Month: December 2015

โปรแกรมเปิดหลายจอ Slickscreen โปรแกรมแบ่งหน้าจอ

เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ทั้งหลายที่ใช้งานคอมพิวเตอร์มักจะชอบเปิดหลายจอพร้อมกันเหมือนกับมือถือสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่สามารถทำงาน เล่นเกมส์ พร้อมกับแชทในเวลาเดียวกันได้ทันที โปรแกรที่จะแนะนำในวันนี้ก็ทำแบบนั้นได้มันใช้ชื่อว่า โปรแกรมเปิดหลายจอ Slickscreen ที่สามารถแบ่งหน้าจอออกเป็นส่วนต่างๆ และทำงานไปพร้อมกันได้ในหน้าจอเดียว ชอบเล่นเกมส์ เปิดหน้าจอแชท เลื่อนเฟสบุ๊คไม่มีหยุด เช็คงานและอีเมล์ หรือจะเล่นหุ่นเทียบตารางกราฟ ค่าเงิน และอีกมากมาย ต้องไม่พลาดโปรแกรมแบ่งหน้าจอเชียวละ ซึ่งจะมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลย

โปรแกรมเปิดหลายจอ Slickscreen โปรแกรมแบ่งหน้าจอ

โปรแกรมเปิดหลายจอ Slickscreen โปรแกรมแบ่งหน้าจอ

โปรแกรมแบ่งหน้าจอตัวนี้มันไม่ใช่เว็บบราวเซอร์แบบที่เข้าใจกันทั่วไปนะ มันเป็นโปรแกรมที่แยกออกมาเปิดใช้งานจากนั้นคุณสามารถเลือก Web Browser ที่ชื่นชอบใช้งานได้ทันที รองรับการใช่งานกับเว็บบราวเซอร์หลายตัวด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Google Chrome, Yahoo, Fire Fox, Safari, Opera หรือจะเป็นเว็บบราวเซอร์ระดับบ้านๆ อย่าง Internet Explorer 11 ก็ยังใช้งานได้เลย เรามักจะเรียกการทำงานแบบนี้ว่าการต่อหลายจอ หรือ Multiple Monitors นั่นเอง

ยกตัวอย่างกรใช้งานเช่น หากคุณกำลังเปรียบเทียบราคาสินค้าอันหนึ่งอยู่ หรือต้องการเปรียบเทียบข้อแตกต่างของอะไรบางอย่างอยู่ เช่นสเปคคอมพิวเตอร์ สเปคโน๊ตบุ๊ค และอื่นๆ จะได้ไม่เสียเวลาในการสลับหน้าจอให้เสียเวลาซึ่งเจ้า Slickscreen หรือ โปรแกรมเปิดหลายจอ โปรแกรมนี้คุณสามารถที่จะย่อขยายหน้าจอได้ตามใจชอบ และควบคุมได้ทุกหน้าจอ ซึ่งแต่ละหน้าจอ จะไม่มีการเข้าไปเหลื่อมล้ำกับอีกหน้าจอหนึ่งอย่างแน่นอน สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใชได้ดีมาก สำหรับครูอาจารย์ ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้เกี่ยวกับการสอนให้เป็นไปได้ง่ายขึ้นก็ได้

ลดช่องว่างการใช้งานที่เปล่าประโยชน์และเพิ่มสักยภาพการทำงานให้กับคอมพิวเตอร์และตัวคุณได้อย่างเต็มที่ ด้วยการทำงานของโปรแกรมตัวนี้จะแบ่งหน้าจออย่างละเท่าๆ กัน โดยที่จออื่นจะไม่ทับหรือล้ำเส้นกัน สามารถใช้งานร่วมกับโปรแกรม แอพพลิเคชั่น ได้ทุกโปรแกรม ทั้งโปรแกรมเล่นเน็ต (เว็บเบราว์เซอร์) โปรแกรมดูหนังฟังเพลง โปรแกรมออฟฟิศ โปรแกรมแชท ฯลฯ อย่างไม่มีปัญหา สามารถลากแล้ววางเนื้อหาข้ามหน้าจอที่แบ่งได้เลย ลืมคำว่าปุ่ม “BACK” หรือ ปุ่มปิดย่อหน้าจอไปได้เลย

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการจัดวางหน้าจอสำเร็จรูปให้เลือกมากมายให้ได้ใช้งานกับแบบไม่มีเบื่อ พร้อมแจกฟรี 100% ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงใดๆ หมดปัญหาเรื่องสปายแวร์ มัลแวร์ หรือโปรแกรมแอบแฝงอย่างทูลบาร์แปลกๆ ไปได้ โปรแกรมแบ่งจอ Slickscreen นี้มีขนาดเล็กมาก ไม่ถึง 1 MB. ทำให้ใส่แผ่น ใส่แฟลขไดร์ฟ พกพาไปใช้ที่ไหนก็ได้ อย่างสะดวกสบาย เพิ่มความสะดวกในการใช้งานแบบไร้ขีดจำกัดเลยก็ว่าได้ หากคุณเป็นคนที่ชอบการใช้งานหลายหน้าจอพร้อมกัน

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

การเป็นหนุ่มแว่น/สาวแว่นบางทีอาจจะดูเท่เก๋ไก๋ แต่ความจริงแล้วปัญหา สายตาสั้น เป็นอะไรที่น่ารำคาญมากๆ อย่างหนึ่งเลยทีเดียว เกิดจากการที่เราไม่ดูแลตัวเองไม่ว่าจะเล่นเกมส์ อ่านหนังสือ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ การทำงานจ้องตัวเลข และอื่นๆ ที่ทำให้สายตาใช้งานอย่างหนักมากเกินความจำเป็น แม้ปัจจุบันจะมีวิธีรักษาให้หายขาดได้แต่ก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยอย่างการทำ เลสิก (LASIK) เพื่อยืดระยะสายตากลับมาเท่าเดิม

ถือเป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างแพงทีเดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีกำลังในการใช้บริการขนาดนั้น แต่เราก็ยังมีทางเลือกอื่นที่ช่วยให้ดวงตาอยู่กับเราไปนานๆ คราวนี้เลยมี 7 วิธีดีๆ ที่จะช่วยบำบัดอาการสายตาสั้นโดยไม่เสียสักแดงเดียวมาฝากกัน รับรองได้เลยว่าหากทำตามเป็นประจำจะช่วยชะลออาการสายตาสั้นลงไปได้ระดับหนึ่งเลยละ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

วิธีบำบัดอาการ สายตาสั้น ทำได้ทุกวันง่ายๆ

  1. ใส่แว่นสายตาเฉพาะเวลาที่จำเป็น เพราะการไม่สวมแว่นจะช่วยให้กล้ามเนื้อ และระบบประสาทรอบตัวตาเราจะผ่อนคลายลงได้
  2. พยายามอ่านหนังสือโดยไม่ใส่แว่น และให้หนังสืออยู่ในระยะห่างออกไปขนาดที่ยังสามารถมองเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน เมื่อผ่านไปสักระยะจะพบว่าสาารถอ่านตัวหนังสือได้ไกลขึ้น
  3. กระพริบตาบ่อยๆ ประมาณ 1 ครั้งต่อ 10 วินาที กล้ามเนื้อตาจะได้ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด (บ่อยนะจ๊ะ ไม่ใช่ “ถี่” อิอิ)
  4. ฝึกบริหารกล้ามเนื้อตา โดยการเหลือบมองด้านบน ล่าง ซ้าย และขวา ทำค้างไว้อย่างละประมาณ 5 วินาที เมื่อครบ 1 รอบก็ให้เริ่มที่ข้างบนใหม่ วนเป็นลูป ประมาณวันละ 10 นาทีอย่างสม่ำเสมอ
  5. ใช้น้ำเย็น โดยเตรียมน้ำเย็นใส่กะละมังขนาดพอเหมาะไว้ ก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้ววักน้ำให้กระทบเปลือกตาเบาๆ ทำวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 นาที ซึ่งน้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาได้ผ่อนคลายมากขึ้น
  6. สร้างมโนภาพ โดยการหยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง เลือกคำอะไรก็ได้มา 1 คำ และจำรูปร่างตัวอักษรของคำๆ นั้นไว้ จากนั้นยื่นหนังสือออกไปในระยะที่มองเห็นไม่ชัด แล้วพยายามนึกภาพตัวอักษรของคำนั้นๆ ในหัวให้ชัดเจน จะช่วยกล้ามเนื้อตาปรับโฟกัสได้ดีขึ้น ให้เช่นนี้ประมาณวันละ 10 นาทีโดยสม่ำเสมอ
  7. ใช้อุ้งมือ โดยก่อนอื่นให้นอนลงสบายๆ หลับตาลง แล้วใช้อุ้งมือทั้งสองข้างมาปิดตาไว้เบาๆ พอให้ไม่มีแสงลอดเข้ามา ทำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 45 นาที โดยความมืดจะช่วยให้ดวงตารู้สึกผ่อนคลายกว่าปกติ แต่ระวังอย่ากดมือลงไปนะจ๊ะ

ทั้ง 7 วิธีนี้อาจไม่ได้ช่วยให้หายขาดได้ก็จริง แต่ก็ช่วยบำบัด และบริหารกล้ามเนื้อตาได้บ้าง ช่วยให้ดวงตาได้พักและผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาที่อ่อนล้าในแต่ละวันที่ใช้งานมาอย่างหนักหน่วง อย่างการ ขับรถ จ้องตัวเลขหุ้น เขียนบทความ รวมไปถึงงานประเภทเย็บปัก ก็ยังต้องใช้สายตาทั้งนั้นปม้กระทั่งกลับมาที่บ้านดูทีวี อ่าหนังสือเพื่อคลายอารมณ์ตึงเครียดทั้งวัน ต้องมีระยะห่างที่เหมาะสมอีกด้วยไม่อย่างนั้นดวงตาที่รักของเราจะต้องรับภาระกันสุดๆ เลยละ สำหรับใครที่สายตาไม่ดี หรือใช้สายตามากๆ ในแต่ละวันก็อย่าลืมดูแลรักษาดวงตาให้ดีนะจ๊ะ ถ้าเกิดอะไรร้ายแรงกว่าสายตาสั้นขึ้นมาคงแย่เลย!

10 เมืองใหญ่น่าเรียน ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2016

น้องๆ คนไหนที่กำลังมองหาประเทศน่าเรียนอยู่ต้องมาอ่านบทความนี้เลย เนื่องจากเราได้รวบรวม 10 เมืองใหญ่น่าเรียน เรียกได้ว่าดีที่สุดในโลกประจำปี 2016 นี้เลย แต่ละประเทศก็เป็นที่นิยมอันดับต้นๆ อีกด้วยนะ

10 เมืองใหญ่น่าเรียน ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2016

10 เมืองใหญ่น่าเรียน ที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2016

  • อันดับ 1 : ปารีส (Paris) ประเทศฝรั่งเศส – “นครปารีส” ดินแดนแห่งแฟชั่น น้ำหอม และหอไอเฟล แชมป์เก่าหลายสมัยที่ยังไม่มีเมืองไหนโค่นได้ โดยในปี 2016 มีจำนวนมหาวิทยาลัยที่ถูกจัดอันดับโดย QS ทั้งสิ้น 18 แห่ง และมหาวิทยาลัย “Ecole normale supérieure” ติดอันดับโลกสูงสุดในอันดับที่ 23 และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก(Global Liveability Ranking) อันดับที่ 29 เมื่อปี 2015 อีกด้วย
  • อันดับ 2 : เมลเบิร์น (Melbourne) ประเทศออสเตรเลีย – เมืองใหญ่อันดับสอง ของประเทศออสเตรเลีย เมลเบิร์นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษา และเมืองแห่งศิลปะ บรรยากาศดี มีชายหาดและแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนมากมาย อันดับ 1 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก (Global Liveability Ranking) ประจำปี 2015 และเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลกอันดับที่ 185 นั่นเอง
  • อันดับ 3 : โตเกียว (Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น – อันดับ 3 ในปีนี้ตกเป็นของ “เมืองโตเกียว” จากประเทศญี่ปุ่น ที่ไต่อันดับขึ้นมาจากปีที่แล้วในอันดับที่ 7 และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับที่ 15 แม้จะเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ถ้ารวมกับหลายองค์ประกอบแล้วโตเกียวยังเป็นเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา
  • อันดับ 4 : ซิดนีย์ (Sydney) ประเทศออสเตรเลีย – เมืองที่สองสำหรับประเทศออสเตรเลียที่สามารถคงอันดับเมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา ในปี 2016 และยังเป็นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับที่ 7 เมืองยอดฮิตที่เหล่านักเรียนนักศึกษานิยมไปเรียนต่อมากที่สุดในโลกอยู่ในอันดับที่ 3 อีกด้วย
  • อันดับ 5 : ลอนดอน (London) ประเทศอังกฤษ – เมืองลอนดอน ในปี 2016 ตกลงมาจากอันดับที่ 3 จากปี 2015 มีมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ในอันดับโลกมากที่สุดถึง 19 แห่ง “UCL (University College London)” ติดอยู่ในอันดับที่ 7 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดอยู่ในอันดับที่ 14 ของโลก
  • อันดับ 6 : สิงคโปร์ (Singapore) – ประเทศสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ในการจัดอันดับโดย QS เพียง 3 แห่ง และ “National University of Singapore” ติดอยู่ในอันดับที่ 12 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก 2016 นอกจากนี้ประเทศสิงคโปร์ยังมีความโดดเด่นในด้านเมืองที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดในโลกอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก และยังเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูงอันดับที่ 11 ของโลกอีกด้วย
  • อันดับ 7 : มอนทรีออล (Montréal) ประเทศแคนาดา – มอนทรีออล จากประเทศแคนาดา เมืองสวย บรรยากาศดี การศึกษาเยี่ยม อันดับที่ 14 เมืองที่น่าอยู่ที่สุดโลก มีคะแนนโดดเด่นในเรื่องของความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักศึกษาต่างชาติ ทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง และมอนทรีออลยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดในโลก รองจากปารีส
  • อันดับ 8 : ฮ่องกง (Hong Kong) – ฮ่องกง เมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก อยู่ในอันดับที่ 2 และยังมีความโดดเด่นในเรื่องของความปลอดภัยทุกคนเคารพกฎหมาย อยู่ในอันดับที่ 21 เมืองที่ปลอดภัยที่สุดในโลก และเป็นเมืองที่มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดอันดับที่ 15 ของโลกอีกด้วย
  • อันดับ 9 : เบอร์ลิน (Berlin) ประเทศเยอรมนี – ครั้งนี้เบอร์ลินกลับมาอีกครั้งในอันดับที่ 9 ของโลกเลยทีเดียว โดยมีมหาวิทยาลัยติดอันดับโลกด้วยกันทั้งหมด 3 แห่ง และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกอันดับที่ 20 มีการคอรัปชั่นน้อยที่สุดติดอันดับ 12 ของโลกอีกด้วย สิ่งสำคัญที่ช่วยในการส่งเสริมให้เบอร์ลินกลายเป็นเมืองแห่งการศึกษาก็คือ มหาวิทยาลัยของรัฐบาลส่วนใหญ่จะไม่เก็บค่าเล่าเรียน ทั้งนักศึกษาในท้องถิ่น และนักศึกษาชาวต่างชาติ (ยกเว้นหลักสูตรปริญญาโทบางส่วน)
  • อันดับ 10 : โซล (Seoul) ประเทศเกาหลีใต้ – อีกหนึ่งเมืองจากเอเชียที่ติดอยู่ในอันดับ Top10 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษา ประจำปี 2106 “กรุงโซล” จากประเทศเกาหลีใต้ ที่ยังคงตำแหน่งเดิมจากปี 2015 โดยมีมหาวิทยาลัยที่ติดอยู่ในอันดับโลกทั้งหมด 18 แห่ง มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดคือ “Seoul National University” อยู่ในอันดับที่ 36 ของโลก แต่โซลก็ยังคงเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูงติดอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลกเลยทีเดียว