่างจากที่ญี่ปุ่นมาก ดังนั้นคนญี่ปุ่นหลายคนเลยค่อนข้างตกใจ ที่ก่อนมีพิธีการคนไทยต้องมีงานซ้อมใหญ่เพื่อฝึกฝนทบทวนท่าทางการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะว่าดูเป็นทางการมากกว่าที่ญี่ปุ่นมากๆ นั่นเอง และหลังจากนั้น หลายๆ คนก็นำเอารูปถ่ายตอนที่ตัวเองรับพระราชทานปริญญาบัตรประดับตกแต่งที่บ้านด้วย ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ของบ้านเราแหล่ะครับ

การถ่ายภาพ (Photo)

ในยุคสมัยนี้ก็คงจะไม่พ้นเรื่องนี้กันนะครับ โดยเฉพาะที่โซเชียลมีเดีย (SocialMedia or SocialNetwork)เฟื่องฟู และโดยเฉพาะความเป็นคนไทยที่ชอบการถ่ายรูปเอาซะมากๆ โดยที่ในญี่ปุ่นเพียงแค่ให้ญาติๆ สลับกันถ่ายหรือว่าให้เพื่อนถ่ายเท่านั้น แต่การถ่ายภาพรับปริญญาแบบจ้างช่างภาพมืออาชีพ ค่าตัวแพงๆ วันละหลายพันบาทอย่างกะ Pre-wedding นี้ทำเอาชาวญี่ปุ่นหลายๆ คนงงเป็นไก่ตาแตกเลยล่ะ

ชุดครุยของมหาวิทยาลัยต่างๆ (The Uniform)

ในส่วนของเครื่องแต่งกายของไทยและญี่ปุ่นก็ต่างกันมาก ของไทยเรานั้นจะเป็นชุดกาวน์ที่เรียกว่า “ชุดครุย” ใส่คลุมไว้ด้านนอก ชุดครุยนี้แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีรูปแบบที่คล้ายกัน แต่ละคณะก็มีสีสันแตกต่างกันออกไป แต่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่มีเครื่องแบบนักศึกษา ดังนั้นก็ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าต้องใส่ชุดอะไร แต่ที่นิยมใส่กันในหมู่นักศึกษาชายก็เห็นจะเป็นชุดสูท ของนักศึกษาหญิงก็ใส่ชุดฮาคามะกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าจะใส่สูทก็ไม่ถือว่าผิดกติกาครับ

และอีกอย่างก็คือที่ญี่ปุ่นสำหรับคนที่เรียนจบแล้วทำงานทันที ส่วนใหญ่จะเริ่มงานกันในวันที่1เมษายนหลังจากจบการศึกษาเลยล่ะ งนั้นหลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับปริญญาในเดือนมีนาคมแล้ว ที่ญี่ปุ่นจึงไม่มีการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับปริญญา แต่ทว่าที่ประเทศไทยการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นเรื่องปกติมากๆ คิดว่านี่เป็นจุดหนึ่งทางวัฒนธรรมที่ประเทศไทยต่างจากชาวญี่ปุ่น

ซึ่งถ้าลองมาคิดดูกันดีๆ แล้ว งานรับปริญญาของไทยก็เป็นโอกาสที่ดีที่เพื่อนๆสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจะได้มารวมตัวกัน คนที่จะเข้ารับปริญญาในรุ่นต่อๆไป แม้ว่าต้องลางาน อย่างไรก็จะต้องไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรให้ได้ เห็นได้ชัดว่าคนไทยเห็นงานนี้สำคัญกว่าคนญี่ปุ่นมากๆ เลยก็ว่าได้ครับ แต่ก็ว่าอ่ะเนอะ…ครั้งเดียวในชีวิต ขอจัดเต็มหน่อยละกัน ไม่งั้นคงเสียดายแย่ ที่จะมีรูปสวยๆ หล่อๆ ไว้ดูตอนทำงานเพื่อเป็นกำลังใจสำคัญเลยนะเนี่ย

ขอบคุณบทควาดีๆ จาก http://www.scholarship.in.th/

เลอโนโวเปิดตัวซอฟท์แวร์ส่งเสริม การศึกษาเด็กไทย นอกห้องเรียน

กรุงเทพ, ประเทศไทย – 12 พฤศจิกายน 2557 : เลอโนโวเปิดตัวซอฟท์แวร์ส่งเสริม การศึกษาเด็กไทย โดยเสนอซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์เสริมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ นักเรียนสามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะกับซอฟท์แวร์ดังกล่าวผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เลอโนโวรุ่นที่ร่วมรายการ
เยาวชนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการเรียนรู้ จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน การวิจัยระดับนานาชาติได้แสดงผลว่าการใช้เทคโนโลยีสำหรับการศึกษานั้นช่วยให้นักเรียนมีสมาธิยิ่งขึ้น เนื่องจากได้เรียนรู้ผ่านสื่อที่มีความน่าสนใจจึงทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น

เลอโนโวเปิดตัวซอฟท์แวร์ส่งเสริม การศึกษาเด็กไทย นอกห้องเรียน

เลอโนโวเปิดตัวซอฟท์แวร์ส่งเสริม การศึกษาเด็กไทย นอกห้องเรียน

“แอดไวซ์ ภูมิใจที่จะได้มีส่วนร่วมในการเปิดโอกาสส่งเสริมการเรียนรู้ สำหรับน้องๆนักเรียน เหตุผลที่เราเลือกจับมือกับทางเลอโนโว ก็เพราะว่าเลอโนโวเสนอคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะกับน้องๆนักเรียน จึงทำให้เป็นทางเลือกที่ลงตัวและครอบคลุม เรามั่นใจว่าข้อเสนอครั้งนี้จะได้รับความนิยมแน่นอน เราจึงจะจัดจุดทดลองที่ร้านแอดไวซ์ทั้ง 200 สาขาทั่วประเทศของเรา ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ” คุณพรเทพ วัชรอำนวย, รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ โฮลดิ้งส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าว

“ในฐานะพ่อคนหนึ่ง ผมเข้าใจว่าทุกวันนี้เยาวชนไทยชอบเทคโนโลยีและมีการขวนขวายหาความรู้กันมากขึ้น เป้าหมายของเราในครั้งนี้คือส่งเสริมการศึกษา โดยสนับสนุนให้นักเรียนตั้งแต่ชั้น ประถมฯ 1 – มัธยมฯ 6ใช้โปรแกรมที่เรามอบให้เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ที่นอกเหนือจากห้องเรียน นอกจากนี้ยังเป็นการเน้นกลยุทธ์ PC Plus ของเลอโนโวนั่นคือการนำเสนอเทคโนโลยีที่มากกว่า ซึ่งตัวซอฟท์แวร์ที่เรานำมานั้นก็มีความน่าสนใจ เสนอการเรียนรู้แบบไม่ยัดเยียดเนื้อหา แต่ทำให้เด็กที่ใช้โปรแกรมสนุกไปกับการเรียนรู้ ผู้ปกครองก็สามารถวางใจได้ว่าบุตรหลานของท่านจะได้รับความรู้จากการใช้เทคโนโลยีผ่านคอมพิวเตอร์เลอโนโว” คุณจีรวุฒิ วงศ์พิมลพร, กรรมการผู้จัดการประเทศไทย เลอโนโว กล่าวเพิ่มเติม

ตัวแทนจำหน่ายของแอดไวซ์ จะติดตั้งซอฟท์แวร์ “โฮม คลาสรูม” ให้กับผู้ที่ซื้อคอมพิวเตอร์เลอโนโวรุ่นที่กำหนดโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม โฮม คลาสรูมเป็นซอฟท์แวร์ที่มีแบบฝึกหัดที่เชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีบทเรียนและแบบฝึกหัดของ 5 วิชาหลัก ประกอบด้วย คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, และสังคมศาสตร์ นักเรียนจึงสามารถเข้าไปฝึกฝนทักษะได้ด้วยความสะดวกสบาย แอดไวซ์ มีสาขากว่า 200 สาขาทั่วประเทศ โดยแต่ละสาขานั้นจะมีจุดทดลองให้นักเรียนได้ลองใช้ซอฟท์แวร์ก่อนซื้ออีกด้วย

หลังจากซื้อคอมพิวเตอร์เลอโนโวรุ่นที่กำหนดแล้ว ตัวแทนจำหน่ายจะทำการติดตั้งซอฟท์แวร์ โฮม คลาสรูม ให้ โดยลูกค้าจะได้รับรหัสการลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้ซอฟท์แวร์ถึง 2 ชั้นเรียนฟรี เป็นเวลา 1 ปี

ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2557 นี้ ผู้สนใจที่ซื้อโน๊ตบุ๊คLenovo G4070 ราคา 13,990 บาทสุทธิ หรือคอมพิวเตอร์เดกสท๊อป Lenovo C260 ราคา 13,490 บาทสุทธิ สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับรหัสเข้าใช้และเปิดใช้ซอฟท์แวร์ฟรี โดยเข้าไปที่ register-lenovo@remotic.com

รับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับเลอโนโวได้ทาง RSS feeds (http://news.lenovo.com ) หรือติดตามได้ที่ Facebook (www.facebook.com/lenovo.lover ) หรือ http://news.lenovo.com

ทำความเข้าใจกับหลักสูตรแบบ A-level

การไปเรียนต่อเมืองนอกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของเด็กๆ เพียงแค่ผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษ เช่น TOEFL,IELTS เป็นต้น แต่ที่ลืมไม่ได้กันเลยอีกเกณฑ์นั่นก็คือ การสอบ A Level นั่นเองจ้า
วันนี้เราก็เลยจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกับ A level ว่ามันคืออะไร เอาไปใช้ทำอะไรกันได้บ้าง มาชมกันเลยดีกว่า

ทำความเข้าใจกับหลักสูตรแบบ A-level

ทำความเข้าใจกับหลักสูตรแบบ A-level มันคืออะไร และสำคัญยังไง

A-Level เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนสากลที่ใช้ในระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนอายุ 16-18 ปีที่กำลังจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในประเทศอังกฤษ และประเทศชั้นนำอื่นๆ ถ้าเทียบกับเมื่อไทยก็ประมาณ มัธยม 5 หรือ 6 นั่นเอง คล้ายการเตรียมความพร้อมเพื่อเอยทรานส์ (Entrance)

โดยการเรียน A-level จะใช้ระยะเวลา 2 ปี ประกอบด้วย AS-Level (Advanced Subsidiary Level) สำหรับนักเรียน Year 12 และ Advanced Level สำหรับนักเรียน Year 13 ซึ่งหลักสูตรนี้ก็จะมีเกณฑ์การให้คะแนน 6 ระดับ ได้แก่ A*,A,B,C,D และ E ซึ่งมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปก็จะยอมรับในระดับ C ขึ้นไป แต่สำหรับบางมหาวิทยาลัก็จะรับตั้งแต่ B ขึ้นไป เรียกได้ว่าระดับความยากพอสมควรเลยทีเดียว

ซึ่งเราสามารเลือกเรียนได้ในระดับ AS level เพียงอย่างเดียวได้ แต่ก็จะได้รับหน่วยกิตเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่หากทำการเรียนจนผ่าน A-level ก็จะได้รับหน่วยกิตเต็ม จะใช้ผล A Level ในการพิจารณาคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยของตนเท่านั้น และไม่รับผล Foundation เลย

อีกทั้งการทำคะแนนได้สูง ยังเป็นส่วนสำคัญในการศึกษาต่อปริญญาตรีบางคณะซึ่งไม่สามารถเรียนผ่านระบบ Foundation ได้เช่น แพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ศาสตร์ สัตวแพทย์ศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้ A Level ยังเป็นข้อสอบที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ยิ่งนักเรียนทำคะแนนได้สูงยิ่งมีโอกาสที่นักเรียนจะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการทุกแห่งทั่วโลกได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งมีผลอย่างมากกับการศึกษาต่อ เพราะฉะนั้นในการสอบแต่ละครั้งต้องตั้งใจกันเป็นพิเศาและเตรียมพร้อมกันมาเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสแบบนี้เลย

สำหรับน้องๆ ที่อยากจะไปเรียนระดับปริญญาตรีในต่างประเทศก็ควรจะทำการสอบA-levelเอาไว้นะ เพราะส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศก็ใช้เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนกันบ้างแล้ว พยายามอย่าให้พลาดกับการสอบระดับนี้ มันเป็นเครื่องชีวัดอย่างหนึ่งที่สำคัญมากในการ เข้าเรียนต่อในมหาลัยดังที่ต่างประเทศ ที่ตนเองต้องการเชียวละ หวังว่าคงไม่เกินความสามารถของน้องๆ กันนะ

อาร์เอฟเอส รุกจับมือ อีซีอาร์ไอ ยกระดับ บุคลากรด้านการแพทย์

อาร์เอฟเอส รุกจับมือ อีซีอาร์ไอ ยกระดับ บุคลากรด้านการแพทย์

 

อาร์เอฟเอส รุกจับมือ อีซีอาร์ไอ ยกระดับ บุคลากรด้านการแพทย์ เปิดศูนย์เทรนนิ่งเครื่องมือแพทย์ครั้งแรกในไทย หวังปั้นบุคลากร 250 คนภายใน 2 ปี

อาร์เอฟเอส(RFS) บริษัทในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจัดตั้งและถือหุ้นโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมกับ สถาบันอีซีอาร์ไอ (ECRI Institute) จัดอบรมด้านเครื่องมือแพทย์ครั้งแรกในไทย เพื่อยกระดับคุณภาพและศักยภาพของบุคลากรในการประกอบวิชาชีพด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ตั้งเป้า 2 ปีแรกปั้นบุคลากรป้อนวงการสาธารณสุข 250 คนกับ 6 หลักสูตรเข้ม พร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2558

ผศ. เยาวนุช คงด่าน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอฟเอส จำกัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งและถือหุ้นโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ดำเนินงานด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล (Hospital Facilities Management) เพื่อสนับสนุนงานโรงพยาบาลด้านต่างๆ กล่าวว่า “บริษัทฯได้จับมือกับสถาบันอีซีอาร์ไอ (ECRI Institute) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา โดยนำผลการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ในการค้นหาวิธีการดูแลผู้ป่วย เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ให้มีมาตรฐาน ซึ่งในการเปิดศูนย์เทรนนิ่ง อบรมหลักสูตรด้านเครื่องมือแพทย์ครั้งแรกในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ และบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพและศักยภาพของบุคลากรในการประกอบวิชาชีพด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์”

จากข้อมูลในอุตสาหกรรมการให้บริการทางด้านการแพทย์ ปัจจุบันมีบุคลากรประมาณ150,000 คน ซึ่งจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจึงสามารถทำงานด้านนี้ สำหรับประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศไทยที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคต่างๆ เช่น การผ่าตัดแบบส่องกล้อง การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและชาวต่างประเทศเข้ามารักษาในแต่ละปีมากกว่า 3,000,000 คน ส่งผลให้อุตสาหกรรมด้านเฮลธ์แคร์มีการเติบโตมาก รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่ามากกว่า 30,000 ล้านบาทในปีที่ผ่าน ดังนั้นนอกจากแพทย์แล้วบุคลากรที่ต้องดูแลเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ถือเป็นส่วนสำคัญ และต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตร เพื่อช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด

“ด้วยปัจจัยดังกล่าวทาง “อาร์เอฟเอส” (RFS) จึงเล็งเห็นว่าบุคลากรดังกล่าวถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการบริหารจัดการ และบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ โดยได้จัดหลักสูตรการอบรม 6 หลักสูตร ดังนี้ หลักสูตรเครื่องช่วยหายใจ หลักสูตรเครื่องดมยาสลบ หลักสูตรระบบติดตามสัญญาณชีพ หลักสูตรตู้อบเด็กทารกแรกเกิดและเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า หลักสูตรเครื่องให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเครื่องวัดความดันโลหิต และหลักสูตรบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งบุคลากรที่เข้าอบรมแต่ละหลักสูตรจะได้รับใบรับรองจากทางสถาบันอีซีอาร์ไอ (ECRI Institute) ทั้งนี้ตั้งเป้าว่าใน 2 ปีแรกจะสามารถสร้างบุคลากรให้กับอุตสาหกรรมประมาณ 250 คน อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าหลักสูตรดังกล่าวจะช่วยยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานบุคลากรในการประกอบวิชาด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับและแข่งขันกับบุคลากรจากต่างประเทศ เนื่องจากในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะทำให้การทำงานในสายวิชาชีพมีความเสรี สามารถเดินทางไปทำงานในประเทศต่างๆ โดยมั่นใจในศักยภาพของบุคลากรไทยสามารถแข่งขันในเวทีสากลได้” ผศ.เยาวนุช กล่าวปิดท้าย

สำหรับน้องๆ ที่ต้องการเป็น แพทย์ ก็ดีใจได้เลยกับเทคโนโลยีใหม่ที่คอยอัพเดทกันอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากๆ เพื่อให้บุคลากรของไทยนั้นมีสักยาภาพมากยิ่งขึ้น หากใครสนใจก็สามารถติดตามข่าวสารเรื่อยๆ เพื่อเป็น 1 ใน 250 คนที่ได้รับการอบรมกันเถอะ

ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ติวเข้มภาษาอังกฤษ พร้อมรับ AEC

อย่างที่ทราบกันดีว่า กฎเหล็กในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน บัญญัติเอาไว้ชัดเจนให้ภาษาอังกฤษเป็น “Working Language” หรือ “ภาษาทำงาน” ด้วยความหมายที่มีนัยสำคัญนี้เอง จึงแผ่อิทธิพลในวงกว้างให้ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องตื่นตัว และจัดลำดับความสำคัญเสียใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกับสนามการแข่งขันที่เปิดกว้างมากขึ้น ไม่เพียงแต่เฉพาะ 10 ประเทศสมาชิกเท่านั้น แต่นั่นหมายถึงอาเซียน+3 และอาเซียน+ 6 ด้วย ที่ต้องพุ่งเน้นและ ติวเข้มภาษาอังกฤษ ให้กับการทำงานยุคปัจจุบัน

ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ติวเข้มภาษาอังกฤษ พร้อมรับ AEC

ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ติวเข้มภาษาอังกฤษ

สำหรับทิศทางด้านการศึกษาของประเทศไทยเพื่อขัดเกลาบุคลากรให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานอาเซียน น.ส.จุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยเกี่ยวกับนโยบายการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ของไทยที่สอดรับกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปี 2558 นี้ว่า นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านภาษาอังกฤษแล้ว ยังเพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนระดับมัธยมทั้งรัฐบาลและเอกชน ด้วยการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ภาษามาเลย์ หรือภาษามลายู เพราะจำนวนประชากรที่ใช้นั้นมีอยู่มาก ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน แต่ในขณะเดียวกัน ภาษาจีน ภาษาเกาหลี และภาษาญี่ปุ่น ยังเป็นภาษาต่างประเทศที่ได้รับความนิยมอยู่มากในปัจจุบัน

สำหรับโครงการโรงเรียนนำร่องของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) มีอยู่ 5 โครงการหลัก ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว คือ

  • โรงเรียนซิสเตอร์สกูลที่เน้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ บวกกับภาษาในประเทศอาเซียนอีก 1 ภาษาจาก 9 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว พม่า กัมพูชา และมาเลเซีย
  • โรงเรียนบัฟเฟอร์ สกูล โดยเน้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ บวกภาษาประเทศอาเซียนที่มีชายแดนติดกับที่ตั้งของโรงเรียนนั้น ๆ เช่น การเรียนภาษาเขมรในจังหวัดสุรินทร์
  • โรงเรียนอาเซียน โฟกัส สกูล มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาสภาพศูนย์ จัดการเรียนรู้ในด้านประชาคมการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมถึงสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติด้วย
  • โรงเรียนอาเซียน เลิร์นนิ่งสกูล เป็นโรงเรียนที่ส่งเสริมพัฒนาศูนย์จัดการการเรียนรู้ด้านประชาคมการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
  • โรงเรียนคู่พัฒนาไทย-อินโดนีเซีย เป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ค่านิยม ความเสมอภาคทางเพศ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

โดยหลักสูตรการเรียนการสอนแบบใหม่นี้ มีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาวิธีการเรียนการสอนที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งจะมีการติดตาม รวมถึงการจัดประเมินผลการจัดการศึกษาของประเทศ การจัดทำดัชนีชี้วัด และการวางแผนเพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา อีกทั้งยังมีการร่วมประเมินผลกับนานาชาติ เพื่อศึกษาและแก้ไขแนวทางระดับการศึกษาของไทยให้มีศักยภาพยิ่งขึ้นในภายภาคหน้า

อีกหนึ่งสายการศึกษาที่จะขาดมิได้อย่างด้านอาชีวะ ที่เป็นกำลังหลักสู่ตลาดแรงงานทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการมองว่า ศักยภาพของเด็กไทยในด้านวิชาชีพว่าอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมและได้รับการยอมรับมาโดยตลอด ทั้งยังมีความโดดเด่นและหลากหลาย ตัวอย่างเช่น ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้านอุตสาหกรรมอาหาร ด้านวิศวกรรมยานยนต์ และแรงงานฝีมือ ที่เพิ่งคว้าแชมป์แกะสลักหิมะน้ำแข็งระดับโลก ประจำปี 2557 จากเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน แม้ที่ผ่านมาปัญหาทางด้านภาษาต่างประเทศจะเป็นอุปสรรคที่ส่งผลกระทบมายาวนาน เนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนแบบเดิมนั้น มีสัดส่วนการสอนภาษาต่างประเทศในสายอาชีวศึกษาที่น้อยเกินไป ทำให้ทางกระทรวงศึกษาธิการเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านภาษาต่างประเทศสำหรับอาชีวศึกษามากขึ้น และช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

กระทั่งปัจจุบัน แผนการส่งเสริมดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณบวกและเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น ราว 60-70% แม้ภาพรวมเกือบทุกโครงการของภาครัฐและเอกชนจะสะท้อนไปในทิศทางบวก แต่สัดส่วนความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษของไทยยังต่ำอยู่

ทั้งนี้ น.ส.จุไรรัตน์ แสดงความกังวลด้านศักยภาพด้านภาษาอังกฤษของเด็กไทยว่าแม้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนจะพยายามส่งเสริมและผลักดันนโยบายการเรียนรู้ด้านภาษาอังกฤษ และภาษาประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร แต่หากเด็กไทยยังขาดความกระตือรือร้นและความใส่ใจ ปัญหาที่สะสมมานานคงเกินเยียวยาที่จะรักษาได้ ซึ่งรองปลัดกระทรวงศึกษาฯ ให้คำนิยามกับคุณภาพของการศึกษาไทยในปัจจุบันว่าเป็น “จำเลย” ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

ดังนั้นเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนักสำหรับการเตรียมตัวรับมือก่อนการเปิดเสรีอาเซียน ประเทศไทยควรเริ่มเปิดหูเปิดตาเรียนรู้เพื่อนบ้านให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้ทัดเทียม และสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้เราเสียโอกาสที่ควรจะเป็นของเรา หากรู้แบบนี้แล้วถึงเวลาที่ไทยต้อง “กำจัดจุดอ่อน” อย่างจริงจังหรือยัง?

อ้างอิงจากเว็บไซต์ http://th.jobsdb.com/

เกาหลีใต้ผงาด คว้าแชมป์ระบบการศึกษาดีสุดในโลก ไทยติดอันดับที่ 35

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนท์ ยูนิต (Economist Intelligence Unit) ได้เปิดเผยอันดับประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก ชี้ชัดประเทศในเอเชียมาแรงแซงหน้าสแกนดิเนเวีย เมื่อเกาหลีใต้ผงาดขึ้นแท่นแชมป์ ตามด้วยญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง (จีน) ที่ครองอันดับ 2, 3 และ 4 ส่วนไทยอยู่ที่อันดับที่ 35 ในปีนี้ เกาหลีใต้ผงาด คว้าแชมป์ระบบการศึกษาดีสุดในโลก รายงานระบุว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าว ตัดสินจากผลการทดสอบระดับนานาชาติ รวมถึงผลสำรวจด้านการศึกษา พบว่า ประเทศแถบสแกนดิเนียเวียและยุโรปเป็นรองประเทศในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยผลการจัดอันดับ 40 ประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกประจำปี 2014 ปรากฏออกมาดังนี้

เกาหลีใต้ผงาด คว้าแชมป์ระบบการศึกษาดีสุดในโลก ไทยติดอันดับที่ 35

เกาหลีใต้ผงาด คว้าแชมป์ระบบการศึกษาดีสุดในโลก ไทยติดอันดับที่ 35

  1. เกาหลีใต้
  2. ญี่ปุ่น
  3. สิงคโปร์
  4. ฮ่องกง (จีน)
  5. ฟินแลนด์
  6. สหราชอาณาจักร
  7. แคนาดา
  8. เนเธอร์แลนด์
  9. ไอร์แลนด์
  10. โปแลนด์
  11. เดนมาร์ก
  12. เยอรมนี
  13. รัสเซีย
  14. สหรัฐอเมริกา
  15. ออสเตรเลีย
  16. นิวซีแลนด์
  17. อิสราเอล
  18. เบลเยียม
  19. สาธารณรัฐเช็ก
  20. สวิตเซอร์แลนด์
  21. นอร์เวย์
  22. ฮังการี
  23. ฝรั่งเศส
  24. สวีเดน
  25. อิตาลี
  26. ออสเตรีย
  27. สโลวาเกีย
  28. โปรตุเกส
  29. สเปน
  30. บัลแกเรีย
  31. โรมาเนีย
  32. ชิลี
  33. กรีซ
  34. ตุรกี
  35. ไทย
  36. โคลอมเบีย
  37. อาร์เจนตินา
  38. บราซิล
  39. เม็กซิโก
  40. อินโดนีเซีย

จากอันดับทั้งหมดที่ได้นำมารับชมกันถือเป็นผลสำรวจที่ค่อนข้างดีและทั้งนี้ จากอันดับประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกดังกล่าว ทำให้เซอร์ ไมเคิล บาร์เบอร์ ที่ปรึกษาด้านการศึกษาของแพร์สัน (Pearson) ผู้ผลิตสื่อการสอนจากอังกฤษ ออกปากว่า ระดับการศึกษาของประเทศจากเอเชียแปซิฟิกหลายประเทศ ที่ผงาดครองอันดับต้นๆ ของโลกนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ประเทศภูมิภาคอื่นๆ ไม่อาจเพิกเฉยได้เลย อย่างไรแล้วก็ยังคงต้องมีการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศไทยกันต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีปัจจัยอีกหลายสิ่งที่ทำให้ความก้าวหน้าด้านการศึกษาและอื่นๆ มีความรุ่งเรืองและพัฒนาให้ทันกับประเทศคู่แข่งในรอบโซนเอเซียแถวบ้านเรานี่เอง ให้มีความสามารถมากขึ้นเผื่อจะโค่นล้มประเทศอย่าง เกาหลีใต้ผงาด อยู่ในตอนนี้ก็เป็นได้และคงเป็นสิ่งที่ทุกคนหวังให้ก้าวหน้าต่อไปเพื่อความเจริญของประเทศในทุกภาคส่วนด้วย

ข้อคิดในการตัดสินคน อื่นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับผู้ที่ชอบตัดสินผู้อื่นก่อนจะได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของคนเหล่านั้นควรอ่านบทความนี้ แล้วลองมองกลับมาที่ต้นเองดูว่าคล้ายตัวเราหรือไม่? นับว่าเป็นความที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่สังคมปัจจุบันยังเป็นอยู่กระทั่งทุกวันนี้ ลองอ่านบทความนี้ดูแล้วมุมมองที่คุณมีอยู่อาจเพิ่มมากขึ้นก็ได้กับ ข้อคิดในการตัดสินคน อื่นที่เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับน้องๆ ที่เริ่มเรียนในที่ใหม่หรือกำลังเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ยิ่งมีความคิดและมุมมองที่เปิดกว้างมากเท่าไรนับเป็นเรื่องที่ดีมากขึ้น

ข้อคิดในการตัดสินคน อื่นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อคิดในการตัดสินคน อื่นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดีคนหนึ่ง จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่มและคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกินฆ่าเวลาไปพลางๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เธอสังเกตเห็นว่าข้างๆ เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้างๆ เขา

สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็ยื่นมือมาหยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุงซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันทีละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอายกำลังกินมันเรื่อยๆ เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า “ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็..ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย”

ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อยๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า “เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ”

เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อเธอตกใจมาก ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า…คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน!!

เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นการเข้าใจผิด

มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย
นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่นหลายๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า

  • “เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?”
  • “เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่?”

หากคุณอ่านจบแล้วลองนำมาคิดทบทวนดูถึงสิ่งที่ทุกวันนี้ได้กระทำไป ว่าเราเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่? จะต้องแก้ไขอย่างไรให้ดีขึ้น? ซึ่งนำไปใช้กับการเรียน การพบปะเพื่อนฝูง การเข้าสังคม เพราะมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคมการอยู่รวมกันเป็นหมู่มักจะเป็นเรื่องดี และทำให้เกิดความบันเทิงมากขึ้น ฉะนั้นแล้วต่อให้อยู่เพียง 2 คนในสถานที่ใดๆ ก็ตามการระวังตัวก็ยังเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำ และไม่ควรมองโลกในแง่ดีจนเกินไป

อย่างไรแล้วบทความนี้คงช่วยให้มุมมองของหลายๆ คนเปิดกว้างมากขึ้นและนำไปใช้ได้กับทุกวงการ ทุกที่ทุกเวลาที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งกับการกระทำและความคิดของตนเอง ที่อาจมีหลายครั้งที่เรากระทำไปโดยไม่รู้ตัวและเสียโอกาสให้กับสิ่งดีๆ ที่กำลังพบเจออยู่ข้างหน้าก็ได้

อ้างอิงจาก : http://www.kwamru.com/277#sthash.HNRgQvgC.dpuf