Month: January 2016

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

การทำงานเรามักจะหนีไม่พ้นกับงานยุ่งมากมาย หลายคนสั่งเพื่อจะได้งานของตัวเอง ฉะนั้น ความอดทน ในการทำงานเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ในการทำงาน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความรู้ความสามารถด้านอื่น ๆ แต่ความอดทนของแต่ละคนก็มีขีดจำกัดที่ไม่เท่ากัน เพราะแบกกราวน์ และประสบการณ์ก็แตกต่างกันไป ยังไม่เว้นแม้แต่อาชีพ ฟรีแลนซ์ ก็ตาม เราลองมาดูกันสิว่า เราเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความอดทนอยู่ระดับไหน แล้วเราจะจัดการตัวเองอย่างไรดี

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

ความอดทน คุณสมบัติที่ควรมีติดตัว

  • ทนทายาด ระดับความอึดเต็ม 100% : ถ้าคุณเป็นคนที่อะไรก็ยอมได้ ไม่มีปากเสียงกับใครทั้งนั้น จะผิดจะดีจะหวานจะขม จะขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ขอเชิญเข้าแก๊งค์ศรีทนได้ที่ตรงนี้เลย คุณคือคนที่โลกต้องการ เพราะโลกจะเทงานทุกอย่างมาหาคุณ ฟังเผิน ๆ เหมือนจะดี แต่จริง ๆ แล้ว การที่คุณไม่พูด หรือแสดงความไม่พอใจออกไปบ้างเลย อาจเกิดผลเสียแก่ตัวเองได้ คุณจะกลายเป็นผู้ปิดทองหลังพระแบบเก็บกด และอึดอัดที่ต้องแบกทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียว หนำซ้ำจะโดนเอาเปรียบและโดนขโมยผลงานด้วย ทางที่ดี ลดความถึกลง แล้วบ่น ๆ บ้างก็ได้ คนอื่นจะได้เกรงใจบ้างสักนิดนึง
  • ทนสู้ สู้ทน ระดับความอึด 75% : คนประเภทนี้จะออกแนว ปากบ่น มือยังทำ คือก็ยังทำและรับผิดชอบกับงานสัพเพเหระต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาได้เป็นอย่างดี แต่จะบ่น กระปอดกระแปดก่อนแล้วค่อยทำ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์ โดยส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มที่มีความอดทนในระดับนี้ถือว่าเป็นกลุ่มสู้ชีวิต งานหนักทนได้ แต่ถ้าโดนเจออะไรงี่เง่า หรือรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ จะไม่ทน ถือว่าเป็นระดับมนุษย์งานปกติ ที่สามารถต่อสู้กับความอยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง และมักจะมีโอกาสเติบโตในตำแหน่งหน้าที่ เพราะ handle งานได้ดี และรู้ว่าอะไรได้เปรียบเสียเปรียบ พยายามรักษาระดับไว้ตรงนี้ อย่าให้มากไป น้อยไปนะ รับรองเกิดแน่ ๆ
  • จำต้องทน ระดับความอึด 50% : กลุ่มนี้ ความอดทนเริ่มต่ำลงมาอีก ส่วนใหญ่มักจะเป็นผลของการต่อสู้ ทนถึกมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร แต่ก็ยังรับผิดชอบงานให้ถึงฝั่งฝันได้ตามมอบหมาย เพราะความจำเป็นที่ยังต้องทนอยู่ จึงไม่อยากให้ใครมาว่า ว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบ แต่อยากแนะนำว่า ถ้าความอดทนของคุณตกมาอยู่ระดับนี้เมื่อไหร่ ต้องรีบหาแรงบันดาลใจในการทำงานใหม่ ๆ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงทัศนคติตัวเองด่วน ๆ จะทำให้ปฏิบัติงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ทนอยู่ ระดับความอึด 25% : กลุ่มความอดทนระดับสุดท้าย ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ฮิปสเตอร์ในองค์กรไปวัน ๆ หมดแล้วซึ่งไฟในการทำงาน อยู่ไปวัน ๆ เช้าชาม เย็นชาม หัวหน้าขอรีพอร์ทวันนี้พรุ่ง แต่ส่งกลับไปวันมะรืน ใครตำหนิก็ไม่แคร์ตีมึนไปหมด คนแบบนี้ขอเรียกว่าทนอยู่เพื่อรับเงินเดือนไปวัน ๆ จริง ๆ ขอบอกว่าถ้ามาถึงจุดนี้แล้ว หางานใหม่ หรือหาธุรกิจส่วนตัวรองรับเถอะ คุณไม่สมควรจะอยู่ที่เดิมต่อไปแล้ว จิตวิญญาณของคุณกำลังถูกกัดกิน และความสามารถของคุณกำลังโดนทำลาย อย่าทนอยู่แบบนี้เลยนะ มันไม่ดีกับตัวคุณเอง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีลิมิตความอดทนที่ต่างกัน แต่ขอให้รู้จักใช้ความอดทน กับบุคคลหรือสถานการณ์ให้เหมาะสม และควรคู่ เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นคนที่เก็บกด อดกลั้นกับทุกสิ่ง และไม่ใช่คนขี้โมโห ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

Holistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

ตอนนี้เริ่มเปิดเทอมใหม่กันแล้วอะไรที่พลาดจากเทอมเก่าก็เก็บไว้เป็นประสบการณ์ที่ดีก็แล้วกัน ในเมื่อเริ่มต้นใหม่แล้วก็หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาทำให้ตัวเราเองเรียนได้เก่งขึ้นดีกว่า วันนี้เราก็มี 8 เทคนิคดีๆ ที่จะทำให้เพื่อนๆ เรียนได้ดีขึ้น เกรด 4 เกรด A จะไม่มาก็ให้มันรู้กันไป!!! ลองมาดูกันเลยว่าเทคนิคที่ว่านี้มาจาก การเรียนรู้แบบองค์รวม หรือ Holistic Learning นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการท่องจำแบบอัดๆ ข้อมูลเข้าไปในหัวสมอง การเรียนรู้แบบองค์รวมจะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างความคิดและข้อมูลต่างๆ ทำให้เราจดจำได้ดีขึ้นในระยะยาว และช่วยเพิ่มทักษะในการคิดวิเคราะห์ด้วยล่ะHolistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

Holistic Learning การเรียนที่ครบครันเกรดดีมาแน่

  1. แปลงข้อมูลให้เป็นรูปภาพ – สมองคนเราสามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อความ ดังนั้น การแปลงข้อมูลต่างๆ ให้เป็นรูปภาพ จะทำให้เราสามารถจำได้ดีขึ้น ลองฝึกจดแลคเชอร์โดยมีรูปประกอบดู แล้วจะพบว่ามันจำง่ายกว่าข้อความติดกันเป็นพรืดๆ เยอะ
  2. เชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เก่า – ในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้พยายามโยงเข้ากับพื้นความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจสิ่งใหม่ที่เรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น เช่น คำว่า ‘sue’ ซึ่งแปลว่า ฟ้องร้อง ออกเสียงคล้ายๆ ‘สู้’ ในภาษาไทย เราก็จำแบบเชื่อมโยงว่า sue คือ สู้กันในศาล = ฟ้องร้อง แบบนี้ก็จะช่วยให้จดจำได้ในระยะยาว
  3. การติวให้เพื่อน – การติวให้คนอื่น นอกจากจะเป็นการทบทวนความรู้ของเราอีกรอบแล้ว ในระหว่างเรียบเรียงเพื่อนำไปอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ สมองของเรายังมีการพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่เรียนรู้ไป ให้มีการจัดวางอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น และทำให้เราเข้าใจความรู้เหล่านั้นลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปอีก!!!
  4. หลีกเลี่ยงการจดโน้ตด้วยข้อความล้วนๆ – เชื่อว่าหลายคนคงเคยหลับคาตำราเรียนเล่มหนาๆ กันมาแล้วไม่มากก็น้อย เพราะตัวหนังสือที่ติดกันยาวๆ อ่านแล้วมันช่างน่าเบื่อสุดๆ ฉะนั้น เวลาที่เราจดโน้ตไว้อ่านทบทวนเอง เราก็ไม่ควรเขียนเฉพาะตัวหนังสือ ลองวาดภาพ เขียนกราฟ เขียนแผนภูมิแทรกลงไปบ้าง จะช่วยให้สนุกขึ้นเวลากลับมาอ่านทบทวน และทำให้จดจำได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย อ้อ! อย่าลืมแทรกความคิดเห็นที่เรามีต่อเรื่องนั้นๆ ลงไปด้วย เพราะมันจะช่วยกระตุ้นให้สมองเกิดการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี
  5. วางรากฐานให้มั่นคง – เวลาเริ่มต้นเรียนใหม่ๆ ส่วนใหญ่เนื้อหาจะง่ายใช่ไหม แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ยิ่งเรียนก็ยิ่งยากขึ้น และทำให้งุนงงสับสนมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนพอไม่เข้าใจจุดหนึ่งก็ปล่อยผ่านไป แล้วข้ามไปอ่านอีกเรื่อง แบบนั้นมักจะยิ่งทำให้งงมากขึ้น เพราะเนื้อหาในบทเรียนส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกัน ฉะนั้น ถ้าอยากจะเข้าใจบทเรียนทั้งหมดได้โดยไม่สับสน การค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละสเต็ปจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
  6. อ่านบทสรุปก่อนเริ่มเรียน – หากวิชาไหนมีบทสรุป ก่อนจะเริ่มอ่านเนื้อหาหรือเรียนในคาบถัดไป แนะนำว่าให้อ่านบทสรุปไปก่อนล่วงหน้าเพราะจะช่วยให้เห็นภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมดก่อน และเมื่อย้อนกลับมาไล่อ่านอีกครั้งก็จะทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
  7. ตั้งใจฟังในห้องเรียน – บางคนเวลาเรียนในห้องมักจะชอบก้มหน้าก้มตาจดตามสไลด์ หรือจดตามสิ่งที่อาจารย์สอนแบบทันบ้างไม่ทันบ้าง ซึ่งการจดก็ถือเป็นวิธีช่วยจำที่ดี แต่อย่าลืมเผื่อสมาธิไว้ใช้กับการฟังและคิดวิเคราะห์ตามด้วย บางคนจดมาเยอะก็จริง แต่พอกลับมาอ่านทวนกลับไม่เข้าใจซะงั้น เพราะมัวแต่จดแทบไม่ได้ฟังที่อาจารย์สอนเลย บางทีอาจารย์บอกว่าตรงนี้จะออกสอบหรือเน้นย้ำหัวข้อไหนเป็นพิเศษ ถ้าไม่ได้ตั้งใจฟังเราก็อาจจะพลาดได้
  8. ฝึกจับประเด็น – การจับประเด็นไม่ใช่แค่การย่อความหรือสรุปความนะ แต่เป็นการวิเคราะห์ให้แตกฉานว่าอะไรคือหัวใจหลักของสิ่งที่เขียนอยู่ในหนังสือหรือสิ่งที่อาจารย์พูด ฉะนั้น เวลาอ่านหนังสือจบบทก็อย่าลืมตั้งคำถามกับตัวเองด้วยว่า หัวใจสำคัญหรือประเด็นหลักของบทนี้คืออะไร