Tag: การทำงาน

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

เด็กใหม่หลายคนอาจจะหางานที่ตัวเองรักและอยากทำได้แล้ว แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร งานไหนจะเป็นงานแรกในชีวิตที่ชอบและเหมาะสำหรับตัวเอง หรือจะไปสาย ฟรีแลนซ์ ดีนะ ถึงแบบนั้นการรู้ วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ ก็มีให้เห็นอยู่ค่อนข้างเยอะแต่วันนี้เราจะมาจับกลุ่มและบอกเล่าให้มันน้อยลงเพื่อจะได้จับจุดได้ว่าต้องทำอย่างไรบ้างกับ 8 เคล็ดลับให้ไว้อ่านเป็นคู่มือในการเลือกงานแรกที่ใช่ เพื่อจะได้เริ่มชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวได้อย่างสดใส และตั้งต้นในอาชีพได้เร็วมาฝาก

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

วิธีเลือกงานแรกที่ใช่ กับเทคนิคที่เราเองเลือกได้ง่ายๆ เลยละ

1. รู้จักตัวเอง

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในการหางานคือการรู้ว่าตัวเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จุดอ่อน จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน เราควรปรับปรุงอะไรในชีวิตและการทำงาน คนหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ชอบอะไรในชีวิต เขาเหล่านั้นจึงเสียเวลาไปกับการทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด และไม่ชอบไปวัน ๆ ทำงานเพื่อเงิน และไม่ได้รับความสุขจากการทำงาน การค้นหาตัวเองอาจเริ่มจากลองลิสท์สิ่งที่เราชอบทำ เวลาทำแล้วมีความสุข สนุก แล้วลองเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นงาน หรือหางานจากสิ่งที่เราชอบทำนั้น น้อง ๆ อาจลองทำหลายๆ สิ่ง หลายๆ กิจกรรมเพื่อดูว่าตัวเรามีความชอบ ความถนัด และความสามารถในการทำสิ่งนั้น ๆ หรือไม่ การค้นหาตัวเองอาจใช้เวลา แต่เชื่อเถอะว่า มันคุ้มค่าที่จะทำ เพราะเมื่อเราทำในสิ่งที่รักทุกๆ วัน เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงาน และชีวิตการทำงานของน้อง ๆ จะเป็นชีวิตที่มีความสุขทุกวัน

2. หาแรงบันดาลใจในการทำงาน

ในการเลือกงานแรก สิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอคือ งานนั้นควรสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ตื่นไปทำทุกวัน เป็นงานที่เมื่อคิดถึงทีไรก็ทำให้อะดรีนาลีนของเราเดือดพล่าน อยากเข้าไปลุยกับมัน อยากเข้าไปแสดงฝีมือของเราให้เป็นที่ประจักษ์ หรืออาจเป็นงานที่สร้างคุณค่าสร้างประโยชน์ให้ตัวเราและสังคม เป็นงานที่ทำแล้วเรารู้สึกดีก็ได้ เมื่อเราหาแรงบันดาลใจในงานที่เราเลือกจะทำได้แล้ว งานนั้นก็จะเป็นงานที่ใช่สำหรับเราในก้าวแรก

3. เลือกงานที่เราถนัด

เมื่อเรารู้ตัวของเราว่าเราถนัดที่จะทำอะไรแล้ว การเลือกทำงานที่เราถนัด จะทำให้ผลงานของเราออกมาดี เราจะมีแพสชั่นและความกระตือรือร้นในการฝึกฝนทักษะในการทำงานยิ่ง ๆ ขึ้น อยากที่จะใฝ่รู้ในงานตลอดเวลา เวลาทำงานเราจะรู้สึกว่าไม่ต้องฝืน และไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหรือไม่ต้องใช้เวลาในการทำงานอย่างมากเพื่อทำให้ผลงานสำเร็จแต่ละชิ้น การทำงานจะเป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว

4. ทดลองฝึกงานหรือทำงานพิเศษที่หลากหลายก่อนสมัครงาน

ก่อนจะได้งานแรกที่ใช่ น้อง ๆ สามารถ ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามหน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนให้หลากหลายถ้าสามารถทำได้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ก็จะเป็นการช่วยให้เราได้ประสบการณ์ ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น คอนเนคชั่น และได้ไอเดียที่กว้างขวาง หลากหลายและสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานต่าง ๆ ที่ตัวเองอยากทำมากยิ่งขึ้น การได้ทดลองทำงานพิเศษ หรือฝึกงานตามที่ต่าง ๆ จะทำให้เรารู้จักตัวเองได้ชัดและเร็วขึ้นจากประสบการณ์ตรง ว่าเราต้องการทำงานอะไร งานอะไรที่ใช่สำหรับเรา

5. ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลาย

การค้นหาข้อมูลและศึกษาเกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลายในองค์กรต่าง ๆ ในสาขาคณะที่ตัวเองเรียนหรือนอกสาขาคณะที่เรียน จากทั้งประสบการณ์ตรง ถามรุ่นพี่ หรือถามผู้อื่น การค้นหาทางอินเตอร์เน็ตหรือสื่อต่างๆ จะทำให้เราได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกงานแรกที่ใช่ที่เหมาะกับความชอบและความสามารถของเรามากขึ้น รู้ความแตกต่างของอาชีพต่าง ๆ ในองค์กรต่าง ๆ ได้ดี และเลือกงานแรกที่ตรงกับความต้องการของเราได้ง่ายขึ้นด้วย

6. วางเป้าหมายในการทำงาน

ลองใช้เวลาบ่ายวันหยุด นั่งวางแผนเป้าหมายในการทำงานของน้อง ๆ ว่า ในอีก 5 ปีหรือ 10 ปี เราอยากเห็นตัวเราเป็นอย่างไร ทำอะไร มีความสุขกับอะไร อาจนั่งนึกภาพตัวเราในอนาคตกับงานที่เราอยากทำ หรืออาจลองเขียน วาดรูป หรือทำแผนภาพชีวิตตัวเองดูก็ได้ เมื่อเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเติบโตในหน้าที่การงานอะไรแล้ว การเดินตามแผนที่วางไว้ จะทำให้เราเลือกงานแรกได้ง่ายขึ้นและตอบโจทย์ความต้องการของเราได้ชัดเจน

7. พิจารณาวัฒนธรรมองค์กร

องค์กรหรือสถานที่ที่เราจะทำงานมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกงานของเรา ในการเลือกงานแรกที่เรายังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานใด ๆ มาก่อนเลย การพิจารณาถึงที่ตั้งของหน่วยงาน ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมองค์กรที่เราคิดอยากจะไปทำว่ามีความเหมาะสมกับบุคลิกและสภาพแวดล้อมของเราหรือไม่เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพราะการเลือกสถานที่ทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกจริตกับเรา จะมีผลต่อชีวิตการทำงานของเราในระยะยาว จงศึกษาหาข้อมูลของหน่วยงานที่เราจะไปทำให้มากที่สุดทั้งการถามจากผู้รู้หรือตามสื่อต่าง ๆ จะทำให้เราตัดสินใจเลือกงานแรกได้ดีขึ้น

8. ทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ

หากเรายังไม่แน่ใจว่าตัวเราเหมาะกับงานชนิดไหนแล้ว การทำแบบทดสอบทักษะประเมินความสามารถทางวิชาชีพ จะช่วยให้เรามีความเข้าใจและเห็นภาพความถนัดและความสามารถทางวิชาชีพของเราได้ชัดเจนขึ้น และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เราจะใช้ในการตัดสินใจเลือกงานแรกที่เหมาะกับเราได้ โดยแบบทดสอบประเมินความสามารถทางวิชาชีพนั้น เราอาจหาได้ตามหนังสือ คู่มือต่าง ๆ และอินเตอร์เน็ต

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

มีคำคมในยุคสมัยหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ทำให้ชวนคิดกันมาโดยตลอดว่า ความสุขจากการทำงานนั้น หมายถึง “เงิน” อย่างเดียวเลยหรือ? แล้วถ้าเรา เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน รวมถึงองค์ประกอบของความสุขในชีวิตเราในด้านอื่น ๆ ควรจะถูกคำนึงถึงด้วยหรือไม่ และควรถูกคำนึงถึงมากน้อยเพียงไร?

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

เจองานที่ใช่กับค่าตอบแทน ที่ขัดแย้งกันจนต้องคิดหนักเลยทีเดียวทำไงดี

ถ้าจะพูดกันแบบตรง ๆ ไม่ใช่พวกโลกสวย คงต้องยอมรับว่าค่าตอบแทน หรือเงินค่าจ้าง นั้นสำคัญมากในการทำงาน ก็แน่ล่ะสิ เราทำงานเพื่อให้ได้เงินไม่ใช่ไปทำการกุศล ถึงจะได้เท่าไหร่ก็รับมาแบบไม่คิดอะไร แต่ความสุขที่ได้จากการทำงานในทุกวันก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะเราคงไม่สามารถจะมีความสุขได้แค่วันเงินเดือนออกเพียงวันเดียว! แล้วเราจะพิจารณาจากอะไรเป็นสำคัญถ้าเจองานที่ใช่ แต่เงินไม่ไหวจะเคลียร์ หรือ งานที่ค่าตอบแทนสูงลิบลิ่ว แต่ต้องทนนั่งหน้านิ่วเพราะความเครียด ลองมาดูกันดีกว่า ถ้าเราเจอกับภาวะแบบนี้ จะตัดสินใจจากอะไรดี

1. ความจำเป็นของ “เงิน” ต่อการดำรงชีพของคุณ

ความชอบเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจเรา เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข และมีแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ แต่เงินก็ไม่ใช่ไม่จำเป็น ถ้าคุณไม่ได้เดือดร้อนอะไรในชีวิต บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ หนี้สินไม่มีให้ผ่อน แล้วจะคิดอะไรมาก งานที่ใช่ ทำให้คุณรู้คุณค่าของชีวิต ทำให้เรามีแรงตื่นขึ้นไปทำงาน ทำให้เราไม่กลัววันจันทร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย เลือกงานที่ใช่ไปเลยอย่าคิดมาก แต่ถ้าคุณมีภาระเยอะ ต้องรับผิดชอบชีวิตคนที่อยู่ข้างหลังหลายคน อาจต้องลองค่อย ๆ คิดทบทวน ว่างานที่ใช่จะสามารถ cover ในส่วนที่คุณต้องจ่ายได้หรือไม่ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ เงินก็ต้องมาก่อน ก็ต้องรับสภาพไป ความจนมันน่ากลัว

2. ระดับความชอบของคุณที่มีต่องานที่ได้รับข้อเสนอ

คำว่าใช่ ก็หมายถึงความชอบในปริมาณที่มากพอที่มีต่อสิ่งนั้น และก็ต้องชอบในเกือบทุกสิ่งอย่างด้วย แบบประมาณว่า โอ้ ช่างคลิกเหลือเกิน คิดง่าย ๆ งานก็เหมือนแฟน เวลาที่เราเจอคนที่ใช่ เราจะรู้สึกได้ทันที งานก็เช่นกัน ถ้าเรารู้สึกได้ถึงเคมีกับงานไหนเป็นพิเศษ ก็อย่ารอช้า ถึงค่าตอบแทนอาจน้อยกว่าที่ต้องการไปเสียหน่อย แต่ถ้าเราได้ทำงานที่ใช่ เรามักจะทำได้ดี แล้วพอเราทำได้ดี ความก้าวหน้าจะมาหาเราทันที ดีกว่าไปเลือกงานที่เงินเยอะแต่เราไม่มี passion ด้วย ทำไปวัน ๆ เช้าชามเย็นชาม สุดท้ายก็คงไม่ก้าวหน้าไปไหน ช่วงแรกได้เยอะ แต่ไม่ขยับขึ้นอีกเลยก็ไม่ไหวนะยู เราต้องคิดถึงอนาคตด้วย

3. ความก้าวหน้าในอนาคต

ความก้าวหน้าในการทำงาน เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้น ๆ ของการเลือกงานไม่แพ้ความชอบ และค่าตอบแทน ถ้างานที่เราชอบ เงินไม่น้อยจนน่าเกลียด อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และประเมินดูว่ามีอนาคต แนะนำว่าให้เลือกงานที่ใช่ก่อนค่าตอบแทนที่มากกว่าในช่วงแรก เพราะถ้าคุณได้ทำงานที่ใช่ ความเจ๋งในตัวคุณจะส่องประกายออกมาเอง ในเวลาไม่นาน คุณจะได้รับโอกาส และค่าตอบแทนที่มากขึ้นแน่นอน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างจะดีเอง

4. ต่อรองเพิ่มเติม

ถ้ารู้สึกว่าเจองานที่ใช่จริง ๆ แต่ติดที่เรทค่าตอบแทน ลองเจรจาต่อรองอีกสักตั้งกับทางต้นสังกัดก็ไม่เสียหาย แต่ก็อย่าต่อรองในเรทที่เกินจริงมากไป จนองค์กรรู้สึกว่าคุณกำลังโก่งค่าตัว วิธีที่ดูโอเคอีกวิธีก็ยกตัวอย่างเช่น คุณจะขอพิสูจน์ฝีมือและความสามารถในตำแหน่งนี้ในระยะทดลองงาน ถ้าหากว่าผลงานเข้าตากรรมการแล้วจะขอขยับขึ้นอีกก็ว่ากันไปให้เหมาะสมกับผลงาน

5. ขอรับเป็น freelance

ถ้าชอบมาก แต่เงินไม่สู้จริง ๆ แล้วทางนายจ้างก็ชอบคุณ ลองหาทางออกอื่น ๆ ร่วมกันอีก เผื่อจะมีความเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น การจ้างงานแบบฟรีแลนซ์เป็นจ็อบ ๆ ไป แล้วคุณก็เอาเวลาที่เหลือไปหางานเพิ่มอีก เพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่คุณคิดว่าจะสามารถดำรงชีพได้แบบไม่ลำบาก และยังได้มีโอกาสทำงานที่ใช่ไปในคราวเดียวกันอีกด้วย แต่วิธีการนี้ไม่ได้ใช้ได้กับทุกบริษัท อาจจะต้องลองลุ้น ลองคุยกันเป็นกรณี ๆ ไป เพราะส่วนใหญ่องค์กรจะอยากได้คนที่สามารถให้เวลางานกับองค์กรได้อย่างเต็มอัตรามากกว่าที่จะจ้างเป็นลักษณะฟรีแลนซ์ เว้นแต่ว่างานนั้น ๆ สามารถทำได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นลองคุยดูก่อนก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว อย่าไปกลัว

6. ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สุดท้าย ถ้าเลือกไม่ได้จริง ๆ ระหว่างแค่ 2 หัวข้อ อันได้แก่ ความชอบ และเงิน ก็ขอให้พิจารณาถึงปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิเช่น วัฒนธรรมองค์กร ทีมงาน และหรือระยะทางระหว่างที่พักถึงอาคารที่ทำงาน ฯลฯ บ่อยครั้ง ปัจจัยอื่น ๆ ก็ส่งผลกระทบต่อความชอบของเราที่มีต่อตัวงานนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น งานนี้ชอบมาก แม้ค่าตอบแทนน้อยก็พอไหว แต่พิจารณาอีกนิด โอ๊ยตายแล้ว บ้านเราอยู่ฝั่งธน แต่ต้องไปทำงานที่รามอินทรา จะไหวมั้ย ถามใจตัวเองดู เป็นต้น

เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์

นวัตกรรมจอมอนิเตอร์ซีรีส์ล่าสุดที่สวยโดดเด่นมีสไตล์ในงาน Lenovo Visuals Symposium 2017 ซึ่งจัดขึ้นที่ นายเลิศ เฮอริเทจ โฮม กรุงเทพฯ งานนี้ได้รับยกย่องว่าเป็นงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเลอโนโว ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่คนวัยทำงานไปจนถึงนักออกแบบและผู้เล่นเกม จอมอนิเตอร์ใหม่ของเลอโนโวประกอบด้วย P-, X- และ Y-series ที่ออกแบบมาเพื่อให้ภาพที่คมชัดเหนือระดับ การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ และประสิทธิภาพที่ไม่เป็นรองใคร

เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์

เลอโนโวชูแนวคิด Different Envisions Better พลิกโฉมนวัตกรรมจอมอนิเตอร์

Lenovo Visual Symposium 2017 เป็นงานแสดงผลงานการพัฒนาจอแสดงผลอัจฉริยะล่าสุดของเลอโนโวที่รองรับทุกการเชื่อมต่อ ภายใต้แนวคิด “Different Envisions Better” โดยมี คุณเรย์ โจว กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายกลุ่มธุรกิจจอแสดงผล เลอโนโว และ คุณเจคัส ลอง ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายกลุ่มธุรกิจจอแสดงผล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เลอโนโว ให้เกียรติร่วมเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ความน่าสนใจและจุดเด่นของงาน Lenovo Visual Symposium 2017 คือ ผู้เข้าร่วมงานได้ชมการกล่าวปาฐกถาผ่านจอมอนิเตอร์รุ่นล่าสุดของเลอโนโว ซึ่งได้แก่ P27u, T24m, X24 2nd Generation และ Y25f ซึ่งแต่ละรุ่นให้ภาพที่สวยคมชัดสะดุดตาและช่วยยกระดับประสบการณ์การรับชมของผู้ใช้

เลอโนโวเชื่อมั่นในแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยยังคงผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของรูปลักษณ์และขีดความสามารถ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ สำหรับจอมอนิเตอร์รุ่นใหม่นี้ เลอโนโวให้ความสำคัญกับหลากหลายคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ของกลุ่มผู้ใช้ ทั้งกลุ่มที่เน้นดีไซน์ กลุ่มที่เน้นความบันเทิง กลุ่มผู้ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์ และผู้เล่นเกม ดังสมบัติต่อไปนี้:

  • สุดยอดแห่งความละเอียดระดับ UHD (ความละเอียด 4K – 3840 x 2160) พร้อมสีสันที่สดใสและความคมชัดทุกรายละเอียด (1.07 พันล้านสี และมากกว่า 99% Adobe RGB, 97% DCI-P3) ด้วยจอมอนิเตอร์รุ่น P27u (ภาพที่ 2) ของเลอโนโว
  • ด๊อกกิ้งแบบ versatile one-cable docking (การเชื่อมต่อ USB-C) ด้วยจอภาพ T24m ของเลอโนโว
  • ดีไซน์ที่เพรียวบางที่สุดในโลก (ความหนาน้อยกว่า 4 มิลลิเมตร) ด้วยจอภาพ X24 2nd Generation ของเลอโนโว (ภาพที่ 3)
  • ค่า display stutter และ input lag ต่ำสุด (อัตรารีเฟรช 144Hz) กับจอมอนิเตอร์ Y25f ของเลอโนโว (ภาพที่ 4)

คิดกันหรือไม่? ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

หลายคนมักเจอสภาพเลือกงานไม่ถูกจะทำงานแบบไหนดี ตำแหน่งละ แล้วองค์กรละ? คำถามที่ตอบใจตัวเองยากมากๆ แต่ไม่ต้องห่วงแม้แต่ ฟรีแลนซ์ เอง วันนี้ลองทบทวนตัวเองดูสิว่า ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแบบไหนเล็กหรือใหญ่ และเฟ้นหาที่ชอบจากใจตัวเองจริงๆ

คิดกันหรือไม่ ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

คิดกันหรือไม่? ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

1. องค์กรแบบ Startups

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบความอิสระ และเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำงานในองค์กรแบบ Startup เพราะองค์กรแบบนี้ เหมาะกับคนที่ต้องการเวทีในการแสดงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่นคุณลักษณะของเด็กจบใหม่ หรือคนยุคใหม่ในตอนนี้ ส่วนคนทำงานที่มีประสบการณ์ ที่อยากทำงานในองค์กรแบบ Startups จะเหมาะกับคนที่สนใจในเรื่องการให้คำปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า องค์กรแบบ Startups จะมีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ทำให้มีอิสระในการทำงาน สร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่ หากคุณเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรแบบ Startups คุณจะเจอกับปัญหามากมาย ต้องทำงานได้ในหลาย ๆ หน้าที่ และทำงานไม่เป็นเวลา เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และให้องค์กรเป็นที่รู้จัก ลองถามตัวเองค่ะ ว่าคุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และมีความสนใจกับการทำงานในองค์กรแบบนี้หรือเปล่า

2. องค์กรแบบ SMEs

องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) เป็นองค์กรที่อยู่ตรงกลางระหว่างองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ การทำงานในองค์กรแบบ SMEs อาจจะมีความสุขมากกว่าการทำงานในองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ก็เป็นได้ เพราะคุณจะได้ทำงานและเติบโตไปพร้อม ๆ กับองค์กรคล้าย ๆ กับการทำงานในองค์กรแบบ Startups แต่คุณจะมีเวลาการทำงานที่แน่นอน เนื่องจากในองค์กรแบบ SMEs มีโครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบมากขึ้น มีทีมคนทำงานที่มากกว่าองค์กรแบบ Startups จึงสามารถกระจายงานได้มากขึ้น ทำให้คุณสามารถจัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้มากกว่า หรือถึงแม้ว่าการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่จะมีความมั่นคง แต่การทำงานในองค์กรแบบ SMEs ก็ทำให้คุณรู้สึกว่าการมีสิทธิ์ มีเสียง หรือความคิดเห็นของคุณมีค่า อาจทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในสายงานขึ้นไปได้ เพราะเป็นองค์กรแบบ SMEs เป็นองค์กรเล็ก ๆ คนทำงานไม่เยอะ การแข่งขันเลยน้อย การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจึงง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับเด็กจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่ต้องการมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่สมดุล น่าจะเหมาะที่จะทำงานในองค์กรแบบ SMEs ค่ะ

3. องค์กรขนาดใหญ่

สำหรับคนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง อาจเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศหรือรู้จักกันทั่วโลกก็ตาม หรือคนหางานที่ต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่คุณต้องตัดสินใจให้ดี ว่าคุณจะรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าคุณทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนเป็นปลาตัวเล็ก ๆ ในบ่อใหญ่ก็ได้ คือคุณเป็นกำลังสำคัญในการทำงานก็จริง แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่ส่วนน้อยนิดถ้าเทียบกับทั้งหมดในองค์กร เนื่องจากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ โครงสร้างขององค์กรก็จะมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน บทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างที่จะชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานก็จะทำได้อย่างไม่เต็มที่ เพราะมีข้อบังคับต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีองค์กรแบบไหนที่จะให้ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ได้ดีเท่า สำหรับคนที่ต้องการมีความมั่นคงด้านการเงิน และมีความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจน ควรเลือกทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และอาจดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้ จะเหมาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วหลายปี แต่จริง ๆ แล้วองค์กรขนาดใหญ่ ก็ต้องการเด็กจบใหม่เข้าร่วมงานอยู่เหมือนกัน

4. องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

สำหรับคนหางานที่มีใจรักการบริการ และมีจิตกุศล สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้ เป็นสายงานที่ใช่ และเหมาะสมกับคุณ เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร การทำงานในองค์กรรูปแบบนี้ จะมีขอบเขตที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็ก ไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ งานที่คุณทำในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้จะมีความสำคัญในทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำงานได้ไม่นาน หรือเป็นคนที่ทำงานมาหลายปีแล้ว

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

หลายคนมักมีเงินเดือนหมื่นปลายๆ จนถึง เงินเดือน 20000บาท ไปแล้วเริ่มกังวลกับการจ่ายภาษีขึ้นมาว่า เอ๊ะแบบนี้เราถึงยอดที่ต้องจ่ายมั้ยน๊ะ? อย่าว่าแต่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปยังรวมไปถึง ฟรีแลนซ์ ด้วย กลายเป็นปัญหาที่เหล่าเฟรชชี่หน้าใหม่ในโลกทำงานต่างงุนงงและสงสัย รวมทั้งปัญหาการยื่นภาษีเพราะถือว่าเป็นน้องใหม่ในโลกการทำงานซึ่งไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน บ้างก็ว่าเงินเดือนเท่านี้ไม่ต้องเสียภาษีก็ได้มั้ง ในขณะที่บางคนก็แย้งว่าเงินเดือนเท่าไหร่ก็ต้องเสียภาษีนะ เอาเป็นว่าไม่ต้องเถียงกันเขยิบเข้ามาใกล้ ๆ เรามีคำตอบ

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

การเสียภาษีนั้นถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สมาชิกในสังคมต้องปฏิบัติตาม เพราะมีระบุไว้ในกฎหมาย และตามกฏหมายแล้ว ได้ระบุว่าให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือ คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ต้องยื่นแบบเงินได้พึงประเมิน ถ้าบุคคลนั้นมีเงินได้เฉพาะเงินเดือน เกิน 50,000 บาทต่อปีขึ้นไป และแม้ว่ารายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ต้องยื่นแบบเหมือนกัน (แต่ไม่ต้องจ่ายภาษี)

จะยื่นภาษีอย่างไรดี มีอะไรยุ่งยากหรือเปล่า – การยื่นแบบการเสียภาษีนั้นจะต้องยื่นแบบการเสียภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคมของทุกปี ซึ่งการยื่นเสียภาษีนั้นทำได้ง่าย ๆ สองช่องทาง คือ ยื่นเอกสารการเสียภาษีได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านเว็บไซต์ของสรรพากร เอกสารประกอบการยื่นแบบ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวให้ยื่นแบบภ.ง.ด. 91 โดยมีเอกสารประกอบการยื่นดังนี้

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50ทวิ)
  • กรณีที่คุณซื้อประกันชีวิต กองทุนต่าง ๆ (ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้) หรือใบอนุโมทนาบัตรต่าง ๆ ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็ให้ยื่นพร้อมกันด้วยแต่ถ้าไม่มีก็ยื่นแค่ 50ทวิ อย่างเดียวก็ได้

วิธีการคิดภาษีที่ต้องจ่ายเป็นอย่างไร

สำหรับการคำนวณภาษีที่เราต้องจ่ายนั้นมีหลักง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากดังนี้

  • สมมติว่าคุณมีเงินเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท x 12 เดือน (ต้องคิดทั้งปี) = 240,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
  • จากนั้นเราก็ไปดูว่ารายได้สุทธิของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
  • * ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%
ซึ่งตรงนี้รายได้ 0 – 150,000 บาทได้รับการยกเว้นภาษีก็เท่ากับว่าคุณไม่ต้องเสียภาษี ยิ่งเดี๋ยวนี้กรมสรรพากรเปิดช่องทางให้ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านทางออนไลน์ได้ยิ่งสะดวกและรวดเร็วเข้าไปใหญ่ หากไม่เข้าใจก็มีการอธิบายรายละเอียดกำกับไว้ด้วย เพราะฉะนั้นการยื่นเสียภาษีด้วยตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

การทำงานเป็นทีมได้ดีเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่บริษัทต่างก็มองหาในตัวพนักงาน เพราะพลังจากการร่วมแรงร่วมใจนั้นสามารถเพิ่มทั้งความรวดเร็ว การ ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่ หรือ ฟรีแลนซ์ เองก็ตามช่วยในการตัดสินใจและยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในผลงานได้เป็นอย่างดี แต่การเป็นพนักงานหน้าใหม่ที่ต้องมาร่วมงานกับรุ่นพี่นั้น บางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของทีมทันทีที่เริ่มงาน อาจเจอปัญหาหลายแบบไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ยังไม่ยอมรับในความสามารถ เพื่อนร่วมงานทำงานคนละแบบคนละแนวทาง และอื่นๆ หากใครที่กำลังสับสนและไม่รู้จะเริ่มตรงไหนเรามีวิธีต่อไปนี้สามารถช่วยฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมให้คุณได้

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

รู้จุดแข็งของตัวเอง

ในแต่ละทีมงานย่อมประกอบไปด้วยหลายหน้าที่ แต่ละหน้าที่ต่างก็ต้องการความสามารถหรือทักษะที่แตกต่างกันออกไป หากคุณรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งด้านใด คุณจะสามารถเสนอตัวช่วยรับผิดชอบในส่วนนั้นได้ ความสามารถนี้อาจจะเป็นความรู้ทางด้านเทคนิค การติดต่อประสานงาน การค้นคว้าหาข้อมูลหรือด้านใดก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่องาน เมื่อได้ทำในสิ่งที่ตนเองถนัดก็ย่อมสร้างผลงานออกมาได้ดีและทำให้ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นอีกด้วย

ข้อแนะนำ : หากยังไม่มั่นใจกับความสามารถของตัวเอง อาจจะลองเริ่มจากเสนอตัวช่วยในงานชิ้นเล็กให้สำเร็จก่อนเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

รู้จักเพื่อนร่วมทีม

ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีนั้นสามารถส่งผลให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้เสมอ อย่ารู้จักกันแค่เฉพาะเวลางาน หาโอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมในเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากงานบ้าง ทำความรู้จักและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีอย่างจริงใจ คอยสนับสนุนช่วยเหลือในยามที่พวกเขาต้องการ สิ่งนี้จะช่วยให้การทำงานเป็นทีมง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

ข้อแนะนำ : นอกจากความสัมพันธ์กันแบบ “เพื่อนร่วมงาน” แล้ว เราควรเป็น “เพื่อน” กับทุกคนในทีมได้ด้วย

รู้จักและเข้าใจความแตกต่าง

สมาชิคแต่ละคนในทีมย่อมมาจากต่างประสบการณ์ ต่างครอบครัว ทั้งนิสัยและการทำงานย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ควรพยายามเรียนรู้สไตล์การทำงานของแต่ละคน จากนั้นทำความเข้าใจและยอมรับในรูปแบบที่พวกเขาเป็น แทนที่จะมัวแต่หงุดหงิดกับการทำงานที่ไม่ได้ดังใจตัวเอง เราควรหาวิธีสร้างความร่วมมือและผลงานให้ได้ดีที่สุดจากความแตกต่างนี้

ข้อแนะนำ : อย่าใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินผู้อื่น แต่ให้สังเกตและเรียนรู้พวกเขาด้วยใจเป็นกลาง

รู้เวลา

การทำงานเป็นทีมนั้น ความล่าช้าที่เกิดจากคนหนึ่งคนสามารถส่งผลถึงทั้งทีมได้ ดังนั้นความตรงต่อเวลาจึงสำคัญมาก หากได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งควรประเมินเบื้องต้นก่อนว่าจะทำได้สำเร็จตามเวลาที่ได้รับมอบหมายมาหรือไม่ และทำการเจรจาต่อรองจนได้ระยะเวลาที่ทั้งทีมรับได้และตัวเราเองก็มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานให้ได้ดีด้วย

ข้อแนะนำ : หากรับงานมาแล้วพบในภายหลังว่าไม่สามารถทำตามเวลาที่กำหนดได้ ให้รีบแจ้งเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันทีเพื่อจะได้ช่วยกันหาทางออก อย่ารอจนถึงนาทีสุดท้าย หรือกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราไม่มีความสามารถ การที่เรารับปากแล้วทำตามไม่ได้แต่ยังไม่รีบหาทางออกนั้นส่งผลเสียกว่ากันมาก

รู้จักฟังและมีการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม

รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างเปิดใจ แต่ก็อย่าเป็นผู้ฟังอย่างเดียวจนเอาแต่นั่งเงียบในที่ประชุมเพราะจะทำให้เหมือนกับไม่ให้ความร่วมมือ หากมีไอเดียใดที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่องานก็ควรนำเสนอต่อทีมหรือที่ประชุม หรือหากมีความคิดเห็นที่แตกต่างก็สามารถโต้แย้งได้อย่างสุภาพและใช้เหตุผลในการพูดคุยกัน

ข้อแนะนำ : หากไม่รู้จะเสนออะไรหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นไม่มากพอ ควรทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลก่อนเข้าประชุมทุกครั้ง

รู้และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติสำหรับชีวิตมนุษย์ ไม่ต่างกับชีวิตของการทำงาน ยิ่งเป็นการทำงานที่มีผู้คนเกี่ยวข้องแล้วนั้น ในบางครั้งเราอาจต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากเพื่อนร่วมงานที่ลาออกกระทันหัน หรือโปรเจคอาจถูกเปลี่ยนมือไปให้คนใหม่ อะไรต่างก็เกิดขึ้นได้เสมอ จงเตรียมใจให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติและปรับตัวตามให้ดีที่สุด

ข้อแนะนำ : ถ้ารู้สึกว่ายังไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ ควรปลีกตัวออกไปสงบสติสักพักก่อนกลับมารับมือกับความเปลี่ยนแปลง

แม้จะเป็นพนักงานหน้าใหม่ แต่เราก็สามารถเป็นสมาชิกยอดเยี่ยมของทีมได้ ขอเพียงความตั้งใจจริงและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทำงานเป็นทีมถือเป็นทักษะระดับต้นๆ ที่คุณควรมียิ่งเราทำงานหลายอย่างการมีทีมคอยเชื่อเหลือจะทำให้การทำงานของคุณง่ายยิ่งขึ้นด้วย วิธีที่แนะนำไปคุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือวัยทำงานยาวไปจนถึงวัยเกษียณแล้วก็ตาม เชื่อเลยว่ายังไม่มีทางได้วางมือง่ายๆ เพราะการทำงานไม่เคยหยุดนิ่ง หากมีโอกาสได้รับมอบหมายงานหรือโปรเจคใดที่แม้จะดูยาก ขอให้มองเป็นความท้าทาย เป็นโอกาสให้ฝึกฝนและแสดงฝีมือ เพราะยิ่งทำมากเราก็จะยิ่งได้เรียนรู้มากและเก่งขึ้นตามไปด้วย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นผู้ประกอบการ สร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ในรูปแบบของเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน เงินรางวัล โบนัส Incentive คอมมิชชั่น หรืออื่น ๆ ที่แล้วแต่จะเรียกกัน รวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกตอบแทนด้วยเงินไปเสียหมด พนักงานจะมองว่าองค์กรแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน หรือใช้เงินซื้อพนักงาน แล้วเงินสามารถซื้อใจพนักงานได้จริงหรือไม่ และนานแค่ไหน? แล้วนอกจากเงินแล้ว ผู้ประกอบสามารถใช้อะไรสร้างแรงจูงใจให้พนักงานของตนได้อีก

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

  • คำชม – การชื่นชมพนักงาน เป็นของรางวัลที่ไม่มีต้นทุนเลยซักบาท เป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมในฝีมือ และผลงาน ซึ่งอาจจะต่อด้วยการมอบหมายงานที่มีความท้าทายมากขึ้น จะให้ดีก็ควรชื่นชมต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ ด้วย
  • ที่จอดรถ – บริษัทอาจมีการสำรองที่จอดรถในที่จอดรถที่ใกล้ทางเข้าออฟฟิศมากที่สุด เพื่อให้พนักงานมีความรู้สึกว่าบริษัทให้การสนับสนุนพวกเขา และใส่ใจกับเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร
  • สิทธิลาพักร้อน – พนักงานที่มีผลการทำงานดี เป็นที่พึงพอใจ อาจได้พิจารณาวันลาพักร้อนเพิ่ม และให้สิทธิวางแผนวันลาพักร้อนให้ลาติดกันแบบยาว ๆ 1-2 สัปดาห์
  • สิทธิในการซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ – การให้สิทธิซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพนักงาน ซึ่งมีส่วนลดมากกว่าท้องตลาด (อาจตั้งราคาพนักงานลด 50% จากราคาตลาด และจำนวนจำนวนการซื้อ) นอกจากจะเป็นการเพิ่มยอดขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้พนักงานรักในแบรนด์สินค้าของตน สามารถบอกกล่าวคนภายนอกว่าสินค้า/ บริการ ของบริษัทนั้นดีอย่างไร เป็นการสร้าง Employer Branding ทางหนึ่ง
  • รับประทานอาหารในแบบ exclusive – สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยการร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยสถานที่รับประทานอาหารที่ไม่มีโอกาสได้ไปบ่อย ๆ หรืออาจเป็นการปิดห้องอาหาร กินเลี้ยงเฉพาะบริษัทเราเท่านั้น
  • คอร์สอบรมดี ๆ เสริมความเก่ง – ผู้ประกอบการอาจจะมีการสรรหาคอร์สอบรมระยะสั้นให้พนักงานได้เข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านที่ตรงกับสายงานของพนักงานคนนั้น ๆ
  • Lifestyle Rewards – เป็นการให้รางวัลโดยอิงจากไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพราะทุกคนต้องการการพักผ่อน และผ่อนคลาย หาความสนุกสุขสบายให้ตัวเอง รางวัลดังกล่าว อาทิ การได้ชมภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ หรือตั๋วชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ระดับพรีเมี่ยม หรือจะเป็นตั๋วชมคอนเสิร์ตกับศิลปินระดับโลก
  • Healthy Rewards – จัดหาสิทธิพิเศษ หรือดีลกับสถานที่ออกกำลังกาย หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่าง ๆ อาจรวมถึงการจัดหาอาหารออแกนิค ให้พนักงานได้ทาน ปลูกฝังค่านิยมการใส่ใจสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ประกาศคุณงามความดี – ลักษณะคล้ายกับการชื่นชมในข้อแรก แต่เป็นทางการมากกว่า เป็นการสร้างให้พนักงานได้รับรู้ถึงความภาคภูมิใจ และผลของการทำดี ผลของความขยัน รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ อาจมีการจัดพิธีมอบเข็มกลัด มอบโล่เกียรติยศ หรือเป็นการติดภาพและรายชื่อใน Hall of Fame เป็นต้น

ผู้ประกอบการจงอย่าให้เงินเป็นการสร้างแรงจูงใจหนึ่งเดียวของพนักงานในบริษัท เพราะเงินนั้นสามารถซื้อเกือบทุกสิ่งได้ก็จริง แต่การซื้อ “ใจ” พนักงานนั้น เงินอย่างเดียวนั้นไม่มีอิทธิพลมากพออย่างแน่นอน การดูแล เอาใจใส่ และความจริงใจต่างหากที่ยั่งยืน

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

การทำงานเรามักจะหนีไม่พ้นกับงานยุ่งมากมาย หลายคนสั่งเพื่อจะได้งานของตัวเอง ฉะนั้น ความอดทน ในการทำงานเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการทำงาน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ความสามารถด้านอื่น ๆ แต่ความอดทนของแต่ละคนก็มีขีดจำกัดที่ไม่เท่ากัน เพราะแบกกราวน์ และประสบการณ์ก็แตกต่างกันไป ยังไม่เว้นแม้แต่อาชีพ ฟรีแลนซ์ ก็ตาม เราลองมาดูกันสิว่า เราเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความอดทนอยู่ระดับไหน แล้วเราจะจัดการตัวเองอย่างไรดี

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

  • ทนทายาด ระดับความอึดเต็ม 100% : ถ้าคุณเป็นคนที่อะไรก็ยอมได้ ไม่มีปากเสียงกับใครทั้งนั้น จะผิดจะดีจะหวานจะขม จะขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ขอเชิญเข้าแก๊งค์ศรีทนได้ที่ตรงนี้เลย คุณคือคนที่โลกต้องการ เพราะโลกจะเทงานทุกอย่างมาหาคุณ ฟังเผิน ๆ เหมือนจะดี แต่จริง ๆ แล้ว การที่คุณไม่พูด หรือแสดงความไม่พอใจออกไปบ้างเลย อาจเกิดผลเสียแก่ตัวเองได้ คุณจะกลายเป็นผู้ปิดทองหลังพระแบบเก็บกด และอึดอัดที่ต้องแบกทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียว หนำซ้ำจะโดนเอาเปรียบและโดนขโมยผลงานด้วย ทางที่ดี ลดความถึกลง แล้วบ่น ๆ บ้างก็ได้ คนอื่นจะได้เกรงใจบ้างสักนิดนึง
  • ทนสู้ สู้ทน ระดับความอึด 75% : คนประเภทนี้จะออกแนว ปากบ่น มือยังทำ คือก็ยังทำและรับผิดชอบกับงานสัพเพเหระต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาได้เป็นอย่างดี แต่จะบ่น กระปอดกระแปดก่อนแล้วค่อยทำ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ โดยส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มที่มีความอดทนในระดับนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสู้ชีวิต งานหนักทนได้ แต่ถ้าโดนเจออะไรงี่เง่า หรือรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ จะไม่ทน ถือว่าเป็นระดับมนุษย์งานปกติ ที่สามารถต่อสู้กับความอยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง และมักจะมีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ เพราะ handle งานได้ดี และรู้ว่าอะไรได้เปรียบเสียเปรียบ พยายามรักษาระดับไว้ตรงนี้ อย่าให้มากไป น้อยไปนะ รับรองเกิดแน่ ๆ
  • จำต้องทน ระดับความอึด 50% : กลุ่มนี้ ความอดทนเริ่มต่ำลงมาอีก ส่วนใหญ่มักจะเป็นผลของการต่อสู้ ทนถึกมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร แต่ก็ยังรับผิดชอบงานให้ถึงฝั่งฝันได้ตามมอบหมาย เพราะความจำเป็นที่ยังต้องทนอยู่ จึงไม่อยากให้ใครมาว่า ว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบ แต่อยากแนะนำว่า ถ้าความอดทนของคุณตกมาอยู่ระดับนี้เมื่อไหร่ ต้องรีบหาแรงบันดาลใจในการทำงานใหม่ ๆ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงทัศนคติตัวเองด่วน ๆ จะทำให้ปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ทนอยู่ ระดับความอึด 25% : กลุ่มความอดทนระดับสุดท้าย ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ฮิปสเตอร์ในองค์กรไปวัน ๆ หมดแล้วซึ่งไฟในการทำงาน อยู่ไปวัน ๆ เช้าชาม เย็นชาม หัวหน้าขอรีพอร์ทวันนี้พรุ่ง แต่ส่งกลับไปวันมะรืน ใครตำหนิก็ไม่แคร์ตีมึนไปหมด คนแบบนี้ขอเรียกว่าทนอยู่เพื่อรับเงินเดือนไปวัน ๆ จริง ๆ ขอบอกว่าถ้ามาถึงจุดนี้แล้ว หางานใหม่ หรือหาธุรกิจส่วนตัวรองรับเถอะ คุณไม่สมควรจะอยู่ที่เดิมต่อไปแล้ว จิตวิญญาณของคุณกำลังถูกกัดกิน และความสามารถของคุณกำลังโดนทำลาย อย่าทนอยู่แบบนี้เลยนะ มันไม่ดีกับตัวคุณเอง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีลิมิตความอดทนที่ต่างกัน แต่ขอให้รู้จักใช้ความอดทน กับบุคคลหรือสถานการณ์ให้เหมาะสม และควรคู่ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นคนที่เก็บกด อดกลั้นกับทุกสิ่ง และไม่ใช่คนขี้โมโห ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

การเป็นหนุ่มแว่น/สาวแว่นบางทีอาจจะดูเท่เก๋ไก๋ แต่ความจริงแล้วปัญหา สายตาสั้น เป็นอะไรที่น่ารำคาญมากๆ อย่างหนึ่งเลยทีเดียว เกิดจากการที่เราไม่ดูแลตัวเองไม่ว่าจะเล่นเกมส์ อ่านหนังสือ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ การทำงานจ้องตัวเลข และอื่นๆ ที่ทำให้สายตาใช้งานอย่างหนักมากเกินความจำเป็น แม้ปัจจุบันจะมีวิธีรักษาให้หายขาดได้แต่ก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยอย่างการทำ เลสิก (LASIK) เพื่อยืดระยะสายตากลับมาเท่าเดิม

ถือเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างแพงทีเดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีกำลังในการใช้บริการขนาดนั้น แต่เราก็ยังมีทางเลือกอื่นที่ช่วยให้ดวงตาอยู่กับเราไปนานๆ คราวนี้เลยมี 7 วิธีดีๆ ที่จะช่วยบำบัดอาการสายตาสั้นโดยไม่เสียสักแดงเดียวมาฝากกัน รับรองได้เลยว่าหากทำตามเป็นประจำจะช่วยชะลออาการสายตาสั้นลงไปได้ระดับหนึ่งเลยละ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

  1. ใส่แว่นสายตาเฉพาะเวลาที่จำเป็น เพราะการไม่สวมแว่นจะช่วยให้กล้ามเนื้อ และระบบประสาทรอบตัวตาเราจะผ่อนคลายลงได้
  2. พยายามอ่านหนังสือโดยไม่ใส่แว่น และให้หนังสืออยู่ในระยะห่างออกไปขนาดที่ยังสามารถมองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน เมื่อผ่านไปสักระยะจะพบว่าสาารถอ่านตัวหนังสือได้ไกลขึ้น
  3. กระพริบตาบ่อยๆ ประมาณ 1 ครั้งต่อ 10 วินาที กล้ามเนื้อตาจะได้ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด (บ่อยนะจ๊ะ ไม่ใช่ “ถี่” อิอิ)
  4. ฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา โดยการเหลือบมองด้านบน ล่าง ซ้าย และขวา ทำค้างไว้อย่างละประมาณ 5 วินาที เมื่อครบ 1 รอบก็ให้เริ่มที่ข้างบนใหม่ วนเป็นลูป ประมาณวันละ 10 นาทีอย่างสม่ำเสมอ
  5. ใช้น้ำเย็น โดยเตรียมน้ำเย็นใส่กะละมังขนาดพอเหมาะไว้ ก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้ววักน้ำให้กระทบเปลือกตาเบาๆ ทำวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที ซึ่งน้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ผ่อนคลายมากขึ้น
  6. สร้างมโนภาพ โดยการหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง เลือกคำอะไรก็ได้มา 1 คำ และจำรูปร่างตัวอักษรของคำๆ นั้นไว้ จากนั้นยื่นหนังสือออกไปในระยะที่มองเห็นไม่ชัด แล้วพยายามนึกภาพตัวอักษรของคำนั้นๆ ในหัวให้ชัดเจน จะช่วยกล้ามเนื้อตาปรับโฟกัสได้ดีขึ้น ให้เช่นนี้ประมาณวันละ 10 นาทีโดยสม่ำเสมอ
  7. ใช้อุ้งมือ โดยก่อนอื่นให้นอนลงสบายๆ หลับตาลง แล้วใช้อุ้งมือทั้งสองข้างมาปิดตาไว้เบาๆ พอให้ไม่มีแสงลอดเข้ามา ทำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 45 นาที โดยความมืดจะช่วยให้ดวงตารู้สึกผ่อนคลายกว่าปกติ แต่ระวังอย่ากดมือลงไปนะจ๊ะ

ทั้ง 7 วิธีนี้อาจไม่ได้ช่วยให้หายขาดได้ก็จริง แต่ก็ช่วยบำบัด และบริหารกล้ามเนื้อตาได้บ้าง ช่วยให้ดวงตาได้พักและผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาที่อ่อนล้าในแต่ละวันที่ใช้งานมาอย่างหนักหน่วง อย่างการ ขับรถ จ้องตัวเลขหุ้น เขียนบทความ รวมไปถึงงานประเภทเย็บปัก ก็ยังต้องใช้สายตาทั้งนั้นปม้กระทั่งกลับมาที่บ้านดูทีวี อ่าหนังสือเพื่อคลายอารมณ์ตึงเครียดทั้งวัน ต้องมีระยะห่างที่เหมาะสมอีกด้วยไม่อย่างนั้นดวงตาที่รักของเราจะต้องรับภาระกันสุดๆ เลยละ สำหรับใครที่สายตาไม่ดี หรือใช้สายตามากๆ ในแต่ละวันก็อย่าลืมดูแลรักษาดวงตาให้ดีนะจ๊ะ ถ้าเกิดอะไรร้ายแรงกว่าสายตาสั้นขึ้นมาคงแย่เลย!

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

น้องๆ ที่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปถึงน้องๆ ที่อยู่ชั้นปี 4 กำลังมองหาที่ฝึกงาน หัดทำงาน หรือศึกษาเรียนรู้ แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแนะนำให้ลองเข้าเว็บไซต์ที่รวมรวบ งานประเภท ฟรีแลนซ์ และสถานที่ฝึกงานมากมาย คือ FreelanceBay นั่นเอง ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่ได้มีแค่ฟรีแลนซ์ หรือสถานที่ฝึกงานเท่านั้น ยังมีการจ้างงานในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการค้นหาตำแหน่งงานที่ต้องการให้กับบริษัทต่างๆ อีกด้วย ทำให้เว็บไซต์เป็นที่นิยมและน่าใช้งานเว็บไซต์นึงเลยละ

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เมื่อได้ลองเข้ามาที่เว็บไซต์จะเห็นได้ถึงหน้าตาที่ใช้งานง่าย สีสันสะดุดตา แถมยังมีฟีเจอร์เลือกใช้งานเพียบ เหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการหางานอย่างแท้จริง ฟีเจอร์ (Features) หลักๆ ที่เห็นอยู่หน้าเว็บไซต์จะเกี่ยวกับการลงประกาศหางานตามตำแหน่งที่ต้องการ ตามมาด้วยการหาฟรีแลนซ์ที่สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพถูกใจคนจ้างงานก็ว่าได้ พร้อมระบบให้คะแนนถูกใจทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างงานด้วย เรียกได้ว่าเครดิตดีสามารถต่อยอดการทำงานและเพิ่มโอกาสการทำงานได้อีกมากเลยละ

อาชีพที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นมีมากมาย แต่ก็ยังมีบางอาชีพที่เป็นที่นิยมและสามารถเข้าถึงได้หลายอาชีพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเมอร์ (Programmer), กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Desingner), สอนภาษาติวเตอร์ (Tutorial), นักพัฒนาเว็บไซต์ (Web Developer), ผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์ค (Network Admin) รวมไปถึงช่างซ่อมบำรุง (Handyman) ก็ยังสามารถค้นหางานที่ต้องการจากเว็บไซต์นี้ได้เลย ส่วนคนที่ต้องการว่าจ้างงานก็เช่นกันสามารถใช้งานจากเว็บไซต์นี้และสามารถให้คะแนนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างเรียกได้ว่าเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเต็มที่เลย

ส่วนขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ต้องการใช้งานสมัคร Username และกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบ ก็สามารถใช้งานได้เลยจะเป็นการหางาน ฟรีแลนซ์ หาที่ฝึกงาน ไม่ยากอย่างที่คิดเลยจริงๆ ซึ่งการสมัครเข้าใช้งานมี 2 ช่องทางให้เลือก คือ การสมัครโดยใช้อีเมล์ (E-mail Address) และแบบโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ที่ให้ความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน แถมไม่ต้องจำรหัสเพิ่มขึ้นอีกด้วย ภายในยังมีให้อัพโหลดรูปภาพส่วนตัว เพื่อประกอบการตัดสินใจจากผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย และในเว็บไซต์ยังเพิ่มฟีเจอร์ทริคการใช้งานในส่วนต่างๆ เป็นอย่างดี เข้ามาปุ๊บไม่หลงทางแน่นอน

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานและลงทะเบียนบนเว็บนี้มากกว่า 36,870 คนที่รับงานแบบฟรีแลนซ์ จากทั้งหมด 36,988 ท่าน และรอทำงานอยู่อีก 27,253 ท่าน ให้คุณเข้ามาว่าจ้างงานทั้งแบบฟรีแลนซ์และแบบงานประจำ พร้อมด้วยผู้ว่าจ้างกว่า 9,639 รายที่เปิดรับให้คุณเข้ามาสมัครในตำแหน่งที่ต้องการ หรือท้าทาย เฟ้นหาคุณสมบัติที่ใช่ในตำแหน่งนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีระบบโปรเจครอประมูลอีก 10 โปรเจคด้วยกันจากทั้งหมด 10,727 โปรเจค และมีการใช้งบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 30,667 นับว่าเยอะมากทีเดียวกับเว็บไซต์ค้นหางานกำลังมาแรง หากมีเว็บไซต์หางานอยู่ในใจแล้วหรือยังไม่มีลองเข้ามาใช้งาน FreelanceBay เพื่อเป็นทางเลือกในการรับงานอีกสักทางดูสิครับ