Tag: การทำงาน

คิดกันหรือไม่? ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

หลายคนมักเจอสภาพเลือกงานไม่ถูกจะทำงานแบบไหนดี ตำแหน่งละ แล้วองค์กรละ? คำถามที่ตอบใจตัวเองยากมากๆ แต่ไม่ต้องห่วงแม้แต่ ฟรีแลนซ์ เอง วันนี้ลองทบทวนตัวเองดูสิว่า ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแบบไหนเล็กหรือใหญ่ และเฟ้นหาที่ชอบจากใจตัวเองจริงๆ

คิดกันหรือไม่ ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

คิดกันหรือไม่? ตัวคุณเองมี การทำงานกับองค์กรแบบไหน กันนะ

1. องค์กรแบบ Startups

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบความอิสระ และเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แนะนำให้ทำงานในองค์กรแบบ Startup เพราะองค์กรแบบนี้ เหมาะกับคนที่ต้องการเวทีในการแสดงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่นคุณลักษณะของเด็กจบใหม่ หรือคนยุคใหม่ในตอนนี้ ส่วนคนทำงานที่มีประสบการณ์ ที่อยากทำงานในองค์กรแบบ Startups จะเหมาะกับคนที่สนใจในเรื่องการให้คำปรึกษา เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้า องค์กรแบบ Startups จะมีโครงสร้างองค์กรไม่ตายตัว ทำให้มีอิสระในการทำงาน สร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่ หากคุณเลือกที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรแบบ Startups คุณจะเจอกับปัญหามากมาย ต้องทำงานได้ในหลาย ๆ หน้าที่ และทำงานไม่เป็นเวลา เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และให้องค์กรเป็นที่รู้จัก ลองถามตัวเองค่ะ ว่าคุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสม และมีความสนใจกับการทำงานในองค์กรแบบนี้หรือเปล่า

2. องค์กรแบบ SMEs

องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) เป็นองค์กรที่อยู่ตรงกลางระหว่างองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ การทำงานในองค์กรแบบ SMEs อาจจะมีความสุขมากกว่าการทำงานในองค์กรแบบ Startups และองค์กรขนาดใหญ่ก็เป็นได้ เพราะคุณจะได้ทำงานและเติบโตไปพร้อม ๆ กับองค์กรคล้าย ๆ กับการทำงานในองค์กรแบบ Startups แต่คุณจะมีเวลาการทำงานที่แน่นอน เนื่องจากในองค์กรแบบ SMEs มีโครงสร้างองค์กรที่เป็นระบบมากขึ้น มีทีมคนทำงานที่มากกว่าองค์กรแบบ Startups จึงสามารถกระจายงานได้มากขึ้น ทำให้คุณสามารถจัดสมดุลชีวิตกับการทำงานได้มากกว่า หรือถึงแม้ว่าการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่จะมีความมั่นคง แต่การทำงานในองค์กรแบบ SMEs ก็ทำให้คุณรู้สึกว่าการมีสิทธิ์ มีเสียง หรือความคิดเห็นของคุณมีค่า อาจทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในสายงานขึ้นไปได้ เพราะเป็นองค์กรแบบ SMEs เป็นองค์กรเล็ก ๆ คนทำงานไม่เยอะ การแข่งขันเลยน้อย การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจึงง่ายกว่าองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับเด็กจบใหม่และคนทำงานที่มีประสบการณ์ที่ต้องการมีชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานที่สมดุล น่าจะเหมาะที่จะทำงานในองค์กรแบบ SMEs ค่ะ

3. องค์กรขนาดใหญ่

สำหรับคนหางานที่ต้องการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง อาจเป็นองค์กรที่เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศหรือรู้จักกันทั่วโลกก็ตาม หรือคนหางานที่ต้องการความมั่นคง องค์กรขนาดใหญ่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่คุณต้องตัดสินใจให้ดี ว่าคุณจะรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ถ้าคุณทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ บางทีคุณอาจรู้สึกเหมือนเป็นปลาตัวเล็ก ๆ ในบ่อใหญ่ก็ได้ คือคุณเป็นกำลังสำคัญในการทำงานก็จริง แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่ส่วนน้อยนิดถ้าเทียบกับทั้งหมดในองค์กร เนื่องจากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ โครงสร้างขององค์กรก็จะมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน บทบาทและหน้าที่ในการทำงานจึงค่อนข้างที่จะชัดเจน ความอิสระในการสร้างสรรค์งานก็จะทำได้อย่างไม่เต็มที่ เพราะมีข้อบังคับต่าง ๆ แต่ก็ไม่มีองค์กรแบบไหนที่จะให้ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ได้ดีเท่า สำหรับคนที่ต้องการมีความมั่นคงด้านการเงิน และมีความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจน ควรเลือกทำงานกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่ และอาจดูเหมือนว่าองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้ จะเหมาะกับคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำงานมาแล้วหลายปี แต่จริง ๆ แล้วองค์กรขนาดใหญ่ ก็ต้องการเด็กจบใหม่เข้าร่วมงานอยู่เหมือนกัน

4. องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

สำหรับคนหางานที่มีใจรักการบริการ และมีจิตกุศล สายงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้ เป็นสายงานที่ใช่ และเหมาะสมกับคุณ เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กรคือการอุทิศตนเพื่อสังคมมากกว่าผลกำไร การทำงานในองค์กรรูปแบบนี้ จะมีขอบเขตที่กว้าง ตั้งแต่ชุมชนขนาดเล็ก ไปจนถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ งานที่คุณทำในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนี้จะมีความสำคัญในทุกตำแหน่งงาน ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มเข้าไปทำงานได้ไม่นาน หรือเป็นคนที่ทำงานมาหลายปีแล้ว

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

หลายคนมักมีเงินเดือนหมื่นปลายๆ จนถึง เงินเดือน 20000บาท ไปแล้วเริ่มกังวลกับการจ่ายภาษีขึ้นมาว่า เอ๊ะแบบนี้เราถึงยอดที่ต้องจ่ายมั้ยน๊ะ? อย่าว่าแต่มนุษย์เงินเดือนทั่วไปยังรวมไปถึง ฟรีแลนซ์ ด้วย กลายเป็นปัญหาที่เหล่าเฟรชชี่หน้าใหม่ในโลกทำงานต่างงุนงงและสงสัย รวมทั้งปัญหาการยื่นภาษีเพราะถือว่าเป็นน้องใหม่ในโลกการทำงานซึ่งไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน บ้างก็ว่าเงินเดือนเท่านี้ไม่ต้องเสียภาษีก็ได้มั้ง ในขณะที่บางคนก็แย้งว่าเงินเดือนเท่าไหร่ก็ต้องเสียภาษีนะ เอาเป็นว่าไม่ต้องเถียงกันเขยิบเข้ามาใกล้ ๆ เรามีคำตอบ

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

เงินเดือนแตะ 20000บาท ยังต้องเสียภาษีอยู่มั้ยน๊า? มาดูกันที่นี่เลย

การเสียภาษีนั้นถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานที่สมาชิกในสังคมต้องปฏิบัติตาม เพราะมีระบุไว้ในกฎหมาย และตามกฏหมายแล้ว ได้ระบุว่าให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือ คนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ต้องยื่นแบบเงินได้พึงประเมิน ถ้าบุคคลนั้นมีเงินได้เฉพาะเงินเดือน เกิน 50,000 บาทต่อปีขึ้นไป และแม้ว่ารายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ต้องยื่นแบบเหมือนกัน (แต่ไม่ต้องจ่ายภาษี)

จะยื่นภาษีอย่างไรดี มีอะไรยุ่งยากหรือเปล่า – การยื่นแบบการเสียภาษีนั้นจะต้องยื่นแบบการเสียภาษีตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคมของทุกปี ซึ่งการยื่นเสียภาษีนั้นทำได้ง่าย ๆ สองช่องทาง คือ ยื่นเอกสารการเสียภาษีได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านเว็บไซต์ของสรรพากร เอกสารประกอบการยื่นแบบ สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวให้ยื่นแบบภ.ง.ด. 91 โดยมีเอกสารประกอบการยื่นดังนี้

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50ทวิ)
  • กรณีที่คุณซื้อประกันชีวิต กองทุนต่าง ๆ (ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้) หรือใบอนุโมทนาบัตรต่าง ๆ ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็ให้ยื่นพร้อมกันด้วยแต่ถ้าไม่มีก็ยื่นแค่ 50ทวิ อย่างเดียวก็ได้

วิธีการคิดภาษีที่ต้องจ่ายเป็นอย่างไร

สำหรับการคำนวณภาษีที่เราต้องจ่ายนั้นมีหลักง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากดังนี้

  • สมมติว่าคุณมีเงินเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท x 12 เดือน (ต้องคิดทั้งปี) = 240,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่าย 60,000* บาท + หักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาท = เงินได้สุทธิ 150,000 บาท
  • จากนั้นเราก็ไปดูว่ารายได้สุทธิของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเท่าไหร่
  • * ค่าใช้จ่ายส่วนตัว  40%  (แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวนภาษี

รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
รายได้สุทธิในช่วง 300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
รายได้มากกว่า    20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%
ซึ่งตรงนี้รายได้ 0 – 150,000 บาทได้รับการยกเว้นภาษีก็เท่ากับว่าคุณไม่ต้องเสียภาษี ยิ่งเดี๋ยวนี้กรมสรรพากรเปิดช่องทางให้ยื่นแบบการเสียภาษีผ่านทางออนไลน์ได้ยิ่งสะดวกและรวดเร็วเข้าไปใหญ่ หากไม่เข้าใจก็มีการอธิบายรายละเอียดกำกับไว้ด้วย เพราะฉะนั้นการยื่นเสียภาษีด้วยตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

การทำงานเป็นทีมได้ดีเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่บริษัทต่างก็มองหาในตัวพนักงาน เพราะพลังจากการร่วมแรงร่วมใจนั้นสามารถเพิ่มทั้งความรวดเร็ว การ ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่ หรือ ฟรีแลนซ์ เองก็ตามช่วยในการตัดสินใจและยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในผลงานได้เป็นอย่างดี แต่การเป็นพนักงานหน้าใหม่ที่ต้องมาร่วมงานกับรุ่นพี่นั้น บางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของทีมทันทีที่เริ่มงาน อาจเจอปัญหาหลายแบบไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ยังไม่ยอมรับในความสามารถ เพื่อนร่วมงานทำงานคนละแบบคนละแนวทาง และอื่นๆ หากใครที่กำลังสับสนและไม่รู้จะเริ่มตรงไหนเรามีวิธีต่อไปนี้สามารถช่วยฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมให้คุณได้

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

ฝึกการทำงานเป็นทีม สำหรับพนักงานหน้าใหม่

รู้จุดแข็งของตัวเอง

ในแต่ละทีมงานย่อมประกอบไปด้วยหลายหน้าที่ แต่ละหน้าที่ต่างก็ต้องการความสามารถหรือทักษะที่แตกต่างกันออกไป หากคุณรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งด้านใด คุณจะสามารถเสนอตัวช่วยรับผิดชอบในส่วนนั้นได้ ความสามารถนี้อาจจะเป็นความรู้ทางด้านเทคนิค การติดต่อประสานงาน การค้นคว้าหาข้อมูลหรือด้านใดก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่องาน เมื่อได้ทำในสิ่งที่ตนเองถนัดก็ย่อมสร้างผลงานออกมาได้ดีและทำให้ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นอีกด้วย

ข้อแนะนำ : หากยังไม่มั่นใจกับความสามารถของตัวเอง อาจจะลองเริ่มจากเสนอตัวช่วยในงานชิ้นเล็กให้สำเร็จก่อนเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

รู้จักเพื่อนร่วมทีม

ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีนั้นสามารถส่งผลให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้เสมอ อย่ารู้จักกันแค่เฉพาะเวลางาน หาโอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมในเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากงานบ้าง ทำความรู้จักและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีอย่างจริงใจ คอยสนับสนุนช่วยเหลือในยามที่พวกเขาต้องการ สิ่งนี้จะช่วยให้การทำงานเป็นทีมง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

ข้อแนะนำ : นอกจากความสัมพันธ์กันแบบ “เพื่อนร่วมงาน” แล้ว เราควรเป็น “เพื่อน” กับทุกคนในทีมได้ด้วย

รู้จักและเข้าใจความแตกต่าง

สมาชิคแต่ละคนในทีมย่อมมาจากต่างประสบการณ์ ต่างครอบครัว ทั้งนิสัยและการทำงานย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ควรพยายามเรียนรู้สไตล์การทำงานของแต่ละคน จากนั้นทำความเข้าใจและยอมรับในรูปแบบที่พวกเขาเป็น แทนที่จะมัวแต่หงุดหงิดกับการทำงานที่ไม่ได้ดังใจตัวเอง เราควรหาวิธีสร้างความร่วมมือและผลงานให้ได้ดีที่สุดจากความแตกต่างนี้

ข้อแนะนำ : อย่าใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินผู้อื่น แต่ให้สังเกตและเรียนรู้พวกเขาด้วยใจเป็นกลาง

รู้เวลา

การทำงานเป็นทีมนั้น ความล่าช้าที่เกิดจากคนหนึ่งคนสามารถส่งผลถึงทั้งทีมได้ ดังนั้นความตรงต่อเวลาจึงสำคัญมาก หากได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งควรประเมินเบื้องต้นก่อนว่าจะทำได้สำเร็จตามเวลาที่ได้รับมอบหมายมาหรือไม่ และทำการเจรจาต่อรองจนได้ระยะเวลาที่ทั้งทีมรับได้และตัวเราเองก็มีเวลาเพียงพอที่จะทำงานให้ได้ดีด้วย

ข้อแนะนำ : หากรับงานมาแล้วพบในภายหลังว่าไม่สามารถทำตามเวลาที่กำหนดได้ ให้รีบแจ้งเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าทันทีเพื่อจะได้ช่วยกันหาทางออก อย่ารอจนถึงนาทีสุดท้าย หรือกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราไม่มีความสามารถ การที่เรารับปากแล้วทำตามไม่ได้แต่ยังไม่รีบหาทางออกนั้นส่งผลเสียกว่ากันมาก

รู้จักฟังและมีการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม

รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างเปิดใจ แต่ก็อย่าเป็นผู้ฟังอย่างเดียวจนเอาแต่นั่งเงียบในที่ประชุมเพราะจะทำให้เหมือนกับไม่ให้ความร่วมมือ หากมีไอเดียใดที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่องานก็ควรนำเสนอต่อทีมหรือที่ประชุม หรือหากมีความคิดเห็นที่แตกต่างก็สามารถโต้แย้งได้อย่างสุภาพและใช้เหตุผลในการพูดคุยกัน

ข้อแนะนำ : หากไม่รู้จะเสนออะไรหรือมีความรู้ในเรื่องนั้นไม่มากพอ ควรทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลก่อนเข้าประชุมทุกครั้ง

รู้และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติสำหรับชีวิตมนุษย์ ไม่ต่างกับชีวิตของการทำงาน ยิ่งเป็นการทำงานที่มีผู้คนเกี่ยวข้องแล้วนั้น ในบางครั้งเราอาจต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากเพื่อนร่วมงานที่ลาออกกระทันหัน หรือโปรเจคอาจถูกเปลี่ยนมือไปให้คนใหม่ อะไรต่างก็เกิดขึ้นได้เสมอ จงเตรียมใจให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติและปรับตัวตามให้ดีที่สุด

ข้อแนะนำ : ถ้ารู้สึกว่ายังไม่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ ควรปลีกตัวออกไปสงบสติสักพักก่อนกลับมารับมือกับความเปลี่ยนแปลง

แม้จะเป็นพนักงานหน้าใหม่ แต่เราก็สามารถเป็นสมาชิกยอดเยี่ยมของทีมได้ ขอเพียงความตั้งใจจริงและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทำงานเป็นทีมถือเป็นทักษะระดับต้นๆ ที่คุณควรมียิ่งเราทำงานหลายอย่างการมีทีมคอยเชื่อเหลือจะทำให้การทำงานของคุณง่ายยิ่งขึ้นด้วย วิธีที่แนะนำไปคุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือวัยทำงานยาวไปจนถึงวัยเกษียณแล้วก็ตาม เชื่อเลยว่ายังไม่มีทางได้วางมือง่ายๆ เพราะการทำงานไม่เคยหยุดนิ่ง หากมีโอกาสได้รับมอบหมายงานหรือโปรเจคใดที่แม้จะดูยาก ขอให้มองเป็นความท้าทาย เป็นโอกาสให้ฝึกฝนและแสดงฝีมือ เพราะยิ่งทำมากเราก็จะยิ่งได้เรียนรู้มากและเก่งขึ้นตามไปด้วย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

โดยทั่วไปเรามักจะเห็นผู้ประกอบการ สร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ในรูปแบบของเงิน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน เงินรางวัล โบนัส Incentive คอมมิชชั่น หรืออื่น ๆ ที่แล้วแต่จะเรียกกัน รวมไปถึงเหล่าบรรดา ฟรีแลนซ์ ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกตอบแทนด้วยเงินไปเสียหมด พนักงานจะมองว่าองค์กรแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเงิน หรือใช้เงินซื้อพนักงาน แล้วเงินสามารถซื้อใจพนักงานได้จริงหรือไม่ และนานแค่ไหน? แล้วนอกจากเงินแล้ว ผู้ประกอบสามารถใช้อะไรสร้างแรงจูงใจให้พนักงานของตนได้อีก

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

แรงจูงใจแบบไม่ใช้เงิน ทำไม่ยากและหาได้ง่าย

  • คำชม – การชื่นชมพนักงาน เป็นของรางวัลที่ไม่มีต้นทุนเลยซักบาท เป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมในฝีมือ และผลงาน ซึ่งอาจจะต่อด้วยการมอบหมายงานที่มีความท้าทายมากขึ้น จะให้ดีก็ควรชื่นชมต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ ด้วย
  • ที่จอดรถ – บริษัทอาจมีการสำรองที่จอดรถในที่จอดรถที่ใกล้ทางเข้าออฟฟิศมากที่สุด เพื่อให้พนักงานมีความรู้สึกว่าบริษัทให้การสนับสนุนพวกเขา และใส่ใจกับเรื่องคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กร
  • สิทธิลาพักร้อน – พนักงานที่มีผลการทำงานดี เป็นที่พึงพอใจ อาจได้พิจารณาวันลาพักร้อนเพิ่ม และให้สิทธิวางแผนวันลาพักร้อนให้ลาติดกันแบบยาว ๆ 1-2 สัปดาห์
  • สิทธิในการซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ – การให้สิทธิซื้อสินค้า/ บริการ/ หุ้นของบริษัทในราคาพนักงาน ซึ่งมีส่วนลดมากกว่าท้องตลาด (อาจตั้งราคาพนักงานลด 50% จากราคาตลาด และจำนวนจำนวนการซื้อ) นอกจากจะเป็นการเพิ่มยอดขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับบริษัทแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังให้พนักงานรักในแบรนด์สินค้าของตน สามารถบอกกล่าวคนภายนอกว่าสินค้า/ บริการ ของบริษัทนั้นดีอย่างไร เป็นการสร้าง Employer Branding ทางหนึ่ง
  • รับประทานอาหารในแบบ exclusive – สร้างบรรยากาศที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยการร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยสถานที่รับประทานอาหารที่ไม่มีโอกาสได้ไปบ่อย ๆ หรืออาจเป็นการปิดห้องอาหาร กินเลี้ยงเฉพาะบริษัทเราเท่านั้น
  • คอร์สอบรมดี ๆ เสริมความเก่ง – ผู้ประกอบการอาจจะมีการสรรหาคอร์สอบรมระยะสั้นให้พนักงานได้เข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านที่ตรงกับสายงานของพนักงานคนนั้น ๆ
  • Lifestyle Rewards – เป็นการให้รางวัลโดยอิงจากไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง เพราะทุกคนต้องการการพักผ่อน และผ่อนคลาย หาความสนุกสุขสบายให้ตัวเอง รางวัลดังกล่าว อาทิ การได้ชมภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ หรือตั๋วชมภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ระดับพรีเมี่ยม หรือจะเป็นตั๋วชมคอนเสิร์ตกับศิลปินระดับโลก
  • Healthy Rewards – จัดหาสิทธิพิเศษ หรือดีลกับสถานที่ออกกำลังกาย หรือฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่าง ๆ อาจรวมถึงการจัดหาอาหารออแกนิค ให้พนักงานได้ทาน ปลูกฝังค่านิยมการใส่ใจสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ประกาศคุณงามความดี – ลักษณะคล้ายกับการชื่นชมในข้อแรก แต่เป็นทางการมากกว่า เป็นการสร้างให้พนักงานได้รับรู้ถึงความภาคภูมิใจ และผลของการทำดี ผลของความขยัน รวมถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีกับพนักงานคนอื่น ๆ อาจมีการจัดพิธีมอบเข็มกลัด มอบโล่เกียรติยศ หรือเป็นการติดภาพและรายชื่อใน Hall of Fame เป็นต้น

ผู้ประกอบการจงอย่าให้เงินเป็นการสร้างแรงจูงใจหนึ่งเดียวของพนักงานในบริษัท เพราะเงินนั้นสามารถซื้อเกือบทุกสิ่งได้ก็จริง แต่การซื้อ “ใจ” พนักงานนั้น เงินอย่างเดียวนั้นไม่มีอิทธิพลมากพออย่างแน่นอน การดูแล เอาใจใส่ และความจริงใจต่างหากที่ยั่งยืน

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

การทำงานเรามักจะหนีไม่พ้นกับงานยุ่งมากมาย หลายคนสั่งเพื่อจะได้งานของตัวเอง ฉะนั้น ความอดทน ในการทำงานเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการทำงาน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ความสามารถด้านอื่น ๆ แต่ความอดทนของแต่ละคนก็มีขีดจำกัดที่ไม่เท่ากัน เพราะแบกกราวน์ และประสบการณ์ก็แตกต่างกันไป ยังไม่เว้นแม้แต่อาชีพ ฟรีแลนซ์ ก็ตาม เราลองมาดูกันสิว่า เราเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความอดทนอยู่ระดับไหน แล้วเราจะจัดการตัวเองอย่างไรดี

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

  • ทนทายาด ระดับความอึดเต็ม 100% : ถ้าคุณเป็นคนที่อะไรก็ยอมได้ ไม่มีปากเสียงกับใครทั้งนั้น จะผิดจะดีจะหวานจะขม จะขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ขอเชิญเข้าแก๊งค์ศรีทนได้ที่ตรงนี้เลย คุณคือคนที่โลกต้องการ เพราะโลกจะเทงานทุกอย่างมาหาคุณ ฟังเผิน ๆ เหมือนจะดี แต่จริง ๆ แล้ว การที่คุณไม่พูด หรือแสดงความไม่พอใจออกไปบ้างเลย อาจเกิดผลเสียแก่ตัวเองได้ คุณจะกลายเป็นผู้ปิดทองหลังพระแบบเก็บกด และอึดอัดที่ต้องแบกทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียว หนำซ้ำจะโดนเอาเปรียบและโดนขโมยผลงานด้วย ทางที่ดี ลดความถึกลง แล้วบ่น ๆ บ้างก็ได้ คนอื่นจะได้เกรงใจบ้างสักนิดนึง
  • ทนสู้ สู้ทน ระดับความอึด 75% : คนประเภทนี้จะออกแนว ปากบ่น มือยังทำ คือก็ยังทำและรับผิดชอบกับงานสัพเพเหระต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาได้เป็นอย่างดี แต่จะบ่น กระปอดกระแปดก่อนแล้วค่อยทำ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ โดยส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มที่มีความอดทนในระดับนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสู้ชีวิต งานหนักทนได้ แต่ถ้าโดนเจออะไรงี่เง่า หรือรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ จะไม่ทน ถือว่าเป็นระดับมนุษย์งานปกติ ที่สามารถต่อสู้กับความอยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง และมักจะมีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ เพราะ handle งานได้ดี และรู้ว่าอะไรได้เปรียบเสียเปรียบ พยายามรักษาระดับไว้ตรงนี้ อย่าให้มากไป น้อยไปนะ รับรองเกิดแน่ ๆ
  • จำต้องทน ระดับความอึด 50% : กลุ่มนี้ ความอดทนเริ่มต่ำลงมาอีก ส่วนใหญ่มักจะเป็นผลของการต่อสู้ ทนถึกมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร แต่ก็ยังรับผิดชอบงานให้ถึงฝั่งฝันได้ตามมอบหมาย เพราะความจำเป็นที่ยังต้องทนอยู่ จึงไม่อยากให้ใครมาว่า ว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบ แต่อยากแนะนำว่า ถ้าความอดทนของคุณตกมาอยู่ระดับนี้เมื่อไหร่ ต้องรีบหาแรงบันดาลใจในการทำงานใหม่ ๆ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงทัศนคติตัวเองด่วน ๆ จะทำให้ปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ทนอยู่ ระดับความอึด 25% : กลุ่มความอดทนระดับสุดท้าย ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ฮิปสเตอร์ในองค์กรไปวัน ๆ หมดแล้วซึ่งไฟในการทำงาน อยู่ไปวัน ๆ เช้าชาม เย็นชาม หัวหน้าขอรีพอร์ทวันนี้พรุ่ง แต่ส่งกลับไปวันมะรืน ใครตำหนิก็ไม่แคร์ตีมึนไปหมด คนแบบนี้ขอเรียกว่าทนอยู่เพื่อรับเงินเดือนไปวัน ๆ จริง ๆ ขอบอกว่าถ้ามาถึงจุดนี้แล้ว หางานใหม่ หรือหาธุรกิจส่วนตัวรองรับเถอะ คุณไม่สมควรจะอยู่ที่เดิมต่อไปแล้ว จิตวิญญาณของคุณกำลังถูกกัดกิน และความสามารถของคุณกำลังโดนทำลาย อย่าทนอยู่แบบนี้เลยนะ มันไม่ดีกับตัวคุณเอง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีลิมิตความอดทนที่ต่างกัน แต่ขอให้รู้จักใช้ความอดทน กับบุคคลหรือสถานการณ์ให้เหมาะสม และควรคู่ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นคนที่เก็บกด อดกลั้นกับทุกสิ่ง และไม่ใช่คนขี้โมโห ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

การเป็นหนุ่มแว่น/สาวแว่นบางทีอาจจะดูเท่เก๋ไก๋ แต่ความจริงแล้วปัญหา สายตาสั้น เป็นอะไรที่น่ารำคาญมากๆ อย่างหนึ่งเลยทีเดียว เกิดจากการที่เราไม่ดูแลตัวเองไม่ว่าจะเล่นเกมส์ อ่านหนังสือ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ การทำงานจ้องตัวเลข และอื่นๆ ที่ทำให้สายตาใช้งานอย่างหนักมากเกินความจำเป็น แม้ปัจจุบันจะมีวิธีรักษาให้หายขาดได้แต่ก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยอย่างการทำ เลสิก (LASIK) เพื่อยืดระยะสายตากลับมาเท่าเดิม

ถือเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างแพงทีเดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีกำลังในการใช้บริการขนาดนั้น แต่เราก็ยังมีทางเลือกอื่นที่ช่วยให้ดวงตาอยู่กับเราไปนานๆ คราวนี้เลยมี 7 วิธีดีๆ ที่จะช่วยบำบัดอาการสายตาสั้นโดยไม่เสียสักแดงเดียวมาฝากกัน รับรองได้เลยว่าหากทำตามเป็นประจำจะช่วยชะลออาการสายตาสั้นลงไปได้ระดับหนึ่งเลยละ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

  1. ใส่แว่นสายตาเฉพาะเวลาที่จำเป็น เพราะการไม่สวมแว่นจะช่วยให้กล้ามเนื้อ และระบบประสาทรอบตัวตาเราจะผ่อนคลายลงได้
  2. พยายามอ่านหนังสือโดยไม่ใส่แว่น และให้หนังสืออยู่ในระยะห่างออกไปขนาดที่ยังสามารถมองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน เมื่อผ่านไปสักระยะจะพบว่าสาารถอ่านตัวหนังสือได้ไกลขึ้น
  3. กระพริบตาบ่อยๆ ประมาณ 1 ครั้งต่อ 10 วินาที กล้ามเนื้อตาจะได้ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด (บ่อยนะจ๊ะ ไม่ใช่ “ถี่” อิอิ)
  4. ฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา โดยการเหลือบมองด้านบน ล่าง ซ้าย และขวา ทำค้างไว้อย่างละประมาณ 5 วินาที เมื่อครบ 1 รอบก็ให้เริ่มที่ข้างบนใหม่ วนเป็นลูป ประมาณวันละ 10 นาทีอย่างสม่ำเสมอ
  5. ใช้น้ำเย็น โดยเตรียมน้ำเย็นใส่กะละมังขนาดพอเหมาะไว้ ก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้ววักน้ำให้กระทบเปลือกตาเบาๆ ทำวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที ซึ่งน้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ผ่อนคลายมากขึ้น
  6. สร้างมโนภาพ โดยการหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง เลือกคำอะไรก็ได้มา 1 คำ และจำรูปร่างตัวอักษรของคำๆ นั้นไว้ จากนั้นยื่นหนังสือออกไปในระยะที่มองเห็นไม่ชัด แล้วพยายามนึกภาพตัวอักษรของคำนั้นๆ ในหัวให้ชัดเจน จะช่วยกล้ามเนื้อตาปรับโฟกัสได้ดีขึ้น ให้เช่นนี้ประมาณวันละ 10 นาทีโดยสม่ำเสมอ
  7. ใช้อุ้งมือ โดยก่อนอื่นให้นอนลงสบายๆ หลับตาลง แล้วใช้อุ้งมือทั้งสองข้างมาปิดตาไว้เบาๆ พอให้ไม่มีแสงลอดเข้ามา ทำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 45 นาที โดยความมืดจะช่วยให้ดวงตารู้สึกผ่อนคลายกว่าปกติ แต่ระวังอย่ากดมือลงไปนะจ๊ะ

ทั้ง 7 วิธีนี้อาจไม่ได้ช่วยให้หายขาดได้ก็จริง แต่ก็ช่วยบำบัด และบริหารกล้ามเนื้อตาได้บ้าง ช่วยให้ดวงตาได้พักและผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาที่อ่อนล้าในแต่ละวันที่ใช้งานมาอย่างหนักหน่วง อย่างการ ขับรถ จ้องตัวเลขหุ้น เขียนบทความ รวมไปถึงงานประเภทเย็บปัก ก็ยังต้องใช้สายตาทั้งนั้นปม้กระทั่งกลับมาที่บ้านดูทีวี อ่าหนังสือเพื่อคลายอารมณ์ตึงเครียดทั้งวัน ต้องมีระยะห่างที่เหมาะสมอีกด้วยไม่อย่างนั้นดวงตาที่รักของเราจะต้องรับภาระกันสุดๆ เลยละ สำหรับใครที่สายตาไม่ดี หรือใช้สายตามากๆ ในแต่ละวันก็อย่าลืมดูแลรักษาดวงตาให้ดีนะจ๊ะ ถ้าเกิดอะไรร้ายแรงกว่าสายตาสั้นขึ้นมาคงแย่เลย!

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

น้องๆ ที่เริ่มเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปถึงน้องๆ ที่อยู่ชั้นปี 4 กำลังมองหาที่ฝึกงาน หัดทำงาน หรือศึกษาเรียนรู้ แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหนแนะนำให้ลองเข้าเว็บไซต์ที่รวมรวบ งานประเภท ฟรีแลนซ์ และสถานที่ฝึกงานมากมาย คือ FreelanceBay นั่นเอง ซึ่งเว็บไซต์นี้ไม่ได้มีแค่ฟรีแลนซ์ หรือสถานที่ฝึกงานเท่านั้น ยังมีการจ้างงานในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการค้นหาตำแหน่งงานที่ต้องการให้กับบริษัทต่างๆ อีกด้วย ทำให้เว็บไซต์เป็นที่นิยมและน่าใช้งานเว็บไซต์นึงเลยละ

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เว็บไซต์หาที่ฝึกงาน หางาน ฟรีแลนซ์ ต้อง FreelanceBay

เมื่อได้ลองเข้ามาที่เว็บไซต์จะเห็นได้ถึงหน้าตาที่ใช้งานง่าย สีสันสะดุดตา แถมยังมีฟีเจอร์เลือกใช้งานเพียบ เหมาะกับกลุ่มคนที่ต้องการหางานอย่างแท้จริง ฟีเจอร์ (Features) หลักๆ ที่เห็นอยู่หน้าเว็บไซต์จะเกี่ยวกับการลงประกาศหางานตามตำแหน่งที่ต้องการ ตามมาด้วยการหาฟรีแลนซ์ที่สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพถูกใจคนจ้างงานก็ว่าได้ พร้อมระบบให้คะแนนถูกใจทั้งฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างงานด้วย เรียกได้ว่าเครดิตดีสามารถต่อยอดการทำงานและเพิ่มโอกาสการทำงานได้อีกมากเลยละ

อาชีพที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นมีมากมาย แต่ก็ยังมีบางอาชีพที่เป็นที่นิยมและสามารถเข้าถึงได้หลายอาชีพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น โปรแกรมเมอร์ (Programmer), กราฟฟิคดีไซน์เนอร์ (Graphic Desingner), สอนภาษาติวเตอร์ (Tutorial), นักพัฒนาเว็บไซต์ (Web Developer), ผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์ค (Network Admin) รวมไปถึงช่างซ่อมบำรุง (Handyman) ก็ยังสามารถค้นหางานที่ต้องการจากเว็บไซต์นี้ได้เลย ส่วนคนที่ต้องการว่าจ้างงานก็เช่นกันสามารถใช้งานจากเว็บไซต์นี้และสามารถให้คะแนนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับฟรีแลนซ์และผู้ว่าจ้างเรียกได้ว่าเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเต็มที่เลย

ส่วนขั้นตอนการใช้งานก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ต้องการใช้งานสมัคร Username และกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบ ก็สามารถใช้งานได้เลยจะเป็นการหางาน ฟรีแลนซ์ หาที่ฝึกงาน ไม่ยากอย่างที่คิดเลยจริงๆ ซึ่งการสมัครเข้าใช้งานมี 2 ช่องทางให้เลือก คือ การสมัครโดยใช้อีเมล์ (E-mail Address) และแบบโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ที่ให้ความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน แถมไม่ต้องจำรหัสเพิ่มขึ้นอีกด้วย ภายในยังมีให้อัพโหลดรูปภาพส่วนตัว เพื่อประกอบการตัดสินใจจากผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย และในเว็บไซต์ยังเพิ่มฟีเจอร์ทริคการใช้งานในส่วนต่างๆ เป็นอย่างดี เข้ามาปุ๊บไม่หลงทางแน่นอน

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานและลงทะเบียนบนเว็บนี้มากกว่า 36,870 คนที่รับงานแบบฟรีแลนซ์ จากทั้งหมด 36,988 ท่าน และรอทำงานอยู่อีก 27,253 ท่าน ให้คุณเข้ามาว่าจ้างงานทั้งแบบฟรีแลนซ์และแบบงานประจำ พร้อมด้วยผู้ว่าจ้างกว่า 9,639 รายที่เปิดรับให้คุณเข้ามาสมัครในตำแหน่งที่ต้องการ หรือท้าทาย เฟ้นหาคุณสมบัติที่ใช่ในตำแหน่งนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีระบบโปรเจครอประมูลอีก 10 โปรเจคด้วยกันจากทั้งหมด 10,727 โปรเจค และมีการใช้งบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 30,667 นับว่าเยอะมากทีเดียวกับเว็บไซต์ค้นหางานกำลังมาแรง หากมีเว็บไซต์หางานอยู่ในใจแล้วหรือยังไม่มีลองเข้ามาใช้งาน FreelanceBay เพื่อเป็นทางเลือกในการรับงานอีกสักทางดูสิครับ

มือใหม่เริ่มทำงาน ก็สามารถใช้ทักษะในห้องเรียนช่วยได้

นิสิต นักศึกษาที่กำลังจะเป็นบัณฑิตใหม่ และก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบแล้วค่อยหางาน ส่งใบสมัครงานไปแล้ว กว่าจะเรียกสัมภาษณ์งาน กว่าจะได้สัมภาษณ์รอบหนึ่ง รอบสอง กว่าจะรอฟังผล ใช้เวลารวมๆ กันแล้วนานเป็นเดือนเลยทีเดียว หากคิดจะทำงานก็ต้องเริ่มขยับตัวเองบ้างแล้ว เรื่องการหางานไม่ยากเพียงพยายามส่งใบส่งสมัครไปเรื่อยๆ ซึ่งมันจะประจวบเหมาะพอดี กับตอนที่เราจบ ก็พร้อมทำงานเลย

ดังนั้นหากคุณมั่นใจว่าจะจบในเทอมนี้แน่นอน ให้เริ่มมองหางานที่สนใจ เริ่มเขียนเรซูเม่ และเริ่มส่งใบสมัครงานได้แล้ว เพื่อที่ว่าเมื่อคุณจบมาจะได้มีงานรองรับทันที ไม่ต้องเสียเวลาเตะฝุ่น แถมยังได้เงินเดือนเดือนแรกให้พ่อแม่ภูมิใจก่อนใครอีกด้วย

มือใหม่เริ่มทำงาน ก็สามารถใช้ทักษะในห้องเรียนช่วยได้

มือใหม่เริ่มทำงาน ก็สามารถใช้ทักษะในห้องเรียนช่วยได้

แต่น้อง มือใหม่เริ่มทำงาน อาจจะเป็นกังวลว่าเพิ่งเรียนจบยังไม่มีประสบการณ์การทำงานเลยจะนำเสนอตัวเองอย่างไรให้น่าสนใจ ขอบอกว่าไม่ยากเลย นำประสบการณ์ที่น้องๆ ได้จากห้องเรียน หรือการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนี่แหละมาเป็นจุดเด่นในการหางาน เช่น

ทำงานภายใต้ความกดดันได้ และเสร็จในเวลาที่กำหนด
ความสามารถในการทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ทันเวลาทุกครั้ง คือทักษะการทำงานที่สำคัญสำหรับคุณ เพราะในโลกของการทำงานคุณต้องพบกันความกดดันหลายทิศทาง และมักจะมีกำหนดส่งงานที่กระชั้นมาก ๆ ซึ่งหากคุณทำได้ดีมาก่อน ในอนาคตก็น่าจะสามารถทำได้ดีเช่นกัน

จัดการงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้
ตอนที่คุณเรียนหนังสือแล้วอาจารย์พร้อมใจกัน ให้การบ้าน งานกลุ่ม งานเดี่ยว ไหนจะต้องเตรียมตัวสอบย่อย ในอาทิตย์ถัดไป แถมต้องทำกิจกรรมไปด้วย มีอะไรต้องทำมากมายขนาดนี้ คุณผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้อย่างไร ความสามารถในการบริหารเวลาทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันนี่เอง ที่จะทำให้นายจ้างสนใจคุณ

ตั้งเป้าหมายและทำให้สำเร็จได้
คุณเคยตั้งเป้าหมายหรือไม่ว่า คุณอยากได้ A วิชาอะไรบ้างในแต่ละเทอม อยากได้เกรดเฉลี่ยสูง ๆ หรือได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง อันดับสอง เมื่อคุณมีเป้าหมาย คุณได้เพิ่มความพยายามมากขึ้น เพื่อไปถึงจุดหมายนั้น และเมื่อคุณทำสำเร็จ คุณสามารถนำมาใช้กับการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการทำงานได้เช่นกันหางาน

ปรับตัวได้ เข้ากับคนง่าย
เวลาที่ต้องทำงานกลุ่ม เรามักจะพบเพื่อนที่กินแรงคนอื่น เป็นตัวปัญหา ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มเสมอ คนที่มีลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่ต้องการในสังคมการทำงานเช่นกัน หากคุณเป็นคนปรับตัวเก่ง สามารถทำงานเป็นทีมเวิร์กได้ดี นี่คือสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดในการนำเสนอ

สำหรับตำแหน่งงานที่ยินดีรับนักศึกษาจบใหม่ นายจ้างมีความต้องการรับผู้ไม่มีประสบการณ์เข้ามาฝึกอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวลไป ว่าจะหางานไม่ได้ เพียงแค่คุณเป็นคนรักการเรียนรู้ และสามารถนำประสบการณ์จากห้องเรียนมาใช้กับการทำงานได้ก็เป็นต่อแล้ว ฉะนั้นแล้วนายจ้างส่วนใหญ่มักจะมองหานักศึกษาจบใหม่เข้ามาทำงานเพื่อการฝึกฝน การเรียนรู้งานภายในองค์กรค่อนข้างง่าย และเป็นไปได้ราบรื่นมากๆ

ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับ ตัวบุคคลของแต่ละคนเอง ว่ามีความสามารถและสักยภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวเราเป็นคนที่รู้ดีที่สุด และสิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ งานที่เราเลือกและคิดจะทำต้องเป็นงานที่เรารักและเอาใจใส่ ไม่ใช่ทำเพื่อหมดไปวันๆ หากเป็นแบบนั้นแล้วละก็เตรียม หาแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มไฟให้กับงานของเราได้เลย

สำนวนภาษาอังกฤษ ที่มักจะได้ยินบ่อยๆ

เคยมีมั้ยครับว่าบางทีเราก็มีปัญหาในเรื่องการสื่อสารกับชาวต่างชาติเช่นกัน เพราะว่าชาวต่างชาติ หรือฝรั่งนั้น ก็มักจะใช้สำนวนต่างๆ มากมายนั่นเอง การเรียนภาษาอังกฤษ นอกจากจะต้องเรียนรู้คำศัพท์ ไวยากรณ์แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ idioms หรือสำนวนนั่นเอง เพราะว่า สำนวนภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเดาความหมายได้จากบริบทได้ หรือไม่สามารถแปลตรงๆ ได้เลยล่ะ วันนี้เลยนำสำนวนเจ๋งๆ ที่สามารถพบเจอได้บ่อยๆ เวลาสื่อสารกับชาวต่างชาติมาฝากเพื่อนๆ กันนะครับ มาชมกันเลย

สำนวนภาษาอังกฤษ ที่มักจะได้ยินบ่อยๆ

สำนวนภาษาอังกฤษ ที่มักจะได้ยินบ่อยๆ

  • A great deal – จำนวนมาก มากมาย
  • A piece of cake – ง่ายมาก เรื่องหมูๆ ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
  • After all – อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
  • All over the place – ทั่วทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง กระจัดกระจาย เกลื่อน
  • As a matter of fact – อันที่จริง ตามที่จริง จริงๆ แล้ว
  • Ask for trouble – หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว แส่หาเรื่อง
  • Be in the same boat – ลงเรือลำเดียวกัน ประสบปัญหาหรือความยุ่งยากเหมือนกัน
  • Be my guest – ตามสบายเลย เชิญตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ
  • Better than nothing – ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
  • Calm down – สงบสติอารมณ์ สงบใจ ทำใจให้สงบ ทำให้สงบ
  • Catch up with – ตามทัน ไล่ทัน พบ
  • Cheer up – ให้กำลังใจ ปลอบใจ ทำให้รู้สึกดีขึ้น ทำให้ร่าเริงขึ้น
  • Cope with – จัดการกับ รับมือกับ
  • Deal with – ติดต่อกับ จัดการกับ เกี่ยวข้องกับ รับมือกับ
  • Face to face – ซึ่งๆ หน้า จะๆ ต่อหน้า ประจันหน้า
  • Figure out – คิดออก คิดให้ออก คิดได้
  • Get lost – หลงทาง แต่ถ้าเป็นคำสั่งจะเป็นในเชิงการไล่ แปลว่า ไปให้พ้น ไปให้ห่างๆ ไสหัวไป
  • Hang out – ออกไปข้างนอก ออกไปสังสรรค์
  • Have a good time – สนุกสนาน เพลิดเพลิน ขอให้สนุกนะ
  • Keep an eye on – เฝ้าดู เฝ้ามอง จับตาดู
  • Keep in touch – ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ติดต่อกันไม่ได้ขาดง
  • Keep an eye on – เฝ้าดู เฝ้ามอง จับตาดู
  • On behalf of – ในนามของ (ทำบางสิ่ง)ในนามของ
  • Out of date – ล้าสมัย เชย โบราณ ไม่ทันยุค
  • On behalf of – ในนามของ (ทำบางสิ่ง)ในนามของ
  • Piss off – ไปให้พ้น ไปให้ไกลๆ เลยไป (พูดเนื่องจากมีน้ำโห) (เป็นคำไม่สุภาพ)
  • So far – นอกจากความหมายทีแปลว่าไกลมากแล้ว ยังหมายถึง จนถึงทุกวันนี้ จนเดี๋ยวนี้ จนถึงบัดนี้
  • Stay in touch – ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ติดต่อกันเสมอ ส่งข่าวถึงกัน ยังติดต่อกันอยู่
  • Take it easy – ใจเย็นๆ ทำตัวสบายๆ ช่างเถอะ
  • file_168095_0_110725-two-friends-talking
  • Up to date – ทันสมัย ตามสมัย ทันสถานการณ์Wash one’s hands of – ล้างมือจากวงการ ไม่เกี่ยวข้องอีกต่อไป ถอนตัวออก
  • Watch your mouth – ระวังปาก ระวังคำพูด มีความหมายเดียวกับ Watch your tongue
  • Talk behind one’s back – พูดลับหลัง พูดนินทา
  • Take part – มีส่วนร่วม

ขอบคุณบทความดีๆ จากเว็บไซต์ http://www.scholarship.in.th/

Activity 10 อย่างที่ห้ามพลาดเมื่อไปถึงประเทศอังกฤษ

สำหรับเรื่องราวดีๆ ที่นำมาฝากในวันนี้ให้เพื่อนๆ เป็นเรื่องราวจากเมืองผู้ดีประเทศอังกฤษเลย เมื่อไปประเทศอังกฤษ ไม่ว่าจะเดินทางไปเที่ยวหรือไปเรียนต่อ ก็ต้องห้ามพลาดกิจกรรมทั้ง 10 อย่าง ที่ถือได้ว่าถ้าพลาดก็เหมือนไปไม่ถึงอังกฤษนั่นเอง ไหนๆ ก็ไปทั้งทีเราก็ควรจะไปให้ครบ และสัมผัสบรรยากาศกันแบบเต็มที่ พร้อม Activity ที่น่าสนใจตามด้านล่างเลย

Activity 10 อย่างที่ห้ามพลาดเมื่อไปถึงประเทศอังกฤษ

สำหรับ Activity ทั้ง 10 ที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปยังประเทศอังกฤษนี้

  1. ไปเยือน London – หากไม่ไปเยือนเมืองหลวงของอังกฤษ ก็แน่นอนว่าจะพลาดอะไรดีๆไปหลายอย่าง เมืองหลวงแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้ง Big Ben นั่งชิงช้าสวรรค์ London Eye รวมถึงการชมขบวนทหารม้าที่พระราชวัง Buckingham เป็นต้น
  2. ออกเดินทางสู่ชนบท – นอกจากชีวิตเมืองแล้ว ชนบทของประเทศอังกฤษก็มีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย ซึ่งใครที่ไปเรียนต่อ ก็ลองสละเวลาออกจากเมืองไปสัมผัสชีวิตและธรรมชาติในชนบท รับรองว่าจะต้องติดใจแน่ๆ
  3. ไปเที่ยวในเมืองแถบ Northern England – คนส่วนใหญ่จะนิยมไปในเมืองทางตอนใต้ เช่น London, Oxford หรือ Cambridge แต่เมืองแถบตอนเหนือก็มีสิ่งน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเมืองตอนเหนือที่น่าสนใจได้แก่ Liverpool, Manchester, Newcastle, Sheffield และ Leeds
  4. ล่องเรือเที่ยวใน Cambridge และ Oxford – เมืองทั้งสองของอังกฤษ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยอันดับต้นของประเทศ (และของโลก) ตั้งอยู่ มีกิจกรรมน่าสนใจอย่างการล่องเรือ ซึ่งใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศดีๆ ล่องเรือในคลองชมวิวสวยๆข้างทาง ใช้ชีวิตแบบไม่รีบร้อน ดูน่าสนใจมากทีเดียว
  5. เข้าร่วม Edinburgh Fringe Festival – Edinburgh Fringe Festival คือเทศกาลทางศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจะจัดขึ้นราวๆเดือนสิงหาคมของทุกปีในประเทศสก็อตแลนด์ ใครที่ชอบทางด้านศิลปะ (รวมถึงคนทั่วๆไป) ก็สามารถเข้าร่วมได้ รับรองว่าต้องประทับใจอย่างมาก
  6. สนุกสนานกับปาร์ตี้งานคาร์นิวัล Notting Hill – ในเดือนสิงหาคมของทุกปี จะมีการจัดงานพาเหรด และปาร์ตี้เฉลิมฉลองบริเวณ Notting Hill ซึ่งมีคนเข้าร่วมนับล้านคน เราก็อย่าพลาดการเป็นส่วนหนึ่งด้วยการแต่งชุดสวยๆไปร่วมขบวนด้วยล่ะ
  7. เดินสู่ยอดเขาที่สูงสุดในสหราชอาณาจักร – ถึงแม้ว่าเกาะอังกฤษ จะไม่ได้มีภูเขาสูงมากอย่างอเมริกา หรือเนปาล แต่ความสูงของเขา Ben Nevis 1,344 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ก็สามารถทำให้เราเห็นวิวที่สวยงาม สัมผัสอากาศหนาวสุดขั้ว และสร้างประสบการณ์ดีๆในการเดินทางไปกับเพื่อนร่วมก๊วนที่รู้ใจ
  8. ชมคอนเสิร์ต Glastonbury – งานเทศกาลดนตรีฤดูร้อน คอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ใหญ่สุดในโลก จัดขึ้นที่ Glastonbury มีผู้คนจากหลายประเทศมาเข้าร่วม และเป็นที่ใฝ่ฝันของคนรักเสียงดนตรีหลายๆคน แต่ขอเตือนว่าให้มือไว เพราะบัตรมักจะถูกขายหมดอย่างเร็วมากๆเลยล่ะ
  9. เที่ยวชมเกาะต่างๆรอบสหราชอาณาจักร – นอกจากเกาะอังกฤษแล้ว ยังมีเกาะขนาดเล็กอยู่ใกล้ๆ ซึ่งมีวัฒนธรรม รูปแบบการดำเนินชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ และน่าสนใจที่จะไปเยือน อย่างเช่น Channel Islands, Isle of Man รวมถึง Jersey Island ซึ่งหลายๆเกาะนั้นเป็นดินแดนอาณานิคมปกครองตนเอง ภายใต้สหราชอาณาจักร
  10.  ชมการแข่งขันฟุตบอล – แน่นอนว่าการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกอย่างพรีเมียร์ลีกนั้น เป็นจุดเด่นหนึ่งของอังกฤษที่คนไทยหลายๆคนรู้จัก และต่างก็มีทีมโปรดของตนเอง เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้ไปเรียนอังกฤษ ต้องห้ามพลาดการชมฟุตบอลคู่บิ๊กแมตช์ และถ่ายรูปกลับมาให้เพื่อนๆอิจฉาเล่นกันนะ