Month: January 2015

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

สำหรับวันนี้เราก้มีเกร็ดข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษมาฝากกันอีกแล้วล่ะจ้า ว่าแล้วเรามาชมไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่านะครับผม

สิ่งที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ คือการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจ และองค์ประกอบสำคัญของสิ่งนี้ก็คือ การอ่านออกเสียงที่ถูกต้องนั่นเองครับ ถ้าเราออกเสียงไม่ถูกต้องล่ะก็ รับรองว่าต้องงงกันเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียวใช่มั้ยล่ะ และวันนี้เราก็จะพาเพื่อนๆ ไปพบกันกับ 10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่คนไทยมักจะออกเสียงผิดกันบ่อยๆ ครับผม มีคำที่คุ้นๆ เพียบเลยล่ะ มาชมกันได้เลย

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

10 คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่เราออกเสียงผิดกันมานาน

  1. Chaos (n.)อ่านว่า เค-อ็อส นะครับ ไม่ใช่ชาออส!! มีความหมายว่า ความสับสน วุ่นวาย
  2. Comfortable (adj.) คั๊มฟ-ทะเบิล ไม่ใช่ คอม-ฟอ-เท-เบิ้ล นะครับ อิอิ ผิดกันตั้งแต่อ้อนแต่ออดเลยทีเดียวล่ะ คำนี้มีความหมายว่า ความสะดวกสบาย ครับผม
  3. Effect (n., v.) อิ-เฟ็คท์ ไม่ใช่ เอฟ-เฟค นะครับ แปลว่าผลกระทบ ผลลัพธ์
  4. Etc. (abbr.) ไม่ได้อ่านว่า อี-ที-ซี ที่เป็นวงดนตรีหรอกนะคร้าบบบ ที่จริงแล้วอ่านว่า เอ็ท-เซเทอรา แปลว่า และอื่นๆ ครับผม
  5. Island (n.) ไอ-เลินด์ ไม่ใช่ ไอซ์-แลนด์ นะจ๊ะ (ไม่ออกเสียงตัว S) แปลว่าเกาะครับผม ไม่งั้นอาจงงเป็นประเทศไอซ์แลนด์ได้นะครับ
  6. Jewelry (n.) จูวล์-รี่ แปลว่า เครื่องเพชรพลอย ซึ่งไม่ได้อ่านว่า จิว-เวล-รี่ เหมือนที่เรามักอ่านกันนะครับ
  7. Leopard (n.) เล็พ-เพิร์ด อันนี้เรียกได้ว่าดักโปรกันเลยทีเดียวล่ะครับ ไม่ได้อ่านว่า ลีโอพาร์ด เหมือน ลีโอ ยี่ห้องเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์หรอกนะครับ อิอิ
  8. Salmon (n.) แซ-เมิน ไม่ได้อ่านว่า แซลม่อนนะจ๊ะ ความหมายคงไม่ต้องให้แปล อาหารจานโปรดของทุกคนนั่นเอง อิอิ
  9. Sword (n.) ซอร์ด ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ เราก็มักจะอ่านกันว่า สะ-หวอด กันมาตลอดใช่มั้ยล่ะ ทีนี้มาแก้ให้ถูกกันนะ
  10. Value (n., v.) แฟล-ยิ่ว แปลว่ามูลค่าครับ ไม่ได้อ่านว่า แวลู่ หรือ วาล์ว หรอกนะครับ เพราะว่า V ในภาษาอังกฤษจะอ่านออกเสียงเป็น ฟี แบบสั่นๆ นั่นเอง

ทีนี้เราก็รู้หลักการอ่านคำเหล่านี้กันแล้วนะ ใช้ให้ถูกรับรองสื่อสารได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่แพ้เจ้าของภาษาแน่นอนเลยล่ะจ้า

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

สำหรับช่วงนี้นั้นก็มีพิธีสำคัญๆ โดยเฉพาะพิธีรับปริญญา (Congratulation) ซึ่งช่วงนี้มีมากมายจริงๆ แต่วันนี้เราก็จะพามาเปลี่ยนบรรยากาศไปพบกับพิธีนี้ที่ต่างประเทศกันบ้างนะครับ และก็ไม่ได้เป็นประเทศที่ไหนไกลเลย ประเทศญี่ปุ่นนี่แหละ ที่ประเทศญี่ปุ่น (Japan) นั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการรับปริญญาก็จะเป็นที่รู้กันว่ามักจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมของทุกปี ไม่ใช่แค่ระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น พิธีรับประกาศนียบัตรของโรงเรียนอนุบาล ประถม และมัธยม ก็จะจัดขึ้นในเดือนนี้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเดือนที่มีภาพลักษณ์ของการเป็น ฤดูกาลจบการศึกษา กันเลยทีเดียวล่ะ

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ความน่ารักของการรับปริญญาบัตรของ เด็กจบมหาลัยในญี่ปุ่น

ซึ่งการรับปริญญาของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะส่งตัวแทนนักเรียนหรือประธานนักเรียน (Student Representatives) ขึ้นรับประกาศนียบัตรจากอธิการบดี (หรือไม่ก็ให้ตัวแทนแต่ละคณะขึ้นรับจากคณบดี) ดังนั้นถึงแม้ทุกๆมหาวิทยาลัยจะจัดพิธีในปลายเดือนมีนาคมพร้อมกัน ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะว่าไม่ต้องรับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ (Royalty) ทีละคนนั่นเอง

พิธีรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยคันไซกะกุอิน (Congratulations)

อีกอย่างพิธีดังกล่าวไม่ใช่การรับทีละคน ดังนั้นพิธีก็จะไม่กินเวลายาวนาน เผลอแป๊ปเดียวก็จบสิ้นพิธีการแล้ว แต่พิธีการของประเทศไทยนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีเกียรติมากเพราะได้รับจากพระหัตถ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ทีละคนซึ่งต่างจากที่ญี่ปุ่นมาก ดังนั้นคนญี่ปุ่นหลายคนเลยค่อนข้างตกใจ ที่ก่อนมีพิธีการคนไทยต้องมีงานซ้อมใหญ่เพื่อฝึกฝนทบทวนท่าทางการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะว่าดูเป็นทางการมากกว่าที่ญี่ปุ่นมากๆ นั่นเอง และหลังจากนั้น หลายๆ คนก็นำเอารูปถ่ายตอนที่ตัวเองรับพระราชทานปริญญาบัตรประดับตกแต่งที่บ้านด้วย ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ของบ้านเราแหล่ะครับ

การถ่ายภาพ (Photo)

ในยุคสมัยนี้ก็คงจะไม่พ้นเรื่องนี้กันนะครับ โดยเฉพาะที่โซเชียลมีเดีย (SocialMedia or SocialNetwork)เฟื่องฟู และโดยเฉพาะความเป็นคนไทยที่ชอบการถ่ายรูปเอาซะมากๆ โดยที่ในญี่ปุ่นเพียงแค่ให้ญาติๆ สลับกันถ่ายหรือว่าให้เพื่อนถ่ายเท่านั้น แต่การถ่ายภาพรับปริญญาแบบจ้างช่างภาพมืออาชีพ ค่าตัวแพงๆ วันละหลายพันบาทอย่างกะ Pre-wedding นี้ทำเอาชาวญี่ปุ่นหลายๆ คนงงเป็นไก่ตาแตกเลยล่ะ

ชุดครุยของมหาวิทยาลัยต่างๆ (The Uniform)

ในส่วนของเครื่องแต่งกายของไทยและญี่ปุ่นก็ต่างกันมาก ของไทยเรานั้นจะเป็นชุดกาวน์ที่เรียกว่า “ชุดครุย” ใส่คลุมไว้ด้านนอก ชุดครุยนี้แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีรูปแบบที่คล้ายกัน แต่ละคณะก็มีสีสันแตกต่างกันออกไป แต่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่มีเครื่องแบบนักศึกษา ดังนั้นก็ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวว่าต้องใส่ชุดอะไร แต่ที่นิยมใส่กันในหมู่นักศึกษาชายก็เห็นจะเป็นชุดสูท ของนักศึกษาหญิงก็ใส่ชุดฮาคามะกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าจะใส่สูทก็ไม่ถือว่าผิดกติกาครับ

และอีกอย่างก็คือที่ญี่ปุ่นสำหรับคนที่เรียนจบแล้วทำงานทันที ส่วนใหญ่จะเริ่มงานกันในวันที่1เมษายนหลังจากจบการศึกษาเลยล่ะ งนั้นหลังจากเสร็จสิ้นพิธีรับปริญญาในเดือนมีนาคมแล้ว ที่ญี่ปุ่นจึงไม่มีการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับปริญญา แต่ทว่าที่ประเทศไทยการลาหยุดงานเพื่อไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นเรื่องปกติมากๆ คิดว่านี่เป็นจุดหนึ่งทางวัฒนธรรมที่ประเทศไทยต่างจากชาวญี่ปุ่น

ซึ่งถ้าลองมาคิดดูกันดีๆ แล้ว งานรับปริญญาของไทยก็เป็นโอกาสที่ดีที่เพื่อนๆสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจะได้มารวมตัวกัน คนที่จะเข้ารับปริญญาในรุ่นต่อๆไป แม้ว่าต้องลางาน อย่างไรก็จะต้องไปเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรให้ได้ เห็นได้ชัดว่าคนไทยเห็นงานนี้สำคัญกว่าคนญี่ปุ่นมากๆ เลยก็ว่าได้ครับ แต่ก็ว่าอ่ะเนอะ…ครั้งเดียวในชีวิต ขอจัดเต็มหน่อยละกัน ไม่งั้นคงเสียดายแย่ ที่จะมีรูปสวยๆ หล่อๆ ไว้ดูตอนทำงานเพื่อเป็นกำลังใจสำคัญเลยนะเนี่ย

ขอบคุณบทควาดีๆ จาก http://www.scholarship.in.th/